เด็กฟิล์มเดี๋ยวนี้ไม่ดูหนัง
หากใครได้ยิน คงเข้าใจว่าเป็นคำพูดที่มาจากผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน จนอดไม่ได้ที่จะค่อนขอดคนรุ่นใหม่ ด้วยประโยคขึ้นต้นที่มีคนมีอายุเท่านั้นจะใช้ได้
แต่ความจริงที่ว่า ‘เด็กฟิล์มเดี๋ยวนี้ไม่ดูหนัง’ ไม่ได้เป็นเพียงเสียงบ่นจากคนมีแก่เท่านั้น แต่ยังเจือไปด้วยความเสียดาย เมื่อประโยคนี้มาจาก อาจารย์พิเศษสอนภาพยนตร์ในวันที่โลกเปลี่ยนไป อย่าง ต่อ—คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง
ต่อ คันฉัตร หรือที่หลายคนรู้จักจากนามปากกา เมอร์ (merveillesxx) ในฐานะนักวิจารณ์ภาพยนตร์และบทบาทนักเขียน ที่เคยมีผลงานเกี่ยวกับบันทึกประสบการณ์ส่วนตัวอีกหลายเล่ม แต่นอกจากคาแรกเตอร์จิกกัด แสบๆ คันๆ ที่เราเคยเห็นบนอินเตอร์เน็ตแล้ว อีกด้านหนึ่งเขายังเป็นอาจารย์พิเศษวิชาภาพยนตร์ศึกษา ที่ต้องประมือกับบรรดาลูกศิษย์อีกเทอมละหลายร้อยคน
ต่อมักบอกกับใครต่อใครเสมอว่าไม่ชอบผู้คน แต่ทุกวันนี้เขาต้องมาอยู่ท่ามกลางเด็กวัยขบถรุ่นแล้วรุ่นเล่า พบเจอกับวีรกรรมที่เหนือความเข้าใจมากมาย จนสามารถรวมเป็นหนังสือได้ 1 เล่ม อย่าง ‘เพียงชายคนนี้ (ยังคง) เป็นอาจารย์พิเศษ ฉบับ 16 ปีแห่งความหวัง (?)’ หนังสือเล่มล่าสุด ต่อจาก ‘เพียงชายคนนี้เป็นอาจารย์พิเศษ’ ที่เคยตีพิมพ์แล้วเมื่อปี 2557
ผ่านมา 12 ปี โลกของภาพยนตร์ สังคม และเด็กๆ มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง ใครอยากเข้าใจความคิดของเด็กสมัยนี้ให้มากขึ้น มาฟังอาจารย์มหาวิทยาลัยแอบเม้าท์เด็กฟิล์มยุคนี้กัน

1
ชอบดูหนังตั้งแต่เมื่อไหร่
เราเป็นคนที่ชอบดูหนังตั้งแต่เด็กแล้ว สมัยเรียนมัธยมที่สาธิตจุฬาฯ มันอยู่ใกล้กับลิโด้ ที่จะฉายหนังอินดี้ หนังอาร์ต หนังฝรั่งเศส หนังญี่ปุ่นแปลกๆ ก็ชอบดู พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังชอบอยู่
ได้ยินว่าจบด้านเศรษฐศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 1 ด้วย แต่ทำไมถึงมาเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาภาพยนตร์
พี่ไม่ได้อยากได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งหรอก แต่คนที่อยากได้คือพ่อ พี่จำภาพเป็นสโลโมชั่นเลย จังหวะเลี้ยวรถเข้ามหาวิทยาลัยวันแรกแล้วพ่อหันคอมา พ่อขอเกียรตินิยมอันดับหนึ่งนะลูก
