“ทำไมมนุษย์ต้องทำงาน?”
คำตอบที่ทั้งง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดสำหรับคำถามนี้ ก็คือมนุษย์เรายังคงต้องกินต้องใช้ การทำงานจึงถือเป็นกิจกรรมที่สามารถมอบเงินให้มนุษย์ใช้ชีวิตต่อไปได้
แต่ในฟากฝั่งนักคิดสายสังคมทั้งหลาย กลับมองว่า ‘การทำงาน’ อาจมีความหมายบางอย่างต่อมนุษย์มากกว่าที่คิด The MATTER จึงอยากชวนทุกคนมาลองฟังคำตอบจากนักคิดเหล่านี้กันดู ว่าพวกเขาจะมองความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานกับมนุษย์ไปในทิศทางใดบ้าง

เพราะมนุษย์แตกต่างและหลากหลาย จึงต้องทำงาน
พอถึงเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย หลายคนก็ไปโรงพยาบาลให้หมอตรวจอาการรักษาให้หายดี ขณะเดียวกัน ถ้ารู้สึกหิว เราก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเสิร์ชหาร้านอาหารใกล้ตัว หรือออกไปหาอะไรกินให้หายหิว แต่หากเราคิดมุมกลับ ลองสลับหน้าที่ของพวกเขาทั้งคู่ เช่น หิวแล้วไปหาหมอ หรือ ปวดหัวแล้วไปหาพ่อครัวแม่ครัวแทนล่ะ มันจะเป็นอย่างไร?
ก็คงแปลกไม่น้อย เพราะทั้งหมอและพ่อครัวแม่ครัว ต่างก็มีหน้าที่ในตัวเองชัดเจนอยู่แล้ว ตามที่ เอมิล เดอร์ไคม์ (Émile Durkheim) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส อธิบายเอาไว้ผ่านทฤษฎี ‘ความเป็นปึกแผ่นแบบอินทรีย์ (Organic Solidarity)’ นั่นคือ เมื่อสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น มนุษย์ไม่อาจพึ่งพาตัวเองได้ในทุกเรื่องเหมือนในสังคมดั้งเดิม แต่ละคนจึงต้องรับบทบาทและหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อทำให้ระบบโดยรวมยังคงดำเนินต่อได้อย่างราบรื่น ตลอดจนคอยเติมเต็มช่องว่างซึ่งกันและกัน
กล่าวง่ายๆ คือ ผู้คนในสังคมจะเชื่อมโยงเข้าหากัน ผ่านบทบาทของฝ่ายหนึ่ง และความต้องการของอีกฝ่าย ดังนั้น เราจึงไม่ได้ทำงานแค่จะเลี้ยงชีพตัวเองเท่านั้น หากแต่ยังทำงานเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลไกสังคมนี้ด้วย เพราะมนุษย์เราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว เราต่างต้องพึ่งพาแรงงานของคนอื่นเสมอ และในขณะเดียวกัน คนอื่นๆ ก็จำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานของเราด้วยเช่นกัน
ลองนึกถึงอาชีพอย่าง ‘เกษตรกร’ แม้พวกเขาจะเป็นผู้ผลิตอาหารตั้งแต่ต้นทาง แต่ผลผลิตเหล่านั้นก็ไม่อาจเดินทางไปถึงมือผู้บริโภคได้เลย หากไม่มีคนขนส่ง พ่อค้าคนกลาง หรือระบบตลาดที่รองรับอยู่เบื้องหลัง ซึ่งอีกมุมหนึ่ง ตัวเกษตรกรเองก็ยังคงต้องการที่จะอุปโภคหรือบริโภคสิ่งอื่นๆ เหมือนกัน ดังนั้น เขาจึงต้องเข้าสู่กลไกนี้ของสังคม เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง
ฉะนั้นแล้ว สำหรับเดอร์ไคม์ มนุษย์จึงต้องทำงาน เพราะงานคือประตูที่เชื่อมเรากับสังคมเข้าไว้ด้วยกัน

มนุษย์เราทำงาน เพื่อสร้างโลกและสร้างตัวเอง
