“แปลกใจที่เงินเดือน 60k ดูเกินเอื้อมสำหรับหลายๆ คน?”
คำถามน่าฉงน ที่อาจไม่ได้หมายถึงแค่คนถามรู้สึกสงสัย แต่คนฟังก็สงสัยตามไปด้วยว่า คำถามแบบนี้ มีเจตนาอะไรกันแน่นะ เจ้าตัวไม่ทราบจริงๆ ไหม หรือเขาแค่ต้องการจะคุยโวว่า เงินเดือนเท่านี้เป็นสิ่งที่สายอาชีพเขาได้อยู่เป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งหากเป็นอย่างหลัง เราคงทำได้เพียงแสดงความยินดีที่คุณเป็นเพียงคนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของประเทศที่ได้เงินเดือนเท่านี้
เวลามีคนเปิดประเด็นเรื่องอาชีพการงานขึ้นมาทีไร จะต้องมีสักคนที่ยกเอาอาชีพตัวเองมาข่มอาชีพคนอื่น ทั้งบอกว่า อาชีพฉันดีที่สุด อาชีพฉันเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจ หรือโลกขาดอาชีพแบบพวกเราไปไม่ได้ แม้กระทั่งบางคนที่ทำงานในสายอาชีพเดียวกัน แต่อยู่ในตำแหน่งเล็กกว่า ก็อาจโดนคนเหล่านี้ยกตนข่มท่าน
หลายคนก็รู้สึกภาคภูมิใจในอาชีพการงานของตัวเองจริงๆ ซึ่งหากจะกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่คนเดียวก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่บางคนดันเลือกที่จะกดอาชีพอื่น อวดเบ่งความภูมิใจของตัวเอง แถมยังพาลชี้นิ้วตัดสินหน้าที่การงานใครต่อใครไปทั่วด้วย
ไหนใครบอกทุกอาชีพมีเกียรติเท่าเทียมกัน แต่ไฉนบางคนถึงชอบยกตัวให้สูง และกดอาชีพคนอื่นให้ต่ำขนาดนี้?

บน-ล่าง ในสังคม
‘มนุษย์เราเท่าเทียมกัน’ หนึ่งในวาทกรรมของสังคมที่ถูกบ่มเพาะและปลูกฝังส่งต่อกันมา เพื่อให้ผู้คนเชื่อและยอมรับในความหลากหลายแต่ในความเป็นจริง พวกเราทุกคนเท่าเทียมกันจริงหรือเปล่านะ?
เหตุผลที่เราถามขึ้นมาแบบนี้ เพราะเชื่อว่าในแต่ละสังคม ไม่ว่าจะเป็นระดับเล็กๆ ครอบครัว โรงเรียน หรือที่ทำงาน ไปจนถึงสังคมที่มีระดับใหญ่ขึ้นมา อย่าง ประเทศ หรือแม้แต่ทั้งโลก ล้วนมีใครบางคนขีดเส้นแบ่งกั้นมนุษย์เอาไว้อยู่เสมอ
แม้ฟังแล้วจะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงอันโหดร้ายนี้ เพราะหากมองผ่านมุมสังคมวิทยา การสร้างระดับชั้น ตลอดจนการแบ่งแยกผู้คนไว้อย่างไม่เท่าเทียม คือส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดระเบียบทางสังคมที่เรียกว่า ‘Social Stratification หรือ การจัดช่วงชั้นทางสังคม’ หมายถึงการแบ่งสถานะหรือชนชั้นทางสังคม ตามนิยามที่แต่ละสังคมกำหนดขึ้นมา
แนวคิดนี้ เป็นกระบวนการจัดระเบียบทางสังคมที่นักสังคมวิทยาหลายคนใช้เป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจระบบสังคม พวกเขาจึงสร้างนิยามความหมายเฉพาะตัว ซึ่งสะท้อนมุมมองที่แตกต่างกันออกมา ทว่าทั้งหมดก็บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า สังคมเรามีการแบ่งแยกชั้นกันชัดเจน ซ้ำยังเป็นระบบที่ฝังรากลึกที่ทำให้ความไม่เท่าเทียมปรากฏให้เห็นและคงอยู่ต่อไปด้วย ตัวอย่างเช่น จอร์จ เอ. ลุนเบิร์ก (George A. Lundberg) นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน มองว่า สังคมที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน แท้จริงแล้ว มีการแบ่งคนออกเป็นหลากหลายชั้น โดยแต่ละชั้น ก็จะรวบรวมผู้คนที่มีจุดร่วมคล้ายกันหรือมีลักษณะแบบเดียวกันเอาไว้ ส่วน จอห์น เอฟ. คูเบอร์ (John F. Cuber) นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันอีกท่าน ก็มองคล้ายกันว่า สังคมเราไม่ได้กระจัดกระจายอยู่ใครอยู่มัน หากแต่ถูกวางทับซ้อนกัน โดยมีอภิสิทธิ์ (privileges) บางอย่างแบ่งคนแต่ละกลุ่มไว้
