คิดถึงวันเก่าๆ ของเรากับเพื่อน แต่ไม่สามารถกลับไปได้แล้ว
ว่ากันว่าทุกสิ่งมักมีวันหมดอายุเสมอ ไม่เว้นแม้แต่มิตรภาพ ช่วงเวลาหนึ่ง เราอาจเคยมีความทรงจำดีๆ ร่วมกัน แต่ถึงวันหนึ่งเราก็อาจต้องแยกย้ายกันไปคนละทาง โดยที่ไม่สามารถวนกลับมาเจอกันได้อีก
หากเป็นการลาจากโดยไม่มีเรื่องบาดหมางอะไรในใจก็คงไม่เป็นไร เพราะถ้ามีโอกาสได้กลับมาเจอกันอีกครั้งความรู้สึกดีๆ ก็คงยังมีอยู่เหมือนเดิม แต่ถ้าเหตุผลของการห่างหายกันไปเป็นเพราะมีเรื่องไม่เข้าใจกัน ต่างฝ่ายต่างเก็บความโกรธเคืองไว้ในใจ แม้จะผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็คงยากจะซ่อมแซมความสัมพันธ์ที่แตกร้าวให้กลับมาเหมือนเดิม
ทำไมการกลับไปคืนดีกลับเพื่อนสนิทในวันวานถึงเป็นเรื่องยากกันนะ วันนี้เราชวนไปดูสาเหตุว่าอะไรที่รั้งให้เราไม่ให้กลับคืนดีเหมือนเก่า แล้วมีทางไหนให้เราที่ช่วยเยียวยาความรู้สึกนี้ได้บ้าง

เมื่อมิตรภาพเปราะบางกว่าที่คิด
แม้ใครๆ จะบอกว่าความสัมพันธ์แบบเพื่อนไม่มีวันเก่า ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่เราก็ยังคงเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม นั่นก็อาจเป็นความจริงส่วนหนึ่ง หากทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับและเข้าใจตัวตนของอีกเพื่อนตัวเองได้อย่างดี
แต่ความจริงแม้เรากับเพื่อนจะสนิทกันแค่ไหน ก็ต้องมีวันที่แต่ละคนต้องเติบโตไปตามเส้นทางของตัวเอง แต่ละคนต่างมีความคิด มุมมอง หรือความเชื่อบางอย่างเปลี่ยนไป ถึงวันหนึ่งเราคงไม่สามารถเห็นด้วยกับเพื่อนได้ทุกอย่าง เราอาจเริ่มมีเรื่องขัดแย้งกัน หรือความน้อยใจเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสมไว้รอวันปะทุออกมา สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้มิตรภาพกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เปราะบาง
ตามทฤษฎีสามเหลี่ยมความรัก (Triangular theory of love) อันโด่งดังของโรเบิร์ต สเติร์นเบิร์ก (Robert Sternberg) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ชี้ให้เห็นว่าองค์ประกอบของความรักมีด้วยกัน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความใกล้ชิด (intimacy) ความหลงใหล (passion) และความผูกพัน (commitment) ซึ่งแต่ละด้านสามารถผสมรวมกันออกมาเป็นความรักได้ทั้งหมด 7 แบบ
สำหรับความสัมพันธ์แบบเพื่อนมักอยู่ในขาของความใกล้ชิดฝั่งเดียว แม้ว่าจะเป็นพื้นฐานของความรักอีกหลายรูปแบบ แต่ก็มีจุดอ่อนอยู่ที่อาจจะไม่ได้มีความหลงใหลหรือความผูกพันร่วมกันในอนาคตระยะยาว ดังนั้นเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นมา มิตรภาพก็อาจจบลงได้ง่ายกว่าความสัมพันธ์อื่นๆ หากไม่พัฒนาด้านความผูกพันให้ลึกซึ้ง