แม้แนวคิดก่อนหน้าของเดอร์ไคม์ จะบอกว่าเราจำเป็นต้องทำงานเพราะต้องพึ่งพากันและกัน ทว่าสุดท้ายการทำงานของมนุษย์เราก็ยังคงไม่หลุดพ้นจากเรื่องของเงินหรือเศรษฐกิจอยู่ดี คราวนี้ เราจึงอยากพามาดูคำตอบของนักคิดคนสำคัญผู้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับระบบและกลไกการทำงานของสังคม อย่าง คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) กันดูบ้างว่า เจ้าตัวจะมองการทำงานของมนุษย์เป็นอย่างไร
เมื่อพูดถึงมาร์กซ์ หนึ่งคำที่จะข้ามไปไม่ได้เลยคือ ความเป็นสายพันธุ์มนุษย์ (Species-being หรือ Gattungswesen) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวคิดสำคัญ ที่ออกมาเพื่อวิพากษ์ถึงแรงงาน ชนชั้น และระบบทุนนิยม โดยมาร์กซ์อธิบายเอาไว้ว่า มนุษย์มีคุณค่าและความสามารถแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นๆ ตรงที่มนุษย์สามารถใช้สติปัญญา จินตนาการ และความตั้งใจในการสร้างสรรค์บางสิ่งขึ้นมาได้อย่างมีเจตนา ไม่ได้ทำไปเพียงเพื่อตอบสนองสัญชาตญาณพื้นฐานเหมือนสัตว์
หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ อาจลองนึกถึง ผึ้ง เวลาพวกมันจะสร้างรัง แม้จะร่วมกันสร้างอย่างประณีต ทว่าพวกมันก็สร้างตามสัญชาติญาณหรือรหัสพันธุกรรมที่ถูกส่งต่อผ่านกันมาเท่านั้น ขณะที่มนุษย์อย่างเรา หากสถาปนิกต้องการสร้างบ้านสักหลัง ถึงจะเป็นสถาปนิกที่ไม่เก่ง แต่พวกเขาก็จะสามารถคิดแบบและสร้างบ้านออกมาตามความคิดของตัวเองออกมาได้อยู่ดี
การทำงานสำหรับมาร์กซ์ จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เราลงแรงไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการที่มนุษย์แสดงออกถึงศักยภาพของตัวเอง ผ่านการสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาบนโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็น วัตถุ งานศิลปะ หรือกระทั่งระบบทางสังคมบางอย่าง ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ควรจะต้องทำงาน เพื่อทำให้ความเป็นมนุษย์ของตัวเองปรากฏชัดเจนขึ้น
ขณะเดียวกัน ในโลกทุนนิยมเช่นนี้ มนุษย์กลับกำลังเสียความเป็นตัวเอง และไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ เพราะงานกลายเป็นกิจกรรมที่เราไม่สามารถเลือกทำได้อย่างอิสระ แต่ต้องทำเพื่อความอยู่รอด มาร์กซ์จะเรียกสภาวะนี้ว่า ‘ความแปลกแยก (alienation)’ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อแรงงานของเราไม่ได้เป็นของเราอีกต่อไป นำไปสู่ความห่างเหิน ไม่ใช่แค่จากสิ่งที่ตัวเองสร้าง แต่ยังรวมถึงจากกระบวนการทำงาน จากผู้อื่น และแม้กระทั่งจากตัวตนของตัวเอง
ในมุมของมาร์กซ์ ทุนนิยมจึงเป็นระบบที่เข้ามาพรากความเป็นมนุษย์ออกไป เปลี่ยนงานจากพื้นที่ของการสร้างสรรค์ ให้กลายเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความอยู่รอด ซึ่งไม่สามารถเติมเต็มตัวตนหรือสะท้อนศักยภาพของมนุษย์ได้อย่างที่ควรจะเป็น

เพราะเราแสวงหาการเป็นกลุ่ม จึงต้องออกไปทำงาน
หรือแท้จริงแล้ว เราจะไม่ได้อยากออกไปทำงาน สร้างโลก หรือแสดงความเป็นมนุษย์ใดๆ ทั้งนั้น เพียงแต่เราอาจต้องการแค่กลุ่มสังคมสักกลุ่ม เพื่อยึดโยงตัวตนเอาไว้หรือเปล่านะ?