พูดได้เลยว่าตอนเรียนได้เกียรตินิยมอันดับ 1 เพราะไปลงวิชาฟิล์มเยอะมาก เพราะพอปี 3 ปี 4 วิชามันยากขึ้น มีตัวหนึ่งลงไป C ซึ่งตอนนั้นรู้สึกวิกฤตชีวิตมาก สมัยเรียนพี่คำนวณเกรดตัวเองบ่อยมาก ถ้าวิชาไหน C+ แน่นอน ก็จะไปหาเกรด A ให้มันดันขึ้นมาให้มันได้ 3.50 แล้วเราชอบวิชาฟิล์มไง ก็เลยต้องลงฟิล์ม จนเกินหน่วยกิตที่ต้องเก็บไปเยอะมาก แล้วก็ได้ A ทุกตัวเลย มันก็เลยดันให้ได้เกียรตินิยม
เราพยายามจะบอกว่า ฉันไม่ใช่อาจารย์เถื่อนนะคะ (หัวเราะ) แม้ว่าฉันจะไม่ได้จบฟิล์มก็ตาม แต่ว่าฉันก็มีความรู้ภาพยนต์ประมาณหนึ่ง แล้วก็ดูหนังเยอะ กับประกอบกับไปเรียนคอร์สของหอภาพยนตร์ หรือว่าสมัยก่อนที่ Jim Thompson Art Center ก็มีสอนพวกวิชาศิลปะ เราก็ไปลง อ่านหนังสือด้วย ก็เลยชอบหนังมาตั้งแต่ยุคนั้น
อะไรที่ทำให้ได้มาเป็นอาจารย์พิเศษ
อาจจะเป็นเรื่องคอนเนคชั่น สมัยที่เริ่มสอน เมื่อ 2010 เด็กยังเยอะอยู่ การเรียนภาพยนตร์ก็ยังเป็นที่นิยม เขาก็ต้องการอาจารย์พิเศษ เพราะว่าอาจารย์ประจำงานโหลด พอดีมีเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เป็นพวกดูหนังด้วยกันให้ไปช่วยสอน แรกๆ มันก็เป็นแค่ guest speaker หลังๆ ไม่รู้เขาเห็นว่ามีศักยภาพหรือว่างานมันล้น ก็เลยได้วิชามาสอน
เคยมีภาพในหัวไหมว่าอยากจะเป็นอาจารย์แบบไหน
ตอนแรกก็สอนไปแบบงงๆ ก่อน พอถึงจุดหนึ่งเราเริ่มมีความตั้งใจว่าเราไม่อยากเป็นอาจารย์ที่เข้าถึงยาก ปมเราสมัยเรียน คือเราได้เจออาจารย์ที่มีความรู้มากเลย แต่อาจารย์ก็จะค่อนข้างมีอายุ ดูทรงภูมิ เราไม่กล้าคุยกับเขา รู้สึกห่างเหินกับอาจารย์มาก แต่เราจะกล้าคุยก็เฉพาะอาจารย์ฟิล์ม เพราะว่ารู้สึกว่าคุยภาษาเดียวกัน
อีกอย่างคือระวังเรื่องการใช้อำนาจ เราชอบพูดกับเด็กตรงๆ ว่าถ้าเราทำอะไรให้คุณไม่พอใจ บอกได้นะ อย่าเพิ่งเอาไปด่าในทวิตเตอร์ (X.com) คุยกันดีๆ ก่อน แต่บางทีเราเป็นอาจารย์เราต้องดุด่าว่ากล่าวเด็กในเรื่องที่สมควร เช่น ไม่รับผิดชอบ หรือก็อปงาน ก็จะพยายามไม่ด่าอะไรที่ล้ำเส้นและพยายามถนอมน้ำใจ

การเป็นอาจารย์ที่เด็กเข้าถึงง่ายมันมีข้อเสียไหม
มันก็จะมีข้อเสีย บางทีเด็กก็ดูไม่ค่อยเคารพ ปีนเกลียว หรือแซวเรา แต่ว่าจุดยืนของเราคือเราไม่อยากทำตัวเป็นอาจารย์จนมากเกินไป เราอยากเป็นอาจารย์ที่เด็กกล้าคุยกับเรา แค่นั้นก็โอเคแล้ว
ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นอาจารย์ที่ดีขนาดนั้นนะ แต่ว่าเราก็พยายามทำในสิ่งที่ทำได้ เช่น วิชาประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่เด็กในคลาส 80 คน โอ้โห มันแบบเลวร้ายอะ เพราะสมัยนี้เด็กก็นั่งเล่นมือถือ ไม่มีใครสนใจเรียนกับฉันเลย ก็เลยบอกว่า โอเค เราไม่เช็คชื่อ แต่ส่งงานให้ครบนะ แต่ใครอยากมาเรียนก็มา มันก็จะช่วยคัดกรองคนที่มาเรียน อย่างน้อยบรรยากาศในห้องมันก็ดีกว่าเด็ก 80 คนแล้วเล่นมือถือไป 60 คน เราก็หาวิธีแก้กันไป
มีเด็กแบบไหนที่ชอบเป็นพิเศษไหม
อาจจะเป็นเด็กที่ดูสนใจกับการเรียน มีเป้าหมายในการเรียน แต่ก็ต้องระวัง เพราะว่าพอเราชอบใครบางคน มันอาจจะมีการลำเอียง โดยหลักการ เราพยายามไม่จำชื่อ และไม่จำหน้านักศึกษา บางทีก็ทำไม่ได้ เพราะบางคลาสมีกันอยู่ 12 คน แล้วคนนี้ที่ยกมือตอบบ่อยๆ มันต้องจำได้
หรือบางทีเด็กก็งอนที่เราจำไม่ได้ เรื่องจริงเลยมีเด็กไปบ่นในทวิตเตอร์ พี่ก็จะบอกเด็กว่า ข้างนอกทักหรือไม่ทักก็ได้ หรือเธอเดินผ่านฉันก็ได้ แต่ถ้าทักก็อาจจะแนะนำตัวนิดหนึ่งว่าหนูเรียนกับอาจารย์ แต่เราจะค่อนข้างระวังเรื่องนี้ และรอบคอบในการรักษาระยะห่างกับเด็ก
มีเด็กที่คิดว่าเป็นวิชาเก็บเกรดไหม
ไม่มี วิชาฉันมีแต่คนด่าว่ากดเกรด คือวิชาเรา A ยาก แต่ว่าถ้าส่งงานครบก็ B คือเราจะไม่พยายามลงใน C+ หรอก คือเราก็ไม่ใช่คนที่เด็กได้ C+ ทั้งห้องแล้วดีใจจัง แต่ A เรายากนิดหนึ่งนะ มันคือ Outstanding หรือ Exceptional คนที่ได้ A ก็ควรจะต้องต่างกับเพื่อนหน่อย แต่ส่วนใหญ่ก็จะมี B+ ถ้าส่งงานครบ แล้วก็ดูตั้งใจนะ
2
เวลาพูดว่าเด็กสมัยนี้ จะนึกถึงเด็กแบบไหน
พูดถึงเด็กสมัยนี้ก็คงเป็น Gen Z แต่ออกตัวก่อนนะคะ ดิฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรกับ Gen Z แต่ ณ ตอนนี้เด็กที่ดีลด้วยเยอะที่สุดคือ Gen Z ซึ่งก็ต้องบอกว่าก็เป็นความท้าทายเหมือนกันนะ นอกจากอายุห่างกันแล้ว กระบวนความคิด กระบวนคิด ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต มันก็ต่างกัน
ปัญหาของเด็กฟิล์มสมัยนี้มีอะไรบ้าง
