“SLAPP เกิดขึ้นจากการที่คนหยิบกลไกกฎหมายมาใช้ ซึ่งเขาไม่ได้ต้องการความยุติธรรม แต่เพื่อปิดปากไม่ให้พูด ไม่ให้ตรวจสอบ…ทำให้คนที่ถูกฟ้องรู้สึกว่าไม่คุ้ม ก็ไปเจรจาแล้วเลิกติดตามตรวจสอบ ซึ่งเข้าทางคนฟ้องที่ต้องการให้มีการยุติการตรวจสอบ และทำลายประโยชน์สาธารณะ”
วันที่ 4 ธันวาคม 2568 ศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดงานเสวนาเรื่อง “ปัญหาการฟ้องปิดปาก (SLAPP) นักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย ณ ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โดยมีผู้ร่วมเสวนา คือ ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) สุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) และ ณัฐ จินตพิทักษ์กุล ทนายความ ศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมผู้ดำเนินรายการคือ กมลนาถ พันพลู และ วัชรปกรณ์ คำไกร นักศึกษาปริญญาโท สาขากฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ก่อนเริ่มการเสวนา สาวตรี สุขศรี รองคณบดีและอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงกรณีที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยถูกคุกคามหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการติดตาม การทำร้ายร่างกาย การบังคับสูญหาย ไปจนถึงการใช้กระบวนการยุติธรรม หรือ ‘SLAPP’
สาวตรี กล่าวว่า SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือ ‘การฟ้องเพื่อลดการตรวจสอบ’ ไม่ใช่การใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อแสวงหาความเป็นธรรมตามกฎหมายอย่างแท้จริง และไม่ใช่การพยายามยุติความขัดแย้งเชิงข้อเท็จจริง แต่เพื่อให้การเคลื่อนไหวในสาธารณะมีต้นทุนสูง ราคาแพง และกลายเป็นอาชญากรรม จนผู้คนเลือกที่จะ ‘เงียบ’
“เมื่อคำพูดหนึ่งต้องแลกด้วยคดีหนึ่งสำนวน สังคมทั้งสังคมจะเริ่มไม่พูด และกลายเป็นการทำลายการมีส่วนร่วมตั้งแต่จุดเริ่มต้น” สาวตรี กล่าว
SLAPP จึงเป็นความผิดปกติที่ถูกสถาปนาให้ดูเหมือนชอบด้วยกฎหมาย เพราะกฎหมายถูกสร้างขึ้นเพื่อคุ้มครองการใช้สิทธิ ไม่ใช่เพื่อทำให้ผู้คนหวาดกลัวต่อการใช้สิทธิ และหากกฎหมายถูกใช้สวนทางกับเจตนารมณ์นี้ ความยุติธรรมย่อมไม่บังเกิด
ดังนั้น สังคมจึงควรช่วยกันปกป้องเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการมีส่วนร่วมของประชาชนกับการกระทำใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นโดยรัฐหรือเอกชน ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสิทธิในมิติต่างๆ อันเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย
การฟ้องปิดปากคือ ‘ราคาที่สังคมต้องจ่าย’
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) เล่าว่า เขาเคยถูกฟ้องร้องจากการออกมาเสนอข้อเท็จจริงบางประการด้านสิ่งแวดล้อมถึง 2 ครั้ง ดังนี้
กรณีแรกถูกฟ้องจากบริษัทค้ายากำจัดศัตรูพืชแห่งหนึ่งในเดือนมีนาคม 2564 ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการโพสต์เนื้อหาบน Facebook Page: BIOTHAI และได้รับเชิญไปออกรายการในสถานีโทรทัศน์ต่อประเด็นการเคลื่อนไหว ‘ยกเลิก 3 สารเคมีเกษตร’ ก่อนศาลจะมีคำสั่งยกฟ้องทุกข้อกล่าวหาเมื่อ 15 ธันวาคม 2564
กรณีที่ 2 ถูกฟ้องจากการร่วมเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “หายนะสิ่งแวดล้อม กรณีปลาหมอคางดำ” เมื่อ 26 กรกฎาคม 2567 โดยเปิดเผยข้อมูลการระบาดของปลาหมอคางดำ และให้สัมภาษณ์ Thai PBS ในวันเดียวกัน