เวลามีคนเอ่ยถึงเรา มีอยู่บ่อยครั้งที่ใครสักคนจะพูดถึงเราผ่านอาชีพการงานที่เราเป็น เช่น หมอคนนู้น ครูคนนี้ อินฟลูคนนั้น หลายคนไม่เพียงจดจำเราที่เป็นเราได้เท่านั้น ทว่ายังเชื่อมโยงเรากับอาชีพการงานที่เราทำด้วยเช่นกัน จนกลายเป็นว่า อาชีพไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่เราทำในแต่ละวัน แต่กลายเป็นป้ายชื่อที่ใช้อธิบายว่าเราเป็นใครในสายตาของคนอื่น จนเราเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพนี้ไปโดยไม่รู้ตัว
นั่นอาจเป็นเพราะ เรากำลังเอาตัวตนไปผูกติดไว้กับสังคมต่างๆ นั่นเอง ตาม ‘ทฤษฎีอัตลักษณ์ทางสังคม (Social Identity Theory)’ ของ เฮนรี ทาจ์เฟล (Henri Tajfel) และ จอห์น เทอร์นเนอ (John Turner) ระบุเอาไว้ว่า ตัวตนของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเราเพียงลำพัง แต่ก่อตัวขึ้นจากกลุ่มหรือสังคมที่เราเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น เพศ ชนชั้น ความสนใจ หรือแม้แต่อาชีพการงานของเราเอง เพราะทันทีที่เรานิยามตัวเองว่าเป็นอะไร เราก็กำลังจัดวางตัวเองให้อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปพร้อมกัน
ภายใต้กรอบคิดนี้ อาชีพจึงไม่ใช่แค่หน้าที่ที่เราทำในแต่ละวัน แต่ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มทางสังคมที่เราเอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งด้วย และเมื่อเรายอมรับ ระบุตัวตนกับกลุ่มนั้นๆ เราก็มักจะรับเอาคุณค่า มุมมอง ตลอดจนพฤติกรรมบางอย่างของกลุ่มนั้นเข้ามาโดยปริยาย
สมมติวันนี้เราเป็นหมอ แล้วดันมีคนชื่นชมหมอว่าอาชีพหมอเป็นอาชีพที่เก่ง ช่วยเหลือคนไข้หลายคนไว้ได้ เราก็จะรู้สึกภาคภูมิใจไปด้วย แม้หมอคนนั้นจะไม่ได้เกี่ยวกับเราเลยก็ตาม แค่เรากับเขาอยู่ในกลุ่มก้อนสังคมเดียวกันเท่านั้นเอง โดยนอกจากมีความรู้สึกร่วมแล้ว การนำตัวตนไปอยู่รวมกลุ่มสังคมใดสังคมหนึ่ง ยังช่วยยืนยันถึงบทบาทของเราในสังคมที่ไม่มีความแน่นอนนี้ด้วย
ฉะนั้นแล้ว การทำงานในมิติของทาจ์เฟลและเทอร์นเนอ จึงอาจไม่ใช่แค่การทำเพื่อเลี้ยงชีพ แต่ยังเป็นพื้นที่สังคมให้เราเข้าไปอยู่รวมกลุ่ม ฝากส่วนหนึ่งของตัวตนและผูกโยงมันเอาไว้กับพื้นที่นั้นๆ ช่วยตอกย้ำถึงอัตลักษณ์ความเป็นตัวเองในสังคม
ท้ายสุดแล้วคำถามที่ว่า ‘มนุษย์ทำงานไปทำไม’ ก็สามารถตอบออกมาได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับมุมมอง แนวคิด หรือทฤษฎีที่เราใช้มอง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหน การทำงานก็จะยังมีบทบาทอะไรบ้างอย่างต่อความเป็นมนุษย์ของเราอยู่ดี
อ้างอิงจาก