ปัญหาที่เจอ ไม่ใช่เฉพาะเด็กฟิล์ม แต่เป็นปัญหาทั่วไปของคนรุ่นนี้คือ input น้อย พี่อาจจะโชคดีที่โตมาในยุคที่ไม่มีโซเชียลมีเดีย เราอ่านหนังสือวันเล่ม เพราะว่ามันไม่มีอะไรทำ แต่ว่าเด็กรุ่นนี้มันมีอะไรให้วอกแวกตลอด ปัญหาคือการไม่อ่านหนังสือ มันก็มีผลทุกอย่างเลย พออ่านหนังสือน้อย ก็เขียนหนังสือไม่เป็น แล้วก็เขียนบทหนังไม่เป็น ถ้าเธอไม่รู้เรื่องเลย แต่เธอยังต้องทำงานเขียนอยู่นะ หรือเธอจะใช้ ChatGPT เขียนเหรอ เธอภูมิใจเหรอ ถ้าเธอต้องใช้ ChatGPT เขียน
หรือเด็กฟิล์มเดี๋ยวดูหนังน้อย ก่อนเริ่มเรียนเราจะมีแบบฟอร์มสอบถาม มีหนังประมาณสัก 30 เรื่อง แล้วให้ติ๊ก ว่าเคยดูเรื่องไหนบ้าง อันนี้เห็นความเห็นชัดเลยว่าสมัยก่อนเด็กจะติ๊กเรื่องเคยดูเยอะ แต่หลังๆ คือน้อยมากเลย ซึ่งพี่ก็จะบอกให้ตอบตามตรง อย่าอายที่แบบว่าไม่เคยดูสักเรื่องเลย ดีแล้วก็มาเรียนกับผม

ในโลกยุคใหม่ที่มีทั้ง AI คลิปแนวตั้ง หรืออัลกอริทึ่ม ต้องปรับตัวยังไงบ้าง
มันเป็นโชคดีด้วยที่วิชาหนัง มันเป็นวิชาที่มันเชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริงได้ง่ายมาก เช่น Zootopia ก็มีเรื่องสิ่งแวดล้อม หนังจิบลิที่คุณดูมันก็มีเรื่องแบบสิ่งแวดล้อม K-pop Demon Hunter มันก็มีเรื่องวัฒนธรรมเกาหลี
เวลาที่สอนภาพยนตร์ สอนหนัง สอนศิลปะ เราไม่อยากให้รู้แค่เรื่องนั้นแต่อยากให้รู้เรื่องโลกภายนอกด้วย เพราะฉะนั้นโลกมันจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม เราพยายามทำให้เห็นว่า ไอ้ที่เราดูหนังทุกวันนี้มันมีความ เกี่ยวข้องกับโลกยังไง
หลังๆ พี่จะเปลี่ยนวิธีการสอน สมัยก่อน 3 ชั่วโมงพี่จะสอนเนื้อหา 3 ชั่วโมง หลังๆ พี่จะเป็นแนวครึ่งชั่วโมงแรกอะ ไม่สอนเรื่องหนังเลย พี่คุยเรื่องเหตุการณ์ปัจจุบัน มันก็เป็นเรื่องการเมืองซะเยอะ บางทีก็คุยเรื่องเทรนด์ต่างๆ K-pop ตัวนี้ ข่าวดาราคนนั้น ก็มีเรื่องเบาๆ บ้าง
บางทีพี่ก็จะบอกเด็กว่าการเป็นศิลปินทำหนัง รู้เรื่องหนังอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องรู้เรื่องชีวิตรอบๆ ตัว บางทีเด็กมี input น้อย พี่ก็พยายามยัดเยียดให้เขา ซึ่งฟีดแบ็กมันก็มีทั้งเด็กที่ชอบและไม่ชอบนะ อาจารย์พูดอะไรนานไม่เข้าเนื้อหาสักที มันก็มีความท้าทาย ก็ต้องปรับตัวกันไป
นอกจากเรื่อง AI แล้ว การมีสตรีมมิ่งส่งผลกับการดูหนังของเด็กไหม
