หลังจากเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่านจนสร้างความเสียหายต่อทั้งกรุงเตหะรานและอีกหลายๆ เมือง
นี่เป็นหนึ่งในการแสดงอำนาจของสหรัฐฯ และอิสราเอล ทั้งในด้านการโจมตีทางอากาศที่เครื่องบินรบของพวกเขาสามารถโจมตีเป้าหมายได้ตามต้องการ และด้านข่าวกรองที่ทำให้พวกเขาสามารถค้นหาและสังหารผู้นำอิหร่านหลายคนได้
คำถามคือพวกเขาทำได้อย่างไร?
นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของสำนักข่าว BBC ได้วิเคราะห์กลยุทธ์เบื้องหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ ดังนี้
ใช้สายลับ ตัดการสื่อสาร และโจมตีศูนย์บัญชาการ
สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้ความได้เปรียบทางอากาศและระบบข่าวกรองในการเปิดฉากโจมตี โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างความโกลาหลและทำให้รัฐบาลอิหร่านเป็นอัมพาตผ่านขั้นตอน ดังนี้
เริ่มจากการแฮกเกอร์ของหน่วยบัญชาการไซเบอร์อวกาศของสหรัฐฯ (Cyber Command) และหน่วยบัญชาการของอิสราเอล ร่วมกันจัดการช่องทางการสื่อสารของอิหร่าน ทำให้อิหร่านไม่สามารถรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่สามารถสื่อสารหรือตอบโต้อะไรได้
ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจะทำการเจาะระบบสื่อสารของอิหร่านมาอย่างยาวนาน พร้อมการใช้สายลับภาคพื้นดินอย่างหน่วยสืบราชการลับแห่งชาติของอิสราเอล (Mossad), สำนักงานข่าวกรองกลางของสหรัฐอเมริกา (CIA) และหน่วยงานอื่นๆ
กลยุทธ์ข้างต้นทำให้ผู้นำคนสำคัญถูกโจมตีในหลายๆ จุด เนื่องจากถูกติดตามมานานหลาย ทำให้เสนาธิการทหารบก, รัฐมนตรีกลาโหม และผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติของอิหร่าน (IRGC) เสียชีวิต
สหรัฐฯ ยังได้โจมตีศูนย์บัญชาการและควบคุมฐานยิงขีปนาวุธ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข่าวกรองของอิหร่าน เพื่อลดขีดความสามารถในการตอบโต้
Dan Caine ประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐฯ กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวาน (2 มีนาคม) ว่า เป้าหมายที่ชัดเจนของการโจมตีครั้งนี้คือ “การทำให้ชาวอิหร่านมึนงงและสับสน”
การโจมตีกะทันหันส่งผลต่ออิหร่านอย่างไร?
แม้ก่อนหน้านี้ อิหร่านจะเตรียมตัวรับมือการลอบสังหารผู้นำ ด้วยการตั้งผู้แทนคนใหม่ไว้อย่างลับๆ แต่การสูญเสียผู้นำระดับสูงพร้อมกันหลายคนในเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้สร้างความโกลาหลต่อทางการอิหร่านอยู่มาก
ประเด็นต่อมาคือ การกำจัดผู้นำทางการเมืองได้จำนวนมาก จะส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจของกลุ่มต่างๆ ในอิหร่านแค่ไหน?
จากการประเมินข่าวกรองของ CIA คาดการณ์ว่า การที่ผู้นำสูงสุดถูกกำจัดไป อาจทำให้กลุ่มหัวรุนแรงใน IRGC เข้ามามีบทบาทหรือมีอำนาจเบ็ดเสร็จมากขึ้น
ทั้งนี้ ผู้นำคนใหม่ของอิหร่านจะต้องคำนวณว่าหากสู้ต่อไปจะรับประกันการมีอยู่ของระบอบการปกครองเดิมหรือไม่ หรือควรยอมเจรจาและจำนนต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ซึ่งหากพวกเขายังคงถูกสังหารต่อไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้การตัดสินใจหรือการเจรจาใดๆ ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาชี้ว่าการโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบการปกครองโดยง่าย ขณะที่สหรัฐฯ ณ เวลานี้ ก็ยังไม่ได้ส่งทหารภาคพื้นดินบุกเข้าอิหร่าน
นักวิเคราะห์จึงมองว่า สหรัฐฯ อาจหวังกำจัดกองกำลังรักษาความปลอดภัยและหน่วยข่าวกรองของอิหร่าน เพื่อช่วยให้การลุกฮือของประชาชนประสบความสำเร็จ หลังจากที่ผู้ประท้วงถูกปราบปรามในเดือนมกราคม
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องให้มีการลุกฮือเช่นนั้นอีกครั้ง และสัญญาว่าจะให้ความคุ้มครองแก่สมาชิกกองกำลังรักษาความปลอดภัยที่วางอาวุธ
ดังนั้น ก็ต้องจับตากันต่อไปว่าการโจมตีครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองตามที่สหรัฐฯ หวังผลหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ ของการโจมตีครั้งนี้คือความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน และสิ่งที่คนทั่วไปอย่างเราควรทำที่สุดคือการเรียกร้องให้ยุติการสู้รบ เพื่อให้เกิดการเจรจาและสันติภาพโดยเร็ว
อ้างอิงจาก