ประเด็นที่น่าจับตามองขณะนี้คือ ความคืบหน้าของร่าง ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากที่ สภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้ผ่านการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 และวุฒิสภา (สว.) ลงมติเห็นชอบในวาระหนึ่งแล้ว
แต่จนถึงวันนี้ ความหวังว่าคนไทยจะมี พ.ร.บ.อากาศสะอาดภายในต้นปี 2569 นั้น ยังไม่ชัดเจนนัก เพราะที่ผ่านมา อาจมีการ ‘เตะถ่วง’ กระบวนการของร่างกฎหมายนี้เกิดขึ้น
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า สว.อาจถ่วงเวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยเขาระบุว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของ ‘กรรมาธิการวุฒิสภา’ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญปี 60 จะมีกรอบพิจารณา 30 วัน เท่ากับว่าเดดไลน์ในฝั่ง สว. คือวันที่ 5 มกราคม 2569
อย่างไรก็ตาม ภัทรพงษ์ยังระบุว่า ก่อนหน้านี้มีการขอเลื่อนเดดไลน์การพิจารณาของ สว. ไปเป็นวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 อีกทั้ง สว.ยังแสดงเจตนาไม่ให้ตำแหน่งใดๆ ในกรรมาธิการกับภาคประชาชน ไม่เพียงเท่านั้น การนัดประชุมครั้งต่อไป ก็ยังต้องรอถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน และจะมีการประชุมแค่สัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้น
“ประชุมครั้งแรกก็ตั้งเป้าหมายให้เสร็จไม่ทันแล้วแบบนี้ หรือ สว.จะถ่วง พ.ร.บ.อากาศสะอาด?” เขาตั้งคำถาม
สิ่งที่น่ากังวลคือ หากกระบวนการของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถูกพิจารณาไม่ทันก่อนการยุบสภาฯ ที่คาดว่าจะเกิดในเดือนมกราคม 2569 นั้น เราอาจจะต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เพราะร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดจะตกไปทันที
นอกจากนี้ ยังมีเสียงคัดค้านจากภาคเอกชน โดยเมื่อวานนี้ (5 พฤศจิกายน) คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งเป็นการรวมตัวของ 3 องค์กรหลักภาคเอกชน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้ออกมา ‘ไม่เห็นด้วย’ กับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด
ทั้งนี้ให้เหตุผลว่า มีความกังวลต่อร่างกฎหมายที่ขาดการประเมินผลกระทบกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment หรือ RIA) อย่างรอบด้านและเป็นระบบ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด และร่างพระราชบัญญัติโรงงาน
กกร.มองว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ‘ภาคธุรกิจไทย’ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่จะต้องเผชิญกับภาระต้นทุนการดำเนินงาน ที่เพิ่มขึ้นจากข้อกำหนดทางกฎหมายใหม่ อีกทั้งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และลดความน่าสนใจของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนใหม่
กกร.จึงเสนอให้จัดทำกฎหมายอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง พร้อมจัดทำการประเมิน RIA ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล
สำหรับรายละเอียดของ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งเริ่มต้นจากการผลักดันของภาคประชาชนมาตั้งแต่ปี 2562 หลายคนมองว่า จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาต่อเนื่องมาแล้วหลายสิบปี จากทั้งในประเทศไทยและข้ามพรมแดน
หนึ่งในหลักการสำคัญของ พ.ร.บ.อากาศสะอาดคือ ‘ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)’ ที่มีกลไก ‘กองทุนอากาศสะอาด’ ซึ่งจะมีรายได้จากการปรับหรือเก็บภาษีกับผู้ก่อมลพิษ รวมถึงจากวิธีอื่นๆ เพื่อนำมาช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ เช่น การพัฒนาระบบสุขภาพของผู้ป่วยจากมลพิษ การสนับสนุนมาตรการควบคุมมลพิษและเทคโนโลยีใหม่ จนถึงการสร้างระบบรับมือฉุกเฉินเมื่อเกิดวิกฤติคุณภาพอากาศ
นอกจากนี้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ยังมีบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ก่อให้เกิดมลพิษ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ก่อมลพิษปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงสร้างมาตรการอื่นๆ ที่ร่วมแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ
อ้างอิงจาก