เคยเห็นคลิปคนร้องเพลงเพราะๆ ประสานเสียงเริ่ดๆ ลูกคอสิบชั้น หรือแค่เดินฮัมเพลงเบาๆ แต่ไล่โน้ตเป๊ะทุกคีย์ไหม ถ้าเคยแล้วเฉลยในคลิปนั้นใช่คนฟิลิปปินส์หรือเปล่า ถ้าใช่บอกเลยว่าเราอัลกอรึทึ่มเดียวกัน เพราะเกินครึ่งที่เคยเห็นมาก เป็นคนฟิลิปปินส์ล้วนๆ เหมือนที่มีคนพูดไว้จริงๆ ว่า คนฟิลิปปินส์เกิดมาพร้อมกับไมโครโฟน
แล้วทุกคนเคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่า ว่าทำไมคนฟิลิปปินส์ถึงร้องเพลงเพราะขนาดนั้น ทั้งๆ ที่บางคนไม่ใช่นักร้องด้วยซ้ำ แค่มานั่งกินข้าวกันในครอบครัว และหยิบไมค์มาร้องเพลง ก็ดันมีพลังเสียงสุดอลังการราวกับเป็นดีว่ากันทั้งประเทศ
จริงอยู่ที่พรสวรรค์คือต้นทุนสำคัญที่เหล่านักร้องคุณภาพหลายคนมีมาแต่กำเนิด แต่สำหรับชาวฟิลิปปินส์อีกหลายคนที่ไม่ได้มีสิ่งนั้น ก็ยังมีพรแสวงที่เข้ามาช่วยทำหน้าที่ฝึกฝนทักษะการร้องเพลงไม่แพ้กัน ซึ่งแรงขับเคลื่อนในการฝึกฝนนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล ทว่าแฝงอยู่ในดีเอ็นเอทางวัฒนธรรมที่ผูกโยงวิถีชีวิตพวกเขาเข้าไว้กับการร้องเพลงอย่างแนบแน่น
แล้ววัฒนธรรมการร้องเพลงของชาวฟิลิปปินส์มีที่มาที่ไปอย่างไร มันส่งผลกับเสียงเพราะๆ ของคนในประเทศจริงไหมนะ?

จากอาณานิคมสู่การร้องเพลงทำนองใหม่
ความหลงใหลในเสียงเพลงอาจเป็นเรื่องปัจเจกขึ้นอยู่กับความชอบหรือรสนิยมของแต่ละบุคคล แต่หากหลายคนในชาติถึงขั้นชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ จนเป็นภาพจำว่าชาวฟิลิปปินส์ร้องเพลงเพราะนั่น ก็อาจเกี่ยวเนื่องในระดับวัฒนธรรมที่ได้รับการพัฒนามาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ จนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในทุกวันนี้
อย่างที่รู้กันว่า ครั้งหนึ่งประเทศฟิลิปปินส์เคยตกเป็นอาณานิคมของประเทศสเปน หรือที่ในช่วงศตวรรษที่ 16 เราจะรู้จักกันในฐานะจักรวรรดิสเปน ประเทศที่มีดินแดนอยู่แทบทุกพื้นที่บนโลก ซึ่งในช่วงนั้นเอง ที่ฟิลิปปินส์อยู่ภายใต้สเปน คือช่วงเวลาสำคัญที่พวกเขาเริ่มสร้างวัฒนธรรมการร้องเพลงขึ้นมา
แต่ก็ใช่ว่าวัฒนธรรมการร้องเพลงของชาวฟิลิปปินส์จะเริ่มต้นในช่วงอาณานิคมเสียทีเดียว เพราะก่อนหน้าจะมีสเปนเข้ามา ชาวพื้นเมืองในหมู่เกาะฟิลิปปินส์เดิมก็มีวัฒนธรรมการร้องเพลงกันอยู่แล้ว แต่อยู่ในรูปแบบการเล่าเรื่องและร้องประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น อย่างในบันทึกทางประวัติศาสตร์ของ วิลเลียม เฮนรี สก็อตต์ (William Henry Scott) นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิลิปปินส์ก่อนยุคอาณานิคมศึกษาเล่าเอาไว้ว่า ชาวบีโคลานอ (Bikolano) กลุ่มชนพื้นเมือง มีร่างทรงหญิงที่เรียกว่า บาลิยัน (Baliyan) ผู้ทำหน้าที่สื่อสารกับดวงวิญญาณและสวดภาวนาผ่านการร้องเพลง
