พรุ่งนี้ (21 เมษายน 2569) คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา จะเสนอการพิจารณาศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย ให้ที่ประชุมวุฒิสภา โดยประเด็นที่ถูกพูดถึงตอนนี้ คือ การปรับโครงสร้างภาษี เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น 10% ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่คณะกรรมาธิการฯ เสนอไว้ เพื่อให้สอดคล้องกับภาระรายจ่ายของรัฐบาลที่ขาดดุลอย่างต่อเนื่อง
จากรายงานศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า รัฐบาลมีปัญหาขาดดุลการคลังต่อเนื่อง ภาษีอากรถูกนำมาใช้เพื่อสนองนโยบายการเมืองหลายวัตถุประสงค์ ทำให้รายได้ของรัฐไม่พอกับรายจ่าย
ในการศึกษาระบุว่า 10 ปีที่ผ่านมา พบการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยร้อยละ 4 ของจีดีพี ซึ่งเกินสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณตามกรอบการยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อจีดีพี และภายในปี 2570-2572 แนวโน้มสัดส่วนหนี้สาธารณะจะสูงขึ้นจนเสี่ยงเข้าใกล้หรือทะลุเพดานหนี้ ส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มมากขึ้น
เพื่อแก้ปัญหาที่กล่าวมานี้ คณะกรรมาธิการฯ จึงเห็นว่าควรปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับภาระรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง โดยเสนอแนวทางแก้ปัญหาหลายช่องทาง เช่น การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและพัฒนาการเก็บภาษีที่โปร่งใส การจัดเก็บภาษีจากฐานรายได้ ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน ข้อเสนอภาษีกับบทบาทการพัฒนาท้องถิ่น และการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10%
โดยการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก็เพื่อใช้พัฒนาสวัสดิการรัฐ รองรับสังคมสูงอายุ ให้ทุกร้านค้าออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดนโยบายสลากกินแบ่งในรูปแบบใบเสร็จหรือลอตเตอรี่ใบเสร็จ จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกิจการธุรกิจอย่างเต็มระบบ โดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้ ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จัดเก็บภาษีขายหุ้น จัดเก็บภาษีซื้อ-ขาย ทองคำ ทั้งทองคำจริง ทองคำผ่านแพลตฟอร์มและ Paper Gold เป็นต้น
ทั้งนี้ กฎหมายประเทศไทยได้กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% ไว้ตั้งแต่ปี 2535 โดยแบ่งออกเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจริง 9% และภาษีท้องถิ่น 1% แต่หลังมีการออกพระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจริงเป็น 7% และถูกใช้มาจนถึงปัจจุบัน
ก่อนหน้านี้ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ปิยพัฒน์ สุภาวรรณ สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลังของวุฒิสภา ผู้เสนอประเด็นจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม กล่าวว่าการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นนโยบายที่ค่อยๆ ดำเนินไปภายใน 3 ปี โดยทยอยขึ้นปีละ 1%
ด้าน พิสิฐ ลี้อาธรรม ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มทุก 1% จะทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่ม 1.3 แสนล้านบาท หากเพิ่ม 3% คิดเป็นรายได้ 4 แสนล้านบาท และหากรัฐบาลอยากปิดช่องว่างขาดดุล 7-8 แสนล้านบาท ก็สามารถเก็บภาษีเพิ่ม 5-6 % ได้เลย
แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสาเหตุที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มถูกคัดค้านมาจากการใช้เงินของฝ่ายการเมืองที่ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย ทำให้ประชาชนรู้สึกเสียดาย ทั้งนี้ ต้องมาดูกลไกการจัดเก็บภาษีปัจจุบันว่าใช้ประโยชน์ได้เต็มที่หรือไม่ ซึ่งพบว่ายังมีช่องว่างที่สามารถแก้ไขได้อีก
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบผลการพิจารณาและข้อเสนอดังกล่าว ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน และไม่ได้แปลว่าจะมีผลบังคับใช้ในทันที