คำถามคือ แล้วมีอะไรบ้างที่สามารถแบ่งชนชั้นคนในสังคมได้? การจัดลำดับชั้นสามารถกำหนดได้ในหลากหลายปัจจัย ตั้งแต่ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ อย่าง ความมั่งคั่งหรือรายได้ของแต่ละคน ปัจจัยทางการเมือง อย่าง กฎหมายและนโยบาย รวมถึงลำดับความสำคัญของรัฐที่มีต่อคนแต่ละกลุ่มอย่างไม่เท่าเทียม นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางวัฒนธรรม เช่น บรรทัดฐาน ค่านิยม ตลอดจนอุดมการณ์ร่วมต่างๆ ของคนในสังคม
การจัดลำดับชั้นทางสังคม มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความต่างชั้นของผู้คน ใครบางคนที่ถูกจัดให้อยู่สูงกว่า จึงอาจมองว่าตนควรได้รับรางวัลมากกว่าคนกลุ่มอื่น สอดคล้องกับแนวคิดสายหน้าที่นิยม (Functionalism) ที่มองคนในสังคมเป็นเหมือนอวัยวะอันมีหน้าที่แบ่งแยกกันชัดเจน ซึ่งการแบ่งแยกชนชั้นเป็นตัวกระตุ้นให้คนไปทำงานที่สำคัญและยากแตกต่างกัน บางตำแหน่งอาจต้องใช้เวลาในการศึกษาและฝึกฝน ดังนั้น สังคมจึงควรมอบรางวัลที่มากกว่าให้ เช่น ค่าตอบแทนที่สูง เกียรติยศ ตลอดจนอิทธิพลในการควบคุมสังคม เพื่อส่งเสริมให้บุคคลอยากรับตำแหน่งเหล่านั้น
ตัวอย่างช่วยให้เห็นภาพคำอธิบายของฝั่งหน้าที่นิยมมากขึ้น คือบทความหัวข้อ ‘เกียรติยศในอาชีพ (Occupational Prestige)’ จาก EBSCO เว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลวิชาการจากสหรัฐอเมริกา ที่ตั้งคำถามถึง มุมมองต่ออาชีพที่เหมือนจะอยู่ในระดับเดียวกัน แต่คนในสังคมกลับให้คุณค่าแตกต่างกัน อย่าง ผู้จัดการธนาคาร กับ ผู้จัดการบริษัทบำบัดน้ำเสีย หลายคนมักมองว่า ผู้จัดการธนาคาร เป็นตำแหน่งที่ดูมีเกียรติและน่าภาคภูมิใจกว่า ทั้งที่ความเป็นจริงผู้จัดการบริษัทบำบัดน้ำเสีย อาจสร้างรายได้มากกว่าอีกฝั่งเสียด้วยซ้ำ
หรืออีกหนึ่งตัวอย่างจาก Reddit เว็บไซต์กระทู้จากสหรัฐฯ มีตั้งคำถามถึง สายอาชีพเทคโนโลยี หรือ ไอที (IT) ว่าทำไมคนในแวดวงนี้ถึงมีอีโก้ (Ego) ที่สูง หรือมักมองว่าตัวเองอยู่สูงกว่าเพื่อนร่วมงานหรือสายอาชีพอื่นๆ ผู้คนที่เข้ามาตอบคำถามนี้ส่วนหนึ่งมองว่า เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสำคัญ ซ้ำยังเป็นสิ่งที่เป็นแกนกลางสำหรับหลากหลายวงการที่ต้องพึงพา
มาถึงตรงนี้ จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า โครงสร้างทางสังคมมีส่วนสำคัญในการกำหนดคุณค่าและมาตรฐานบางอย่าง อันเป็นเส้นแบ่งแยกกลุ่มคนแต่ละกลุ่มเอาไว้ ทั้ง สายวิชานี้เรียนยากกว่าสายวิชานู้น หรือ อาชีพแนวนี้ทำแล้วได้เงินเยอะกว่าอีกหลายอาชีพ ผู้คนในสังคมจึงเทความสำคัญไปให้แต่ละกลุ่มคน แต่ละอาชีพอย่างไม่เท่าเทียม
เมื่อมีภาพของความสูงต่ำและลำดับชั้น จึงอาจเป็นธรรมดาที่จะมีใครสักคนจากด้านบนมองลงมาด้านล่าง แล้วเกิดภาพของการโอ้อวดคนที่พวกเขาคิดว่าอยู่ต่ำกว่า นั่นจึงกลายเป็นเหตุผลว่าทำไมบางสายอาชีพถึงมักคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นดีที่สุด

เพราะเขาดีกว่าจึงได้อยู่ข้างบน เราเชื่อกันอย่างนั้นเหรอ?