พอจักรวรรดิสเปนเข้ามา ราวๆ กลางศตวรรษที่ 16 พวกเขาก็ไม่ได้มาตัวเปล่า แต่นำอารยธรรมและแนวคิดฝั่งตะวันตกหลายด้านเข้ามาเผยแพร่ที่หมู่เกาะแห่งนี้ด้วย หนึ่งในนั้นคือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ที่ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองมากขึ้น ศาสนาคริสต์เริ่มผสมผสานเข้าไปกับประเพณีดั้งเดิมของชนพื้นเมือง และการใช้อำนาจการปกครองแบบเบ็ดเสร็จตามระบบอาณานิคมในการทำให้ความเชื่อท้องถิ่นกลายเป็นเรื่องนอกรีต จนเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 18 ก็เริ่มมีการลงโทษคนที่ยังคงนับถือศาสนานอกรีต การกระทำเช่นนี้ของเจ้าอาณานิคม ได้ทำให้โบสถ์ของศาสนาคริสต์ เริ่มกลายเป็นศูนย์กลางทั้งทางกายภาพและทางจิตใจแก่ชุมชน หมู่บ้าน หรือกระทั่งเมืองที่เกิดขึ้นมาใหม่
ถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัย แล้วศาสนาคริสต์คาทอลิกเกี่ยวกับอะไรกับประเด็นคนฟิลิปปินส์ร้องเพลงเพราะ ก็อาจต้องแวะเล่าให้ฟังว่า ศาสนาคาทอลิกมีธรรมเนียมในเรื่องการร้องเพลงในโบสถ์ เพื่อใช้ในการการสรรเสริญพระเจ้า การเข้ามาของจักรวรรดิและศาสนาใหม่นี้ จึงมาพร้อมกับการขับร้องแบบตะวันตกเข้ามาด้วยร่วมด้วย
งานศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพลของศาสนาคริสต์และชาวฟิลิปปินส์ของ โรซาลินา แอล. ดิวินีกราเซีย (Rosalina L. Divinigracia) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมินดาเนา อธิบายว่า สิ่งที่ชาวพื้นเมืองได้รับอิทธิพลจากสเปน คือการที่พวกเขาต้องปรับตัวจากการร้องเพลงแบบแนวเดียว (Monophonic) ซึ่งหมายถึงการร้องเพลงแบบทำนองเดียว ไม่มีการร้องประสานเสียง อย่าง ในบทสวดของคนพื้นเมือง มาเป็น การร้องแบบประสานเสียง (Harmonies) ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของโทนเสียงและจังหวะทางดนตรีในบางมุมไปจากดนตรีดั้งเดิม ทำให้พวกเขาต้องฝึกฝนการฟังและการใช้ระดับเสียงที่แม่นยำกว่าเดิมมาก
ตัวอย่างสำคัญที่จะช่วยให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณานิคมสเปนต่อชาวพื้นเมืองได้ดีขึ้น นั่นคือ เพลงแนว คุนดิมาน (Kundiman) หรือ ฮารานา (Harana) เพลงที่ว่าด้วยความรัก นิยมใช้ในการเกี้ยวพาราสีระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาวชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งเกิดขึ้นมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เป็นการหลอมรวมกันระหว่างทำนองพื้นบ้านแบบดั้งเดิมกับดนตรีแบบยุโรป ทำให้กุนดิมานมีทำนองที่ลื่นไหลและไพเราะ ในขณะเดียวกันเพลงแนวนี้ก็แฝงไปด้วยนัยความเป็นชาตินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ต้องต่อสู้กับการปกครองแบบกดขี่ของสเปน ชาวฟิลิปปินส์ได้ใช้เพลงประเภทนี้เป็นเครื่องมือในการรวมพลังของนักปฏิวัติ เพื่อทำสงครามต่อต้านสเปนในช่วงทศวรรษ 1890 ด้วยเช่นกัน
ไม่ผิดนักที่จะบอกว่า ในยุคหนึ่ง โบสถ์ของศาสนาคริสต์ ทำหน้าที่เป็นเหมือนสถานที่ฝึกขับร้องให้แก่ชาวฟิลิปปินส์ เพราะเมื่อถูกบังคับและเกณฑ์ให้หันหน้าเข้าศาสนาเดียวกับเจ้าอาณานิคม ผู้คนภายใต้การปกครองที่ไร้ทางเลือกย่อมต้องทำตาม จนฝังรากลึกกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประเทศนั่นเอง

คาราโอเกะทุกพื้นที่