ปัญหาอย่างหนึ่งที่เจอตอนนี้คือ ถ้าอะไรไม่อยู่ในสตรีมมิ่งเด็กจะหาไม่ได้เลย หรือจะไม่มีความพยายามหาแล้ว ถ้ามันไม่มีอยู่ในสตรีมมิ่งสักเจ้า เด็กก็จะมาหาเราว่าทำยังไง แต่นี่มันจะเป็นเรื่องที่เทาๆ หน่อย คือเราโตมากับพวกโหลดเถื่อน แต่เราก็จะบอกว่าถ้าเรื่องไหนดูลิขสิทธิ์ได้ อาจารย์ก็จะชี้ช่อง ว่ามันมีในเจ้านี้ๆ หรือมีมันมีต้องเสียเงิน แต่ใครออกเงินอะ มันก็จะมีปัญหาตรงนี้เหมือนกัน นอกจากนี้บางทีสตรีมมิ่งก็กำหนดพฤติกรรมคน ทำให้คนไม่เข้าโรงหนัง เด็กเรียนฟิล์มที่ควรดูหนังเยอะๆ ขอบเขตมันแคบลง
มีวิธีเลือกหนังในคลาสยังไง
ขึ้นกับวิชาด้วยแหละ แต่เราจะพูดกับเด็กว่า วิชาผมคุณอาจจะไม่รู้ได้อะไรไม่ได้อะไร แต่มาขยายขอบเขตในการดูหนังกัน โดยเฉพาะรุ่นหลังๆ ที่ดูหนังกันค่อนข้างน้อย บางวิชาที่มันยากๆ เช่นแบบ Advanced Film Aesthetic วิชาที่มันชื่อมันดูประหลาดๆ หรือวิชาตัวสูงๆ เราก็จะบอกเด็กตรงๆ เลยว่าหนังบางเรื่องผมก็ดูไม่รู้เรื่องนะเว้ย ถือว่าเราจับมือเดินไปด้วยกัน เรามาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน สิ่งที่ผมพูดมันก็ไม่ได้ถูกเสมอไป
เราจะพูดกับเด็กตลกๆ ว่า คิดซะว่านี่น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่คุณมาดูหนังบ้าๆ บอๆ แบบนี้ ถ้าเป็นวิชาหนัง อาร์ตคุณคิดว่าเรียนจบคุณจะมานั่งดูหนังพวกนี้เหรอ สมมติคุณไปทำงานฝ่ารถติดมา 2 ชั่วโมง เปิดหนังพี่เจ้ยดูดีกว่า ก็ไม่ใช่ (หัวเราะ) เราก็จะพยายามให้กำลังใจเด็ก หนังมันยาก เราก็พยายามหาวิธีที่อธิบายให้มันสนุก บางทีก็เปิดฉากหนึ่งขึ้นมา เพื่อบอกว่า อ๋อ เปิดให้ดูว่าผมก็ดูฉากนี้ไม่รู้เรื่อง
การเป็นอาจารย์แล้วไม่รู้ มันเคยเป็นปัญหาสำหรับคุณไหม
ก็มีเหมือนกันนะ บางทีเราก็รู้สึกเสียเซลฟ์ว่าทำไมเราตอบเด็กข้อนี้ไม่ได้ บางทีมันไม่ใช่คำถามยาก แต่พอมันไม่ค่อยได้ใช้ก็ลืม หรือบางเรื่องเราก็ไม่รู้จริงๆ แต่ว่าเวลาไม่รู้ก็จะบอกเด็กตรงๆ ว่า โทษทีนะ ไม่รู้ แต่เดี๋ยวจะไปหาคำตอบมาให้ ถ้าหาได้ ซึ่งสมัยก่อนอะ มันก็ต้องรอ 1 อาทิตย์มาเจอกันในห้อง สมัยนี้คือเย็นนั้นไลน์ไปบอกได้เลย เราก็จะตอบในไลน์กลุ่ม

3
ทำไมเด็กทุกวันนี้ยังควรต้องเรียนวิชาภาพยนตร์ศึกษาอยู่
คืออันนี้ก็เป็นคำถามที่น่าเศร้าเหมือนกันนะ มันไม่มีอาชีพโดยตรง หรือมีก็คือนักวิจารณ์ ซึ่งมันก็เป็นอาชีพที่ตายอยู่แล้ว นักวิชาการภาพยนตร์จะทำทำไม ไม่มีกิน อาจารยยิ่งไม่ควรต้องทำเลย เสียสติ เงินก็น้อย ประสาทแดกอีก (หัวเราะ)