มีหลายเหตุผลที่ทำให้มิตรภาพสั่นคลอน เจฟฟ์ ยู (Jeff Yoo) นักบำบัดครอบครัวและคู่สมรส ชี้ว่าหลายครั้งมักเป็นเกิดขึ้นเมื่อ ความต้องการของแต่ละฝ่ายไม่เท่ากัน เช่น ความเข้าใจผิดที่ฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าเพื่อนกำลังตีตัวออกห่าง เราอาจรู้สึกไม่มั่นคงหากว่าเพื่อนเริ่มมีความสัมพันธ์ใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งการโต้เถียงกัน หากว่าทะเลาะกันแล้วสามารถหาทางคืนดีก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากต่างฝ่ายต่างเก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจ รอให้อีกฝ่ายเข้าหาก่อน มิตรภาพก็อาจจืดจางได้ทันที
หลายครั้งการพูดคุยอย่างเปิดใจหลังการถกเถียงกับเพื่อนมักไม่อยู่ในความคิดเราเท่าไหร่ เมื่อ Cultural Script หรือแบบแผนความเชื่อหรือการสื่อสารของคนในสังคมที่ใช้ปฏิบัติต่อกัน มักไม่มีให้เห็นเหมือนความสัมพันธ์แบบคนรัก เรารู้ว่าการพยายามขอคืนดีเป็นเรื่องปกติในคู่รัก การบอกเลิกกันอย่างชัดเจนเป็นเรื่องธรรมดา
ในขณะที่ความสัมพันธ์แบบเพื่อน การเคลียร์ใจอาจเป็นเรื่องยาก เมื่อแต่ละฝ่ายต่างมีความคิดเองและมีอำนาจในความสัมพันธ์เท่าๆ กัน จึงทำให้เราไม่รู้ว่าจุดที่ทำเลิกคุยกันไปคือเมื่อไหร่ ซาร่าห์ เอปสตีน (Sarah Epstein) นักบำบัดด้านครอบครัวและการแต่งงานชี้ว่าการบางมิตรภาพ เลือกที่จะถอยห่างออกจากกัน แทนที่จะพูดคุยกัน ซึ่งจุดจบแบบนี้มักเจือไปด้วยความเศร้า การยอมรับว่าเราทำอะไรไม่ได้แล้ว และเหินห่างขึ้นเรื่อยๆ
ความคลุมเครือนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เราสูญเสียมิตรภาพในวงโคจรเราเท่านั้น แต่ยังอาจทิ้งความรู้สึกติดค้างอยู่ในใจ จะปล่อยวางเพื่อก้าวต่อไปก็ทำไม่ได้
ให้อภัยไม่ได้เท่ากับการคืนดีเสมอไป
หากเป็นการห่างหายกันเพราะจังหวะชีวิตไม่ตรงกันคงเป็นเรื่องเข้าใจได้ การเลิกคบจากโต้เถียงหรือขัดแย้งกันอาจทิ้งความเจ็บปวดได้กว่าที่คิด
ซาบา ลอรีย์ (Saba Lurie) นักบำบัดด้านความสัมพันธ์อธิบายว่า การสูญเสียเพื่อนสร้างบาดแผลให้เราไม่ต่างจากการหย่าร้างหรือสูญเสียคนสำคัญ เพราะเพื่อนคือคนที่เราเลือกเข้ามาชีวิตด้วยตัวเอง เรามักพึ่งพาเพื่อนด้านอารมณ์ การสนับสนุน ความเข้าใจ และความรู้สึกว่าเราเป็นคนสำคัญ ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว เมื่อมิตรภาพพังลง ความรู้สึกเหล่านี้ย่อมหายไปด้วย การห่างหายไปอย่างเย็นชา ยิ่งทำให้ความเจ็บปวดรุนแรงขึ้น
หากความรู้สึกเศร้ายังคงติดค้างอยู่ในใจ ลอรีย์ได้ให้คำแนะนำกับสถานการณ์นี้ว่า ให้เราเริ่มต้นด้วยการทบทวนสาเหตุที่ทำให้มิตรภาพจบลงอีกครั้ง หากความขุ่นเคืองที่เราเคยมีจางหายไปแล้ว หรือไม่มีเรื่องบาดหมางกันรุนแรง แค่กลับไปติดต่อกันอีกครั้งหรือถามไถ่สารทุกข์สุขดิบเหมือนอย่างที่ผ่านมาก็พอแล้ว

แต่หากเรื่องในอดีตกลายเป็นบาดแผลฝังใจ ก็อาจต้องใช้เวลาเยียวยาให้มากขึ้นสักหน่อย อาจต้องอาศัยการพูดคุยถึงสาเหตุที่เราไม่สบายใจอย่างตรงไปตรงมา (แต่ก็ต้องระวังไม่พูดเรื่องที่ยังไม่พร้อมเคลียร์ใจด้วยนะ) โดยไม่กล่าวโทษกัน ขอโทษกันอย่างจริงใจ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และแสดงให้เห็นว่าเราพร้อมจะปล่อยวางเรื่องที่ผ่านมาแล้ว
หลังจากเคลียร์ใจกันเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะกลับไปเที่ยวเล่นกันได้อย่างสนิทใจเหมือนเดิม อย่าลืมให้เวลากับตัวเองและอีกฝ่ายได้ค่อยๆ ฟื้นฟูจิตใจของตัวเองด้วยนะ และเพื่อไม่ให้กลับไปซ้ำรอยเดิม การเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้เราต้องเริ่มพูดคุยเรื่องขอบเขตกันอย่างจริงจังด้วย เช่นว่า เราไม่สบายใจเรื่องไหนก็อาจต้องบอกให้เพื่อนรู้ เพื่อที่จะได้ไม่กลับไปทำอีก ขณะเดียวกันเราเองก็ต้องรับฟังความรู้สึกของอีกฝ่ายอย่างเปิดใจเช่นกัน
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการพูดคุยครั้งนี้ จะต้องจบลงด้วยการคืนดีเสมอไป หากเรื่องในอดีตเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม หรือเข้าใจว่าแต่ละคนมีเส้นทางของตัวเองแล้ว เราก็อาจทำได้แค่ยอมรับความจริง และปล่อยให้เรื่องอดีตจบไป เพื่อไม่ต้องมีเรื่องติดค้างกันอีก
บางครั้งมิตรภาพในช่วงเวลาหนึ่งก็อาจไม่ได้เหมาะกับเราในวันนี้แล้ว
อ้างอิงจาก