จากนั้น บริษัท CPF ได้นำข้อความในวันดังกล่าวมาใช้ในการกล่าวหาในคดีหมิ่นประมาท ฐานเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จทำให้บริษัทเสียหาย และเรียกค่าเสียหายร่วมรับผิดชอบคดีละ 100 ล้านบาท รวมเป็น 200 ล้านบาท
โดยวิฑูรย์ยืนยันว่า ภารกิจของมูลนิธิชีววิถี (BioThai) คือการปกป้องสิทธิของเกษตรกรและปกป้องความมั่นคงด้านอาหาร และจากการศึกษาหรืองานวิจัยต่างๆ ก็ชี้ให้เห็นถึงภัยของปลาหมอคางดำซึ่งส่งผลร้ายแรงที่สุดในเรื่องสิ่งแวดล้อมไทย โดยมีประชาชนจาก 19 จังหวัดได้รับผลกระทบด้านประมง มีผลกระทบทางเศรษฐกิจไปจนถึงความหลากหลายทางชีวภาพ
นอกจากวิฑูรย์แล้ว ยังมีกรณีการฟ้องปิดปากอื่นๆ ในสังคมปรากฏให้เห็นหน้าข่าวตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่น ‘กรณีหมูเถื่อน’ ในปี 2566 ที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หลังตรวจสอบการรับซื้อชิ้นส่วนหมูแช่แข็งจากบริษัทเครือข่ายหมูเถื่อน ซึ่งจนผ่านมาแล้ว 2 ปี ก็ยังไม่มีความคืบหน้าของคดี
ถัดมาคือกรณี พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ผู้ออกหนังสือเตือนโฆษณาแทรกบนแพลตฟอร์มทรูไอดี แต่ถูกบริษัทฟ้องจนศาลอาญาฯ พิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบมาตรา 157 (สุดท้ายได้รับการประกันตัววงเงิน 120,000 บาท แต่ห้ามออกนอกประเทศ)
วิฑูรย์มองว่า ถึงสุดท้ายคดีเหล่านี้อาจมีการยกฟ้องภายหลังหรือไม่ก็ตาม แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างแน่ชัดของการฟ้องปิดปาก ดังนี้
สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ ‘ผลกระทบต่อจิตใจและครอบครัว’ โดยยอมรับว่าหลังถูกฟ้องครั้งแรก เขาก็รู้สึก ‘จิตตก’ เนื่องจากไม่เคยเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ แต่เมื่อได้รับความช่วยเหลือจาก EnLAW ก็พอคลายความกังวลไปได้บ้าง
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าคดีฟ้องปิดปากด้านสิ่งแวดล้อมมักเป็นคดีที่เกิดขึ้นกับคนเล็กน้อย ซึ่งเมื่อถูกฟ้องก็ย่อมมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น ค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนาย ค่าเดินทาง รวมทั้งเสียเวลาในการทำมาหากิน ขณะที่โจทก์อย่างบริษัทเอกชนกลับมีทรัพยากรต่อสู้คดีเต็มที่
นอกจากนั้น การฟ้องปิดปากยังทำให้ประชาชนคนอื่นๆ ‘เกิดความลังเลหรือความกลัวที่จะลุกมาใช้สิทธิของตัวเอง’ ในการร่วมตรวจสอบการดำเนินการของภาคเอกชนหรือภาครัฐ หรือการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ เพราะเห็นจากกรณีที่คนออกมาพูดแล้วถูกดำเนินคดีหรือถูกคุกคามต่างๆ
สุดท้ายเมื่อไม่มีใครออกมาพูดหรือคัดค้านการดำเนินการต่างๆ ก็อาจเกิด ‘ความเสียหายต่อประเทศและสิ่งแวดล้อม’ โดยที่ผู้คนต่างนิ่งเฉยและกลไกรัฐหรือกฎหมายก็ไม่ค่อยทำงาน ซึ่ง “เป็นราคาที่สังคมต้องจ่าย” จากการใช้กฎหมายปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน
การฟ้องร้องแบบไหนถือเป็น SLAPP?
ณัฐ จินตพิทักษ์กุล ทนายความ ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งคำถามว่า ทั้งที่ชาวบ้านเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำใดๆ ของรัฐหรือเอกชน ทำให้พวกเขาออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หมวดสิทธิและเสรีภาพ และเป็นหน้าที่ของรัฐในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม
แล้วกฎหมายมาตราไหนที่ทำให้ชาวบ้านถูกฟ้องปิดปาก? และ การฟ้องร้องแบบไหนถือเป็น SLAPP?
คำตอบคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ความผิดฐานหมิ่นประมาท, มาตรา 328 หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา บนโลกออนไลน์ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 หรือการหมิ่นประมาทางแพ่ง ที่ว่าด้วยการหมิ่นประมาทที่ไม่จริง ทำให้คนอื่นเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือทางทำมาหาได้หรือทางเจริญ จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
โดยผู้ฟ้องมักเป็นบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ซึ่งได้เปรียบในเรื่องการมีทรัพยากรในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ขณะที่จำเลยมักเป็นชาวบ้านหรือผู้แทนจากชุมชนที่ต้องการให้มีการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
ส่วนมูลเหตุที่ทำให้ถูกฟ้องมักมาจากการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของพวกเขา เช่น การเสนอข่าว แขวนป้ายรณรงค์ ใช้คำพูด
“เหล่านี้ทำให้เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีแต่ผลบวก ส่วนชาวบ้านที่ถูกฟ้อง ด้วยสถานะที่ทำอะไรไม่ค่อยได้ เดินทางลำบาก ระหว่างสู้คดีก็เสียสุขภาพจิต กระทบกับความสัมพันธ์ในในครอบครัวหรือชุมชน เรียกว่าได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน” ณัฐ กล่าว
‘ชาวบ้าน’ กลุ่มเป้าหมายหลักถูกฟ้อง SLAPP
สุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ ‘การปกป้องนักปกป้องสิทธิ’ ซึ่งมีปฏิญญาสากลว่าด้วยการปกป้องนักสิทธิรับรองไว้ เพราะการใช้กฎหมายฟ้องปิดปากไม่ได้ใช้เพียงกับนักขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อม แต่ถูกใช้โดยกว้างกับผู้ออกมาขับเคลื่อนหรือเรียกร้องสิทธิต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิแรงงาน สิทธิทางการเมือง
การฟ้องปิดปากในคดีสิ่งแวดล้อมมักเกิดขึ้นกับชาวบ้าน หรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ถึงร้อยละ 78 ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างยากลำบาก เพราะการต่อสู้คดีสิ่งแวดล้อมต้องอ้างอิงข้อพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เพื่อแก้ต่างในคดีหมิ่นประมาทที่ถูกฟ้องร้อง
นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเรื่องการฟ้องคดีในพื้นที่ห่างไกลจากที่พักของจำเลย โดยอ้างว่าทราบหรือพบข้อความในพื้นที่อื่นๆ เช่น กรณีนักการเมืองฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทประชาชนที่พะเยา โดยจำเลยอาศัยอยู่กรุงเทพฯ ทำให้กลายเป็นภาระผูกพันในการต่อสู้คดีที่ต้องเดินทางไปจังหวัดที่ถูกฟ้องร้องหลายครั้ง
ขณะเดียวกัน ทนายความหลายคนที่อาจไม่มีความเข้าใจประเด็นสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมมากพอ ก็อาจทำให้จุดมุ่งหมายในการสู้คดีคือ “ทำอย่างไรให้จำเลยไม่ติดคุก” ซึ่งอาจนำมาสู่การยอมความ ให้ชาวบ้านยกเลิกขับเคลื่อนของชุมชน
ทั้งที่สิทธิของชุมชนไม่อาจจบด้วยการได้รับประนีประนอม เพื่อจบปัญหาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ควรเป็นการต่อสู้เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยชี้ให้เห็นถึงที่มาที่ไป ผลกระทบที่เกิดขึ้น ผ่านการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเชิงวิชาการ
สุรชัยจึงเสนอว่า ควรมีหลักสูตรอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
นอกจากนั้น สุรชัยยังชี้ให้เห็นถึงกฎหมายที่พยายามคุ้มครองสิทธิการแสดงความเห็นของประชาชน คือ
- ป.วิ.อาญา มาตรา 161/1 ที่ให้อำนาจศาลในการยกฟ้องคดีได้ทันที หากศาลเห็นเองหรือมีพยานหลักฐานว่าเป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต มีวัตถุประสงค์เพื่อกลั่นแกล้งหรือมุ่งหวังผลอย่างอื่น
- มาตรา 165/2 ที่อนุญาตให้จำเลยในขั้นไต่สวนมูลฟ้องยื่นหรือแถลงให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริง เพื่อแสดงให้เห็นว่าคดีไม่มีมูล
- ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 ที่ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท
