สงครามที่เกิดขึ้นในอิหร่านที่ดำเนินมาตั้งแต่ช่วงท้ายเดือนกุมภาพันธ์ยังคงส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมีอื่นๆ รวมถึงเส้นทางการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ปิดตัวลง ทำให้เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก หนึ่งในนั้น คือ ‘ถุงยางอนามัย’
Karex ผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ของโลก ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซียและผลิตถุงยางอนามัยมากกว่า 5 พันล้านชิ้นต่อปี ทั้งยังเป็นผู้จัดจำหน่ายให้กับแบรนด์ถุงยางอนามัยชั้นนำระดับโลก เช่น Durex, Trojan รวมถึงระบบสาธารณสุขของรัฐ เช่น NHS ของสหราชอาณาจักร
โกห์ เมียะ เกียต (Goh Miah Kiat) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Karex กล่าวกับสื่อต่างๆ ว่า หลังจากนี้ราคาถุงยางอนามัยอาจสูงขึ้นถึง 30% และราคาอาจสูงขึ้นอีกหากสงครามยืดเยื้อ
เนื่องจากต้นทุนการผลิตถุงยางอนามัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดย Karex ได้รับผลกระทบตั้งแต่ยางสังเคราะห์และไนไตรล์ที่ใช้ในการผลิตถุงยางอนามัย ไปจนถึงวัสดุบรรจุภัณฑ์และสารหล่อลื่น เช่น ฟอยล์อลูมิเนียม น้ำมันซิลิโคน
นอกจากนั้น ยังมีอีกปัจจัยเรื่อง ‘การขนส่ง’ ที่ราคาสูงขึ้นและมีความล่าช้าในการจัดส่งทำให้มีสต็อกสินค้าน้อยกว่าปกติ และการจัดส่งสินค้าของ Karex ไปยังปลายทางต่างๆ อย่างยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาขณะนี้ ต้องใช้เวลาเกือบ 2 เดือนกว่าจะถึงปลายทาง เทียบกับก่อนหน้านี้ที่ใช้เวลาเพียงเดือนเดียว
โกห์ เมียะ เกียต กล่าวว่า Karex มีสินค้าเหลือไว้เพียงอีกไม่กี่เดือน และกำลังมองหาโอกาสในการเพิ่มผลผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสต็อกถุงยางอนามัยทั่วโลกลดลงอย่างมากหลังมีการลดงบประมาณช่วยเหลือต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID) เมื่อปีที่แล้ว
“ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ถุงยางอนามัยยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้น เพราะคุณไม่แน่ใจเกี่ยวกับอนาคตว่าคุณจะยังมีงานทำในปีหน้าหรือไม่” โกห์ เมียะ เกียต ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg “เพราะถ้าคุณมีลูกตอนนี้ คุณก็จะมีอีกหนึ่งชีวิตที่ต้องเลี้ยงดูเพิ่ม”
การเพิ่มขึ้นของราคาถุงยางอนามัยทำให้เห็นว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ไม่ได้เพียงส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สงคราม แต่ยังส่งผลถึงตลาดพลังงานโลก และผลักให้ราคาสินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วย