เมื่อวาน (10 ธันวาคม 2568) ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยพิจารณาลงมติรายมาตราวาระ 2 เคาะให้มาตรา 256/5 ว่าด้วยวิธีการคัดเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ใช้สูตร ‘20 หยิบ 1’ ตามการแก้ไขของกรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก
หากย้อนไปก่อนหน้านี้ 15 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมรัฐสภาลงมติรับหลักการวาระ 1 จากข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ จากพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ผ่านเข้าการพิจารณาในชั้นกรรมธิการ โดยให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดย สส. พรรคประชาชน เป็นร่างหลัก
โดยโมเดลผู้ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่เสนอมานั้น จะยังให้ประชาชนมีส่วนในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญอยู่บ้าง ผ่านการเลือกตั้ง ‘คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ’ 70 คน – คล้ายระบบบัญชีรายชื่อ ก่อนให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 35 คน
นอกจากนั้น ยังมี ‘สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ’ ที่ประชาชนเลือกตั้งโดยตรงได้อีก 100 คน ในการทำหน้าที่รับฟังและรวบรวมความคิดเห็นจากประชาชน มาเสนอกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาต่อ
แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะโมเดลที่มาผู้ร่างรัฐธรรมนูญ คือมีมติให้มีองค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญเหลือเพียงองค์กรเดียว คือ ‘กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ’
และตัดสภาที่ปรึกษาการร่างรัฐธรรมนูญออก เปลี่ยนเป็นกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือ ‘กมธ. รับฟังความคิดเห็นฯ’ แทน พร้อมให้เปลี่ยนจากการเลือกตั้งโดยประชาชนเป็นสูตร ‘20 หยิบ 1’ จาก สส. และ สว.
โดยสูตร ‘20 หยิบ 1’ คือ การกำหนดให้ผู้สนใจสมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญยื่นใบสมัครกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมแนบหลักฐานการสมัคร ได้แก่ รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับรอง 100 คน และเอกสารแสดงวิสัยทัศน์ว่าด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญ ที่จะเปิดเป็นสาธารณะให้ประชาชนตรวจสอบและแสดงความคิดเห็น
จากนั้น ให้ สส. และ สว. จับกลุ่มกันให้ได้ 20 คน เลือกผู้สมัครขึ้นมา 1 คน โดยเศษที่เหลือให้ปัดขึ้นเต็มจำนวน ซึ่งวิธีนี้จะถูกใช้ในการเลือก กมธ. รับฟังความคิดเห็นฯ ด้วย ซึ่งหากพิจารณาตามโมเดลนี้ จะพบว่า ‘ประชาชนจะไม่มีส่วนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเลย’
ตัวเลข ‘20 หยิบ 1’ มาจากไหน
โมเดล 20 หยิบ 1 มีที่มาจากการนำจำนวนสมาชิกรัฐสภา (700 คน) หารด้วยจำนวนกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (35 คน) ซึ่งได้ผลลัพธ์เป็นสมาชิกรัฐสภา 20 คนต่อกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะต้องเสนอชื่อบุคคลเพื่อเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญฯ โดยห้ามเสนอชื่อซ้ำกับกลุ่มอื่น หากกลุ่มใดเสนอชื่อซ้ำก็ต้องมีการเสนอชื่อบุคคลใหม่จากบัญชีรายชื่อเดิม
และเมื่อมีการเลือกครบ 35 คนแล้ว ประธานรัฐสภาจะประกาศแต่งตั้งเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญฯ ส่วนรายชื่อที่เหลืออยู่จะกลายเป็นบัญชีสำรอง
หากสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถรวมกลุ่มได้ครบ 20 คน และไม่สามารถเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญฯ ได้ครบ 35 คน รัฐสภาจะต้องโหวตเลือกจากบุคคลที่อยู่ในบัญชีที่ถูกเสนอชื่อให้เป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญฯ ตามจำนวนที่ขาด โดยใช้มติ 2 ใน 3 ของรัฐสภาเพื่อตัดสิน ซึ่งเป็นการป้องกันการใช้เสียงข้างมากลากไป และทำให้การเห็นชอบผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องมีส่วนผสมระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล
ทั้งนี้ ระหว่างกระบวนการพิจารณารายมาตราดังกล่าว ได้มีสมาชิกรัฐสภาสะท้อนข้อกังวลว่าโมเดลดังกล่าวอาจลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากเป็นการกำหนดวิธีการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนมากเพียงพอ และอาจเอื้อให้ฝ่ายเสียงข้างมากในรัฐสภา (รวม สส. และ สว.) เป็นผู้เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เพราะหากย้อนมองวิธีได้มาของ สว. ซึ่งมีส่วนในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญตามโมเดลนี้ ก็พบว่าคล้ายกับวิธีการที่ สว. เลือกกันเอง ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชน และ สว. เหล่านี้ยังมีสิทธิคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 9 คน และสูงสุด 10 คน จากจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด 35 คน
สุดท้ายนี้ หากโมเดล ‘20 หยิบ 1’ ผ่านการพิจารณาในวาระที่ 3 การเลือกตั้งทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นในปี 2569 ก็จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากประชาชนไม่ได้เลือกเพียงแค่ สส. และพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น แต่จะเป็นการเลือกพรรคการเมืองที่มีอำนาจโดยตรงในการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ
อ้างอิงจาก