สมมติสังคมบอกว่า อาชีพ A เป็นอาชีพที่มีคุณค่ามากกว่า ใช้องค์ความรู้ที่ยากและซับซ้อนกว่า อาชีพ B ดังนั้น อาชีพ A ควรได้รับเกียรติยศและค่าตอบแทนที่สูงกว่า ทุกคนจะเชื่อแบบนั้นไหม?
การที่คนจำนวนไม่น้อยคล้อยตามและยอมรับตามสิ่งที่สังคมตีกรอบเอาไว้ ถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ระบบการจัดลำดับชั้นทางสังคมยังคงมีอยู่ต่อไปกับมนุษย์เราไปเรื่อยๆ ซึ่งกระบวนการนี้จะถูกเรียกว่า ‘symbolic violence หรือ ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์’ ในงานของปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส อธิบายเอาไว้ว่า symbolic violence คือการกดทับหรือความไม่เท่าเทียม ที่คนในสังคมยอมรับโดยไม่รู้ตัว ผ่านการทำให้เป็นเรื่องปกติ
ฟังจากนิยาม หลายคนอาจสงสัยว่าความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับการเหยียดหยามอาชีพ ก็ลองนึกภาพว่า ที่หลายคนมักทะนงตัว ยกเอาสายงานของตนไว้สูงส่ง และข่มคนที่ทำงานต่ำต้อยกว่า นั่นอาจเป็นเพราะผู้คนจำนวนไม่น้อยได้ซึมซับการให้คุณค่าบางอย่างของสังคม จนมองว่ามันเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
หากเจาะจงในเรื่องอาชีพลงไปอีกสักนิด ลองนึกถึงสังคมที่ยกย่องอาชีพสายวิทยาศาสตร์ มองว่าองค์ความรู้สายนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาโลกและช่วยเหลือผู้คน ฉะนั้นแล้ว อาชีพที่เกี่ยวโยงกันจึง ควรได้รับค่าตอบแทนที่สูงและได้รับเกียรติมากกว่าอาชีพอื่นๆ และทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยพยายามขวนขวายเข้าไปอยู่ในจุดที่สังคมยกย่อง พร้อมกับซึมซับวิธีการให้คุณค่าแบบเดียวกันนี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว จนพวกเขาค่อยๆ มองว่า อาชีพที่ตนทำอยู่นั้นมีคุณค่ามากกว่าอาชีพอื่นโดยไม่ทันตั้งคำถาม
ท้ายสุดแล้ว หากสังคมเรายังมีการขีดเส้นแบ่งชั้นของผู้คนอยู่ ย่อมต้องมีใครสักคนพยายามปีนไปอยู่ให้เหนือกว่าอีกกลุ่มคนเสมอ และเมื่อพวกเขาคิดว่าตัวเองอยู่สูงกว่าใครแล้ว จึงมักเหยียดหยามหรือกดทับคนที่อยู่ลำดับล่างกว่า
แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะทลายโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมของสังคมนี้ลง แต่อย่างน้อยที่สุด หากเรามีความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจความหลากหลายของมนุษย์ โดยอาจเริ่มจากการตั้งคำถามต่อคุณค่าที่เคยเชื่อโดยไม่รู้ตัว และหยุดใช้มันเป็นเครื่องมือในการตัดสินผู้อื่น ก็อาจช่วยทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้นกว่าเดิมได้
อ้างอิงจาก
anthropology-concepts.sac.or.th