หากใครเคยใช้โทรศัพท์รุ่นก่อนๆ เมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว คงจำได้ว่าโทรศัพท์หลายเครื่องสามารถถอดฝาด้านหลังแล้วเปลี่ยนแบตเตอรี่ด้วยตัวเอง เมื่อแบตเสื่อมหรือหมดอายุการใช้งานได้ ไม่ต้องเสียเงินหลายพันเพื่อนำโทรศัพท์เข้าศูนย์ให้ยุ่งยาก
เช่นเดียวกับในปี 2027 ที่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่จำหน่ายในยุโรปจะต้องใช้แบตเตอรี่แบบถอดเปลี่ยนได้ ตามกฎของสหภาพยุโรป
จากข้อมูลของสหภาพยุโรประบุว่า มีการจำหน่ายสมาร์ทโฟนประมาณ 150 ล้านเครื่องและแท็บเล็ต 24 ล้านเครื่องทั่วสหภาพยุโรปในแต่ละปี ซึ่งคิดเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 5 ล้านตันต่อปี แต่มีเพียงน้อยกว่า 40% เท่านั้นที่ได้รับการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง
การกำหนดให้มีแบตเตอรี่แบบถอดเปลี่ยนได้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2027 โดยระบุว่า แบตเตอรี่ในอุปกรณ์พกพาจะต้องออกแบบเพื่อให้ผู้ใช้สามารถถอด และเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษหรือความช่วยเหลือใดๆ และหากจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางในการถอดแบตเตอรี่ บริษัทก็ต้องจัดหาหรือแถมให้กับลูกค้าแบบฟรีๆ เมื่อซื้อโทรศัพท์หรือแท็บเล็ต
พร้อมระบุว่า แบตเตอรี่สำรองทุกรุ่นจะต้องมีจำหน่ายให้ผู้ใช้เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี หลังสินค้าชิ้นสุดท้ายของรุ่นนั้นวางจำหน่ายในตลาด
เนื่องด้วยแบตเตอรี่ในสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในปัจจุบัน ถูกติดตั้งไว้ในตัวเครื่องโดยมีเพียงผู้เชี่ยวชาญหรือช่างซ่อมโทรศัพท์เท่านั้นที่จะสามารถถอด และเปลี่ยนได้เมื่อแบตเตอรี่หมด ส่งผลให้ผู้ใช้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนสูงหรือเลือกไปซื้ออุปกรณ์ใหม่แทน แม้ว่าอุปกรณ์เก่าจะยังใช้งานได้ดีอยู่ก็ตาม
การที่ผู้บริโภคสามารถซื้อแบตเตอรี่ใหม่และเปลี่ยนเองได้ง่ายๆ จะช่วยลดต้นทุนและลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วสหภาพยุโรป ซึ่งอาจช่วยให้ผู้บริโภคในยุโรปประหยัดเงินได้มากถึง 2 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 7.55 แสนล้านบาท) ภายในปี 2030
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการที่สหภาพยุโรปบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2023 สำหรับเป้าหมายการลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาค โดยมีมาตราการอื่นๆ ที่ทยอยบังคับใช้แล้ว ดังนี้
- ปี 2023 มีการกำหนดให้โทรศัพท์ทุกรุ่นต้องใช้แบตเตอรี่ที่ทนทานและทนต่อการสึกหรอได้ดี
- การกำหนดให้โทรศัพท์และแท็บเล็ตทุกรุ่นที่ผลิตหลังปี 2024 ต้องสามารถชาร์จผ่านพอร์ต USB-C สากล
- ปี 2025 กำหนดว่าโทรศัพท์หรือแท็บเล็ตจะต้องให้มีการอัปเดตระบบให้อย่างน้อย 5 ปีนับจากวันที่จำหน่ายรุ่นวันสุดท้าย