ประเด็นน่าสะเทือนใจในต่างประเทศที่กำลังถูกพูดถึงคือ เหตุกราดยิงที่หาดบอนได (Bondi Beach) ในซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันอาทิตย์ (14 ธันวาคม) ที่ผ่านมา โดยสื่อต่างประเทศยกให้เหตุการณ์นี้ เป็นการกราดยิงครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี ของประเทศ
ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์นี้ ได้สร้างคำถามมากมาย ว่าเหตุการณ์มีที่มาที่ไปอย่างไร คนร้ายคือใคร จนถึงการตอบโต้ของรัฐบาล ที่ได้เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “การก่อการร้าย” และ “การต่อต้านชาวยิว”
เสียงปืนดังขึ้นในเทศกาลเฉลิมฉลองสำคัญของชาวยิว
ความรุนแรงปะทุขึ้นในช่วงท้ายของฤดูร้อน ขณะที่ผู้คนหลายพันคนหลั่งไหลไปยังหาดบอนได ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวออสเตรเลียมักจะไปพักผ่อนในวันหยุด โดยในจำนวนนั้น มีผู้คนหลายร้อยคนมาร่วมงานฮานุกกะห์ริมทะเล (Chanukah by the Sea) ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองการเริ่มต้นของเทศกาลฮานุกกะห์ (Hanukkah) หรือเทศกาลแห่งแสงสว่างของชาวยิว
เวลาประมาณ 18:45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ได้รับแจ้งว่า เสียงปืนดังขึ้นหลายนัดดังขึ้น บริเวณหาดบอนได โดยภาพวิดีโอที่ถ่ายโดยผู้เห็นเหตุการณ์ แสดงให้เห็นคนจำนวนมากกำลังวิ่งหนีเอาตัวรอด ขณะที่มีมือปืนที่แต่งกายด้วยชุดสีดำ 2 คน ยิงปืนหลายนัดจากบนสะพานไปยังหาดดังกล่าว อย่างต่อเนื่องประมาณ 10 นาที
เมื่อตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ มือปืนวัย 50 ปีคนหนึ่งถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนมือปืนอีกคนวัย 24 ปี ได้รับบาดเจ็บและกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล โดยแม้ตำรวจจะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืน แต่ภาพวิดีโอจากที่เกิดเหตุดูเหมือนว่า จะเป็นปืนไรเฟิลแบบลูกเลื่อนและปืนลูกซอง
ความสูญเสีย
จนถึงตอนนี้มีรายงานผู้เสียชีวิต อายุระหว่าง 10 ถึง 87 ปี จำนวน 15 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 42 คนที่กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยหลายคนอยู่ในอาการวิกฤต
เหตุการณ์โจมตีครั้งนี้เป็นเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี ของออสเตรเลีย นับตั้งแต่เหตุการณ์สังหารหมู่ที่พอร์ตอาร์เธอร์ (Port Arthur) ในปี 1996 ซึ่งมือปืนเพียงคนเดียวได้สังหารผู้คน 35 คนในแทสเมเนีย (Tasmania) ซึ่งโศกนาฏกรรมครั้งนั้นนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายควบคุมอาวุธปืนครั้งใหญ่
การสืบสวนเบื้องต้น
ในคืนวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ตำรวจได้ประกาศให้เป็น ‘เหตุการณ์ก่อการร้าย’ โดยหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของออสเตรเลีย กำลังดำเนินการสอบสวน พร้อมให้ลดธงลงครึ่งเสาทั่วประเทศออสเตรเลีย
มาล แลนยอน (Mal Lanyon) ผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ระบุตัวผู้ก่อเหตุทั้งสองคนว่าเป็นพ่อและลูกชาย โดยผู้เป็นพ่อในวัย 50 ปี ซึ่งถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุนั้น เป็น “ผู้ถือใบอนุญาตอาวุธปืนที่มีอาวุธปืนจดทะเบียน 6 กระบอก” ขณะที่ลูกชายอายุ 24 ปี มีอาการสาหัสแต่ทรงตัวแล้ว โดยตอนนี้อยู่ในการควบคุมของตำรวจ
“เรากำลังตรวจสอบประวัติของบุคคลทั้งสองอย่างละเอียด ในขั้นตอนนี้ เรายังรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขาน้อยมาก” แลนยอนกล่าวต่อสื่อ
นอกจากนี้ ตำรวจยังได้บุกค้นบ้านหลังหนึ่งในย่านบอนนีริกก์ (Bonnyrigg) ซึ่งเชื่อมโยงกับหนึ่งในผู้ต้องสงสัย โดยในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบว่ามีบุคคลที่สามเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่ขณะนี้ไม่ได้ค้นหาผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมแล้ว
