หลังจากวันที่ 9 เมษายน 2569 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ในข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ต่อศาลฎีกา
วันนี้ (24 เมษายน 2569) ศาลฎีการับคำร้องนี้จาก ป.ป.ช. แล้ว และสั่งให้สส.พรรคประชาชน 10 คน ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ สส.ทั้ง 10 คนได้ยื่นคำร้องให้มีการพิจารณาเรื่องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งศาลก็ได้รับคำร้องของทั้ง 10 คนด้วยเช่นกัน จึงยังไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในวันนี้ โดยจะมีการตัดสินในครั้งต่อๆ ไป
แล้วคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อไหร่? มีที่มาอย่างไร? The MATTER สรุปไว้ในโพสต์นี้
1) ย้อนไปเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2564 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นำรายชื่อที่รวบรวมจาก สส. ในพรรค 44 คน ยื่นเสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน จำนวน 5 ฉบับ รวมถึงร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อประธานรัฐสภา
เดิมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระบุไว้ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”
แต่การยื่นแก้กฎหมายมาตรา 112 ใหม่ จะปรับลดโทษ โดยแบ่งความผิดและอัตราโทษใหม่เป็นสองระดับ ดังนี้
- ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น ให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์หรือเป็นคู่กรณีโดยตรง ไม่ใช่ให้ประชาชนที่ไหนเป็นผู้ริเริ่มคดีก็ได้อย่างปัจจุบัน และเพิ่มข้อยกเว้นกรณีแสดงความเห็นโดยสุจริต
2) ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 การเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของพรรคก้าวไกล โดยเว็บไซต์ของพรรคได้อธิบายเนื้อหาการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวในลักษณะเดียวกับร่างกฎหมายที่เคยเสนอในปี 2564
3) 30 พฤษภาคม 2566 ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอิสระ ผู้มีประวัติแจ้งความดำเนินคดีทางการเมืองกับผู้ชุมนุมทางการเมืองและแกนนำคณะก้าวหน้า เข้าร้องต่ออัยการสูงสุดว่า การกระทำของพิธาและพรรคก้าวไกลที่ยื่นเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 อาจเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
4) 16 มิถุนายน 2566 ธีรยุทธยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 49 ว่าการกระทำของพิธาและพรรคก้าวไกล ที่เสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 112 และใช้นโยบายแก้ไขมาตรา 112 หาเสียงเลือกตั้ง 2566 และมีพฤติการณ์รณรงค์ให้แก้ไขมาตรา 112 เรื่อยมา เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพการปกครองเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็สั่งรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาในระยะเวลาไม่ถึงเดือน

ภาพ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นำ สส. พรรคก้าวไกล แถลงข่าวหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อ 31 ม.ค. 2567 (Photographer: Asadawut Boonlitsak)
5) 31 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของพิธาและพรรคก้าวไกลเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
โดยส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยระบุว่า แม้การเสนอให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และร่างกฎหมายดังกล่าวจะไม่ได้บรรจุวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่เมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกเสนอโดยพรรคก้าวไกลเพียงพรรคเดียว และใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง
พฤติการณ์เหล่านี้แสดงออกว่า พิธาและพรรคก้าวไกลพยายามลดทอนความคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านร่างกฎหมายและกระบวนการนิติบัญญัติเพื่อสร้างความชอบธรรมโดยซ่อนเร้นในรัฐสภา เพื่อหวังคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง มุ่งหมายให้พระมหากษัตริย์เป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน
6) นำมาสู่การวินัจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค รวม 11 คน เป็นเวลา 10 ปี
7) นอกจากยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ธีรยุทธ สุวรรณเกษร และ สนธิญา สวัสดี ยังยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบและเอาผิดทางจริยธรรมต่อพรรคก้าวไกลและ สส.พรรคก้าวไกล 44 คน กรณีร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567
8) 9 กุมภาพันธ์ 2569 ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของอดีต สส.พรรคก้าวไกลทั้ง 44 คน ที่ร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1)
9) 31 มีนาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบร่างคำร้อง ก่อนวันที่ 9 เมษายน 2569 ป.ป.ช. ได้นำสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ยื่นให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีผิดจริยธรรมร้ายแรง โดยส่วนหนึ่งของคำร้องระบุเหตุผลไว้ว่า
แม้การกระทำดังกล่าวจะเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งถึงข้อบกพร่องดังกล่าวให้ทั้ง 44 คน ทราบแล้ว แต่ยังยืนยันจะเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว
การกระทำของทั้ง 44 คน จึงเป็นการกระทำอันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้าง
10) นอกจากนั้น คำร้องของ ป.ป.ช. ยังขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ สส. ที่ได้รับเลือกตั้งจากพรรคประชาชนทั้ง 10 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง จนกว่าจะมีคำพิพากษา และขอให้ สส. ที่ได้รับเลือกตั้งจากพรรคประชาชนทั้ง 10 คน พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่
โดยโทษสูงสุดของคดีนี้ คือ การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของทั้ง 44 คน ห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดไป และขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของทั้ง 44 คน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี
11) เมื่อวาน (23 เมษายน 2569) พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้ยื่นเสนอร่างแก้กฎหมายดังกล่าว ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อยืนยันเจตนารมณ์ในการยื่นกฎหมายครั้งนี้ว่า การเข้าชื่อเสนอแก้กฎหมายนี้ มิได้เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด
แต่เป็นความพยายามที่จะใช้สภาผู้แทนราษฎรในฐานะพื้นที่ของผู้แทนประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสันติ เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในสังคมที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
พิธายืนยันอีกว่าการกระทำนี้ไม่ควรเป็นคดีตั้งแต่ต้น และมองว่าเป็นการใช้ ‘นิติสงคราม’ เพื่อหยุดยั้งความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมผ่านกระบวนการรัฐสภา และการใช้ ‘มาตรฐานทางจริยธรรม’ ในฐานะเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างไร้สัดส่วน ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเซาะกร่อน บ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องด้วยยังอยู่ภายใต้กลไกการควบคุมตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาแก้ไขได้ในภายหลัง และจำนวนสมาชิกเพียง 10 คน ก็เป็นไปได้ยากที่จะเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายต่อสภาในลักษณะเดิมซ้ำ
12) วันนี้ (24 เมษายน 2569) ศาลฎีการับคำร้อง มีผลให้ สส.พรรคประชาชน 10 คน ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ทั้ง 10 คนได้ยื่นคำร้องให้พิจารณาเรื่องคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งศาลก็รับคำร้องนี้ด้วยเช่นกัน จึงให้ทั้ง 10 คนปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป
ทั้งนี้ สส.แบบแบ่งเขต พรรคประชาชน 2 คน คือ ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 18 และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 33
สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน 8 คน ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล, รังสิมันต์ โรม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, ณัฐวุฒิ บัวประทุม, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
กรณีที่เกิดขึ้นกับอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกลนี้ ถือเป็นอีกครั้งที่ เกิดคำถามถึงการใช้กลไกขององค์กรอิสระเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งนำมาสู่คำถามถึงบทบาทของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและควรมีหน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมาย แต่กลับถูกตัดสิทธิทางการเมืองด้วยข้อหาทางจริยธรรม