แต่ส่วนใหญ่ศาลจะยังคงพิจารณาคดีจนถึงที่สุด เนื่องจากข้อกฎหมายที่เขียนไว้ค่อนข้างคลุมเครือ และศาลก็ไม่ได้มีแนวทางหรือคำแนะนำที่ชัดเจนในการวินิจฉัยคดี SLAPP ตั้งแต่เริ่มแรก ทำให้ผู้พิพากษาไม่กล้าใช้ดุลยพินิจของตัวเอง จึงไต่สวนไปตามรูปคดีซึ่งมักจะ ‘ยกฟ้อง’ ในท้ายที่สุด
สุรชัยเสนอว่า ในระยะสั้น ศาลควรออกคำแนะนำถึงหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยคดีที่เข้าข่าย SLAPP โดยอาจเริ่มจากการนิยามคำว่า SLAPP ก่อน
“ผมสนับสนุนให้มีการผลักดันกฎหมายเพื่อมีการคุ้มครองคดี SLAPP ในการพิจารณาคดีเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย ยกตัวอย่าง ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก็มีการระบุชัดเจนว่ามีการปกป้องการฟ้องปิดปาก ผมอยากให้มีกฎหมายใหม่ๆ คุ้มครองประเด็นสิทธิต่างๆ มากขึ้น” สุรชัย กล่าว
ทางออกเพื่อยุติ SLAPP ในประเทศไทย
“SLAPP เกิดขึ้นจากการที่คนหยิบกลไกกฎหมายมาใช้ ซึ่งเขาไม่ได้ต้องการความยุติธรรม แต่เพื่อปิดปากไม่ให้พูด ไม่ให้ตรวจสอบ…ทำให้คนที่ถูกฟ้องรู้สึกว่าไม่คุ้ม ก็ไปเจรจา แล้วเลิกติดตามตรวจสอบ ซึ่งเข้าทางคนฟ้องที่ต้องการให้มีการยุติการตรวจสอบ และทำลายประโยชน์สาธารณะ” ปกป้อง กล่าว
ปกป้อง ศรีสนิท รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าเพื่อป้องกันการ SLAPP ซึ่งใช้กระบวนการยุติธรรมมาเป็นเครื่องมือยุติการตรวจสอบและทำลายประโยชน์สาธารณะ ประเทศไทยจึงควรมีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก

ภาพ ตัวอย่างหลักการชั่งน้ำหนักระหว่าง ‘สิทธิในชื่อเสียง’ กับ ‘เสรีภาพในการแสดงออก’ และ ‘ประโยชน์สาธารณะ’
โดยยกตัวอย่างกฎหมายในอเมริกา แคนาดา หรือฝรั่งเศส ซึ่งใช้หลักการชั่งน้ำหนักระหว่าง ‘สิทธิในชื่อเสียง’ กับ ‘เสรีภาพในการแสดงออก’ และ ‘ประโยชน์สาธารณะ’ ซึ่งหากจำเลยพิสูจน์ได้ว่าทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ศาลจะสั่งยุติคดีทันทีโดยไม่ต้องไต่สวนจนจบ เพื่อคุ้มครองประชาชนให้กล้าติดตามตรวจสอบการดำเนินการต่างๆ ต่อไป
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยอาจเผชิญความซับซ้อนทางกฎหมายมากกว่า เพราะหากพิจารณาถึงกฎหมายที่ถูกหยิบมาใช้เพื่อ SLAPP แล้ว จะพบว่ามีการใช้กฎหมายอาญาและแพ่ง ซึ่งโจทก์จะเห็นว่าฟ้องอาญาแล้วมีบทลงโทษจำคุก ส่วนแพ่งเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหาย
ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรเร่งให้มีร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน พ.ศ. …. (ร่างกฎหมายป้องกันฟ้องปิดปากฯ) เพื่อปรับแก้ประมวลกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 4 ฉบับ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ซึ่งมีการเสนอให้เติมเนื้อหานิยามของคำว่า “เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ” เพื่อให้ความหมายสำหรับการตีความและเป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดี และหากสิ่งที่พูดหรือเผยแพร่ไม่เป็นความจริงแต่เป็นประโยชน์สาธารณะ จำเลยก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย ทั้งยังสามารถยื่นคำร้องต่อศาลให้พิจารณาได้หากเข้าข่ายฟ้องปิดปาก
สุดท้ายนี้ ปกป้องได้มีข้อเสนอเช่นเดียวกับสุรชัย คือ ควรมีการทำคู่มือหรือออกเป็นแนวปฏิบัติสำหรับการพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับการฟ้องปิดปาก ด้วยการนิยามความหมายของ ‘การฟ้องคดีที่ไม่สุจริต’ และ ‘การฟ้องปิดปากที่ชัดเจน’ รวมถึงหลักเกณฑ์ในการใช้ ป.วิอาญามาตรา 161/1 และ 165/ 2 ที่ให้สิทธิแก่จำเลยในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ชี้แจงเพื่อให้ศาลสั่งว่าคดีไม่มีมูล และควรกำหนดให้ไต่สวนคดีภายใน 30 วัน เพื่อชี้ขาดว่าเป็นหรือไม่เป็นการฟ้องปิดปากและยุติคดี
ทั้งนี้ หากเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมเห็นถึงประโยชน์สาธารณะในคดีต่างๆ ก็อาจจะไม่สั่งฟ้อง หรือให้จำเลยได้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องยื่นหลักประกัน เพื่อให้ไม่เป็นภาระในการต่อสู้คดีของจำเลย