แถลงการณ์จากผู้นำทั่วโลก
“สิ่งที่เราเห็นเมื่อวานนี้คือ การกระทำที่ชั่วร้ายอย่างแท้จริง การกระทำที่ต่อต้านชาวยิว การก่อการร้ายบนชายฝั่งของเรา ณ สถานที่สำคัญของออสเตรเลียอย่างหาดบอนได” แอนโทนี อัลบานีส (Anthony Albanese) นายรัฐมนตรีของออสเตรเลียกล่าวในแถลงการณ์
เขากล่าวว่า “นี่เป็นการโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่ชุมชนชาวยิว ในวันแรกของเทศกาลฮานุกกะห์โดยเจตนา” พร้อมย้ำว่า “การโจมตีชาวออสเตรเลียเชื้อสายยิว คือการโจมตีชาวออสเตรเลียทุกคน”
นอกจากนี้ ผู้นำทั่วโลกยังประณามการโจมตีครั้งนี้ โดยเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ได้เรียกเหตุการณ์นี้ในโพสต์บน X ว่า “การโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ต่อต้านชาวยิว” และให้คำมั่นว่าจะต่อสู้กับ “ความเกลียดชังที่ต่อต้านชาวยิว”
ด้านไอแซค เฮอร์ซอก (Isaac Herzog) ประธานาธิบดีของอิสราเอล กล่าวว่าชาวอิสราเอล “ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อพี่น้องชาวยิวของเราในซิดนีย์” พร้อมเรียกร้องให้ออสเตรเลียต่อสู้กับ “คลื่นแห่งการต่อต้านชาวยิวครั้งใหญ่” ส่วนเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล กล่าวโทษรัฐบาลออสเตรเลียว่า “เติมเชื้อไฟให้กับความเกลียดชังชาวยิว”
มาร์โค รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า “การต่อต้านชาวยิวต้องไม่มีที่ยืนในโลกนี้”
กระแสต่อต้านชาวยิว
แม้ทางการออสเตรเลียจะยังไม่ได้ยืนยันแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุอย่างชัดเจน และได้สร้างคำถามถึง ‘การต่อต้านชาวยิว (antisemitism)’ โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่า ที่ผ่านมาออสเตรเลียประสบกับเหตุการณ์ต่อต้านชาวยิวที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023
สภาบริหารชาวยิวแห่งออสเตรเลีย (Executive Council of Australian Jewry หรือ ECAJ) ได้บันทึกเหตุการณ์ต่อต้านชาวยิว 1,654 ครั้ง ระหว่างเดือนตุลาคม 2024 ถึงเดือนกันยายนปีนี้ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 5 เท่าของค่าเฉลี่ยก่อนเดือนตุลาคม 2023
ยกตัวอย่าง เหตุการณ์โจมตีต่อต้านชาวยิวที่เกิดขึ้นล่าสุดในออสเตรเลีย โดยมีการวางเพลิงโบสถ์ยิวในเมลเบิร์น และร้านอาหารโคเชอร์ในซิดนีย์เมื่อปี 2024 ซึ่งทางการได้เชื่อมโยงดังกล่าวกับอิหร่าน ทั้งนี้ซิดนีย์ถือเป็นที่อยู่อาศัยของชาวยิว ราว 1 ใน 3 ของชุมชนชาวยิวในออสเตรเลีย ซึ่งมีจำนวน 150,000 คน
นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังสร้างความตึงเครียดทางการทูต ระหว่างนายกฯ ออสเตรเลีย กับนายกฯ อิสราเอล หลังจากที่เนทันยาฮูกล่าวหาว่า อัลบานีส “ไม่ได้ทำอะไรเลย” เพื่อยับยั้งการต่อต้านชาวยิวซึ่งเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2023
ในแถลงการณ์ ฝ่ายนายกฯ ออสเตรเลียยังได้ให้คำมั่นว่า จะสนับสนุนความปลอดภัยให้ชุมชนชาวยิว พร้อมได้อ่านรายชื่อมาตรการที่รัฐบาลของเขาได้ดำเนินการเพื่อยับยั้งกระแสต่อต้านชาวยิว โดยรวมถึง การกำหนดให้การแสดงความเกลียดชังและการยุยงให้เกิดความรุนแรง เป็นความผิดทางอาญา และการห้ามการทำความเคารพแบบนาซี
นายกออสเตรเลียเสนอกฎหมายควบคุมปืนที่เข้มงวดขึ้น
เหตุการณ์กราดยิงครั้งนี้ ยังสร้างคำถามถึงกฎหมายอาวุธปืนของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในกฎหมายที่เข้มงวดที่สุดในโลก ว่ายังคงมีประสิทธิภาพหรือไม่
ในแถลงการณ์ นายกฯ ออสเตรเลียยังระบุว่า รัฐบาลของเขากำลังพิจารณากฎหมายควบคุมปืนที่เข้มงวดขึ้น หลังจากเหตุการณ์กราดยิงที่หาดบอนได
กฎหมายที่รัฐบาลกำลังพิจารณาอยู่ ได้แก่ การจำกัดจำนวนปืนที่บุคคลใช้หรือได้รับอนุญาต และการทบทวนใบอนุญาตปืนเป็นระยะ
“รัฐบาลพร้อมที่จะดำเนินการใดๆ ก็ตามที่จำเป็น รวมถึงความจำเป็นในการมีกฎหมายควบคุมปืนที่เข้มงวดขึ้น” อัลบานีสกล่าว
อ้างอิงจาก