แต่ว่าเราก็รู้สึกว่ามันเป็นการต่อยอดอะไรบางอย่าง มันมีสิ่งที่เรียกว่า art appreciation หรือการเสพศิลปะ มันคือการหา input ให้ตัวเอง เดี๋ยวนี้เด็กค่อนข้างห่างเหินกับหนังเยอะ แต่มันน่าเศร้าตรงที่ว่าเด็กที่ห่างเหินกับหนังคือเด็กที่เรียนในฟิล์มไง ดังนั้นในวิชาเราก็ไม่ได้เรียนแค่เรื่องหนัง เรียนเรื่องโลก เรื่องชีวิต เรื่องสงคราม เรื่องเศรษฐกิจไปด้วย อาจจะต้องพูดเหมือนคนแก่ว่า เดี๋ยวนี้ความรู้เดี๋ยวนี้มันก็หาง่ายขึ้น แต่สิ่งที่ไม่ง่ายคือการที่จะเลือกจะเชื่ออันไหน
จนถึงตอนนี้อะไรที่ทำให้ยังรู้สึกดีที่ได้สอนเด็กอยู่
ถ้าตอบกับความจริงคือมันเป็นอาชีพที่เราทำได้ อาจารย์พิเศษก็หล่อเลี้ยงชีวิตได้ประมาณหนึ่ง แต่ว่าถ้าจะมีสิ่งดีๆ ก็คือเวลาเด็กเรียนกับเราแล้วดูได้อะไรจากเราบ้าง
วันดีคืนดีเด็กก็ไลน์มาบอกแล้วว่า ‘จารย์ หนูชอบหนังเรื่องนี้เพราะจารย์เลยนะ’ แบบแรนด้อมขึ้นมาเลย ตอนแรกฉันตกใจ ใครด่าอะไรกูเปล่าเนี่ย พอเขาพิมพ์มาบอกแบบนั้นก็รู้สึกดี อย่างน้อยก็คงมีประโยชน์อะไรกับชีวิตเขามั้ง ก็ให้เขาได้อะไรจากเราบ้างแค่นั้นก็พอแล้ว
เคยตั้งเป้าหมายในการเป็นครูของตัวเองไหม
แต่ก่อนอยากเป็นครูเปลี่ยนโลก เปลี่ยนวงการการศึกษา แต่พอโตขึ้น จะเรียกว่าปลงหรือยอมแพ้ดีละ เราประนีประนอมระดับหนึ่ง บางอย่างก็เปลี่ยนไม่ได้ นี้แค่ตั้งเป้าหมายง่ายๆ ว่า เด็กได้อะไรจากเราบ้าง ต้องใช้คำว่าบ้างด้วยนะ เพราะสมมติเราตั้งไว้ 5 ข้อ เด็กไม่มีทางได้ทุกข้อหรอก
ในอนาคตยังอยากเป็นอาจารย์อยู่ไหม ต่อให้ในอนาคตเด็กจะสามารถใช้ AI generate หนังได้
มันก็ต้องมานั่งถามว่าเรามีคุณค่าอะไรกับการเรียนภาพยนตร์หรือเปล่า มันจะกลายเป็นคณะ AI Artists ไหม เราว่าต่อไปมันจะต้องแบ่งไปเลยนะว่า ขำๆ นะ เช่น Oscar สาขา AI, Oscar สาขาหนังทำเอง ชัดๆ ไปเลยไหม แฟร์ๆ แล้วคณะภาพยนตร์ที่เป็นหนัง คณะ AI ก็สอน AI ไปดิ แล้วคณะภาพยนตร์เนี่ยยังมีความสำคัญอะไรอยู่ไหม มันก็ต้องถามจุดนั้น
คนที่ให้คำตอบเรื่องนี้ไม่ใช่เรา คือคนทั้งโลกใบนี้ แต่ว่าถ้ากลับมาที่เรื่องอาจารย์ ก็เคยถามเด็กบ่อยมาก คุณอยากเรียนกับ AI หรืออยากเรียนคน ก็ส่วนใหญ่ก็ตอบว่าคน
ถ้าเมื่อไหร่ทั้งห้องตอบว่า AI ก็แปลว่า บ๊ายบาย เราหมดประโยชน์แล้ว