จากวัฒนธรรมช่วงอาณานิคมที่มีส่วนทำให้การร้องเพลงเริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวฟิลิปปินส์ ทว่าเท่านั้นก็อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้การร้องเพลงกลายเป็นดีเอ็นเอของผู้คนในประเทศนี้ได้ ยิ่ง ในยุคสมัยใหม่ที่เวทีในการแสดงศักยภาพไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในโบสถ์อีกต่อไป
การร้องคาราโอเกะ คือหนึ่งในวัฒนธรรมร่วมสมัยที่อยู่ควบคู่กับชาวฟิลิปปินส์แทบทุกหย่อมหญ้า ย้อนกลับไปราวๆ ทศวรรษ 1970 แม้เครื่องคาราโอเกะเครื่องแรกของโลกที่ชื่อว่า ‘Juke-8’ จะถูกสร้างขึ้นโดยนักประดิษฐ์และนักดนตรีชาวญี่ปุ่น ไดสุเกะ อิโนะอุเอะ (Daisuke Inoue) แต่ ผู้ที่ได้ถือสิทธิบัตรของเครื่องนี้คือ โรแบร์โต เดล โรซาริโอ (Roberto del Rosario) นักประดิษฐ์ชาวฟิลิปปินส์พัฒนาระบบ ‘Karaoke Sing-Along System’ หรือ คาราโอเกะระบบร้องตาม ขึ้นในปี 1975
การที่คนในชาติเป็นเจ้าของสิทธิบัตรนี้เอง ทำให้เครื่องคาราโอเกะแพร่กระจายเข้าสู่ครัวเรือนและย่านชุมชนในฟิลิปปินส์อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าสามัญประจำบ้านที่ไม่ต่างจากพัดลมหรือตู้เย็น แพทริเซีย ดิซอน (Patricia Dizon) อาจารย์ด้านการสื่อสารจากมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ กล่าวว่า วัฒนธรรมคาราโอเกะถือเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในฟิลิปปินส์ เพราะมันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ทำร่วมกันในทุกงานเฉลิมฉลอง
ตามเมืองต่างๆ ของฟิลิปปินส์ มักมีสถานประกอบการบันเทิงที่เรียกว่า ‘ห้องคาราโอเกะ (Karaoke Television/KTV)’ ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับการออกไปสังสรรค์ในยามค่ำคืน ผู้คนสามารถเช่าห้องส่วนตัว เพื่อร้องเพลง มิหนำซ้ำประเทศนี้ ยังมีบาร์คาราโอเกะสำหรับผู้ที่กล้าร้องเพลงในที่สาธารณะอีกด้วย
คาราโอเกะสำหรับชาวฟิลิปปินส์จึงเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย หากไม่มีทุนทรัพย์มากพอจะเปิดเช่าห้องคาราโอเกะส่วนตัว ในบางสถานที่ก็มีตู้คาราโอเกะที่มีเงินเพียง 5 เปโซ (ประมาณ 2.64 บาท) ก็สามารถร้องเพลงได้หนึ่งเพลงแล้ว ด้วยความเข้าถึงคนทุกกุล่มนี่เอง จึงเป็นเหตุผลที่ไม่ว่าใครก็สามารถฝึกซ้อมร้องเพลงได้
อีกส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมการร้องเพลงของชาวฟิลิปปินส์อยู่ไม่น้อย คือการที่นักร้องชื่อดังระดับโลกหลายคนมาจากฟิลิปปินส์ อย่าง ลีอา ซาลงกา (Lea Salonga) เรจิน เบลาสเกซ (Regine Velasquez) และ อาร์เนล ปิเนดา (Arnel Pineda) นักร้องนำวง Journey ความสำเร็จของพวกเขากลายเป็นแรงบันดาลใจที่ช่วยผลักดันให้คนในประเทศหันมาร้องเพลง และหลงใหลในเสียงดนตรี
เมื่อฟิลิปปินส์มีนักร้องที่โด่งดังระดับโลก แถมทุกคนสามารถเข้าถึงการร้องเพลงได้ไม่ยาก จึงไม่แปลกหากคนฟิลิปปินส์จะพัฒนาทักษะการร้องเพลงของตัวเองได้อยู่ตลอด
เอาล่ะ ใครอยากร้องเพลงประหนึ่งดีว่า แบบชาวฟิลิปปินส์ ก็ลองฝึกร้องเพลงบ่อยๆ ไม่แน่สักวันเราอาจมีเสียงที่ทรงพลังแบบพวกเขาได้นะ แต่ตอนซ้อมระวังข้างบ้านปากระทะข้ามรั้วด้วยนะ
อ้างอิงจาก