คุณคิดว่าตอนนี้ ประเทศไทยเหลื่อมล้ำมากแค่ไหน? ข้อมูลล่าสุดจาก World Inequality Report ชี้ว่าคนที่มีรายได้สูงสุด 10% ในไทย มีสัดส่วนรายได้ถึง 52% ของทั้งหมด ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำสุด 50% มีสัดส่วนรายได้เพียง 11%
รายงานความเหลื่อมล้ำโลก (World Inequality Report หรือ WIR) เป็นรายงานที่รวบรวมข้อมูลจากนักวิชาการกว่า 200 คนจากทั่วโลก โดยทำงานร่วมกับ World Inequality Lab เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด เกี่ยวกับการวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของความเหลื่อมล้ำระดับโลก
ที่ผ่านมา รายงานดังกล่าวได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการอภิปรายความเหลื่อมล้ำ พร้อมกับช่วยเปิดมุมมองของคนจำนวนมาก รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และประชาชน เกี่ยวกับวิกฤตความเหลื่อมล้ำที่กำลังเกิดขึ้นในโลก
ความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่ง
เช่นเดียวกับในครั้งนี้ที่ World Inequality Report ประจำปี 2026 ได้ชี้ถึงความเหลื่อมล้ำในหลายๆ ด้าน โดยหนึ่งในนั้นคือ ‘ความมั่งคั่ง (Wealth)’ โดยรายงานฉบับนี้ให้คำจำกัดความของ Wealth ว่าครอบคลุมมูลค่ารวมของสินทรัพย์ของบุคคล เช่น เงินออม การลงทุน หรืออสังหาริมทรัพย์ หลังจากหักหนี้สินแล้ว
รายงานพบว่า ในปี 2025 ความมั่งคั่งขึ้นถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่การกระจายยังคงไม่เท่าเทียม โดยประชากรที่ร่ำรวยที่สุด 10% ของโลกเป็นเจ้าของความมั่งคั่งทั่วโลกถึง 75% ส่วนประชากรกลุ่มกลาง 40% ถือครองความมั่งคั่ง 23% ขณะที่ประชากรกลุ่มล่างมีเพียง 2%
สิ่งที่น่าสนใจคือ หากเปรียบเทียบระหว่างความมั่งคั่งของกลุ่มคนที่รวยที่สุด เพียง 0.001% (หรือน้อยกว่า 60,000 คนทั่วโลก) กับความมั่งคั่งของประชากรครึ่งล่างของมนุษยชาติทั้งหมด (หรือราวๆ 4 พันล้านคน) จะพบว่ากลุ่มเศรษฐี 0.001% แรกนี้ “รวยกว่าถึง 3 เท่า” โดยส่วนแบ่งของคนกลุ่มที่รวยที่สุดนี้ เพิ่มขึ้นจากเกือบ 4% ในปี 1995 เป็นมากกว่า 6% ในปัจจุบัน
ไม่เพียงเท่านั้น รายงานยังชี้ว่าในเกือบทุกภูมิภาค มีคนรวยที่สุดเพียง 1% แรกเท่านั้น ที่ครองความมั่งคั่งมากกว่าคน 90% ล่างสุดรวมกัน
ความเหลื่อมล้ำของรายได้
ทีนี้มาดูเรื่องความเหลื่อมล้ำของ ‘รายได้ (Income)’ กันบ้างดีกว่า โดยรายงานนี้ระบุว่า Income จะวัดจากรายได้ก่อนหักภาษี และหลังจากหักเงินสมทบบำนาญ และประกันการว่างงานแล้ว
ในปี 2025 ประชากรที่ร่ำรวยที่สุด 10% ของโลกมีรายได้ 53% ของรายได้ทั่วโลก ขณะที่ประชากรกลุ่มกลาง 40% มีรายได้ 38% และประชากรกลุ่มล่างสุด 50% มีรายได้เพียง 8% เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น หากโลกประกอบด้วยประชากร 10 คน และรายได้รวมทั่วโลกคือ 100 บาท คนที่ร่ำรวยที่สุด ‘เพียงคนเดียว’ จะมีรายได้ 53 บาท ขณะที่คนอีกสี่คนที่รวยรองลงมา จะมีรายได้รวมกัน 38 บาท ส่วนอีกห้าคนที่เหลือ จะมีรายได้รวมกันเพียง 8 บาท
หันมาดูประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย รายงานดังกล่าวชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำยังคงรุนแรงและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด 10% มีรายได้ทั้งหมด 52% ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำสุด 50% มีสัดส่วนรายได้เพียง 11%
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้มีรายได้สูงสุด 10% กับกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำสุด 50% ของประเทศไทยแล้ว จะพบว่าช่องว่างของรายได้ ‘กว้างขึ้น’ จาก 42% เป็น 47% ระหว่างปี 2014 กับปี 2024 ซึ่งบ่งชี้ถึงความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น
ส่วนความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่งนั้นรุนแรงยิ่งกว่า โดยผู้มั่งคั่งที่สุด 10% ถือครองความมั่งคั่งทั้งหมด 65% และผู้มั่งคั่งที่สุด 1% ถือครองความมั่งคั่ง 32% จากทั้งหมด
ข้อมูลดังกล่าวทำให้ไทยติดอันดับต้นๆ ของประเทศที่เหลื่อมล้ำที่สุดในเอเชีย โดยรายงานฉบับนี้ชี้ว่า อินเดีย ไทย และตุรกี เป็น 3 ประเทศในเอเชีย ที่พบว่ากลุ่มคนร่ำรวยที่สุด 10% มีรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดของประเทศ
นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังศึกษาความเหลื่อมล้ำในมิติอื่นๆ อีกด้วย เช่น ภูมิภาค ประเทศ รวมถึงเพศ โดยสามารถอ่านรายงานได้ที่ : wir2026.wid.world
วิกฤตความเหลื่อมล้ำ
“ความไม่เท่าเทียมกันมักเงียบงันจนกว่าจะกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว รายงานฉบับนี้ให้เสียงแก่ความไม่เท่าเทียมกัน และแก่ผู้คนหลายพันล้านคน ที่โอกาสของพวกเขาถูกบั่นทอนลง ด้วยโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่ไม่เท่าเทียมกันในปัจจุบัน” ริคาร์โด โกเมซ-คาร์เรรา (Ricardo Gómez-Carrera) ผู้เขียนหลักของรายงานกล่าว
ด้านโรไวดา มอชริฟ (Rowaida Moshrif) ผู้อำนวยการร่วมของ World Inequality Lab เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบรรเทาวิกฤตเหลื่อมล้ำว่า “รายงานความเหลื่อมล้ำโลกปี 2026 แสดงให้เห็นว่า ความไม่เท่าเทียมกันไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถูกกำหนดโดยทางเลือก สถาบัน และอำนาจ ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ เพศ และสภาพภูมิอากาศ”
มอชริฟย้ำว่า รายงานฉบับนี้จึงเหมือนเป็นกรอบแนวคิด สำหรับการทำความเข้าใจความเชื่อมโยงเหล่านี้ และเป็นการเรียกร้องให้ลงมือทำ–เพื่อสร้างความสามัคคีขึ้นใหม่ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย และแบ่งปันความมั่งคั่งอย่างเป็นธรรมมากขึ้นในสังคม