เมื่อปกหนังสือ ‘วิชาทัศนศิลป์’ ถูกแทนที่ด้วยภาพจาก AI แล้วห้องเรียนศิลปะยังจำเป็นอยู่ไหม?
ในยุคที่ภาพหนึ่งภาพถูกสร้างขึ้นได้ภายในไม่กี่วินาที เด็กคนหนึ่งยังจำเป็นต้องนั่งฝึกลากเส้น วาดผิด ลบใหม่ หรือใช้เวลาหลายชั่วโมงกับภาพตัวการ์ตูนโย้ๆ เย้ๆ อยู่หรือเปล่า
เมื่อโลกเริ่มให้คุณค่ากับ ‘ผลลัพธ์’ ที่รวดเร็วและสมบูรณ์ มากกว่ากระบวนการเรียนรู้ ความผิดพลาดที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต จะยังเหลือพื้นที่อยู่ตรงไหนในห้องเรียนกันแน่?
The MATTER ชวนพูดคุยกับ ครูเหนือ-จันทร์ธิดา สังขจันทร์ และ ครูธัช-ธรัช ตรีคุณประภา ครูกระบวนการ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงบทบาทของวิชาศิลปะ ในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนวิธีเรียนรู้ของเด็กไปพร้อมกัน
โลกสำเร็จรูป
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ชาวเน็ตเมืองไทยก็หันมาถกเถียงกันเรื่อง AI อีกครั้ง เมื่อปกหนังสือเรียน ‘วิชาทัศนศิลป์’ กลับปรากฎภาพเด็กผู้หญิงตาแป๋ว แก้มชมพูหวาน ไว้ผมหน้าม้า สวมชุดคล้ายเครื่องแบบนักเรียน มือจับด้ามพู่กันพร้อมกับจานสี ซึ่งเป็นตัวการ์ตูนที่ใช้ลายเส้นแบบมังงะญี่ปุ่น เพียงมองผ่านๆ หลายคนก็พอเดาได้ไม่ยากว่า ภาพดังกล่าวอาจถูกสร้างขึ้นด้วย Generative AI แต่แล้วทำไมมันถึงมาอยู่บนหนังสือที่สอนให้เด็กรู้จักศิลปะกันได้ล่ะ?
เมื่อสืบค้นเพิ่มเติมจะพบว่า นี่เป็นหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานของสำนักพิมพ์พัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ซึ่งได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการว่าสามารถนำไปใช้ในชั้นเรียนตามหลักสูตรแกนกลางฯ ได้ นอกเหนือจากวิชาทัศนศิลป์แล้ว ยังปรากฎภาพที่มีลายเส้นแบบ Generative AI บนตำราวิชาอื่นๆ อีกมาก เช่น หลักการใช้ภาษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นาฏศิลป์ เป็นต้น
ความเห็นชาวเน็ตแตกออกเป็น 2 ฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งมองว่า การใช้ภาพ AI มาประกอบตำราเรียน ยิ่งเป็นการลดทอนคุณค่างานศิลปะที่ใช้เวลาของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องฝึกฝนหลายสิบปี ถูกย่นย่อเป็นภาพสำเร็จรูป ป้อนพรอมต์แค่ 1 นาทีก็เสร็จ และยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับความเป็นต้นฉบับ (Originality) ด้วยว่า ภาพ AI หยิบยืมใช้ผลงานของศิลปินคนอื่นๆ บนโลกออนไลน์มาเป็นวัตถุดิบในการสร้างภาพของตัวเองมากแค่ไหน ซึ่งย้อนแย้งอย่างมาก ที่จะมาอยู่บนตำราเรียน ที่สอนให้เด็กเคารพทักษะ ความเป็นต้นฉบับ และความพยายามของมนุษย์
อีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่า หนังสือเรียนจะใช้ภาพ AI อย่างไรก็ได้ ตราบใดที่เนื้อหาภายในถูกต้องครบถ้วน และเด็กได้รับการสอนอย่างถูกวิธี เพราะเราปฏิเสธความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไม่ได้ การให้เด็กรู้จักใช้และเข้าใจข้อจำกัดของ AI ล้วนเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็มีคำถามต่อไปว่า ต้นทุนของตำราเรียนเล่มนี้จะถูกลงด้วยหรือไม่ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้กราฟิกฝีมือมนุษย์อีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อหาภายใน จะถูก AI แทรกแซงมากน้อยแค่ไหนกัน?
ยุคสมัยแห่ง Input
ภาพของเด็กที่เคยนั่งวาดรูปเล่น ขีดเขียนลายเส้นลงบนสมุด หรือปล่อยจินตนาการเรื่อยเปื่อยระหว่างคาบเรียน ค่อยๆ หายไปจากห้องเรียนในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา กิจกรรมเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยสมาร์ทโฟน หน้าจอที่เต็มไปด้วยคลิปสั้น การแจ้งเตือน ข้อความใหม่ และอัลกอริทึมที่แข่งขันกันดึงความสนใจของเด็กๆ ตลอดเวลา จนบางครั้ง ความคิดของพวกเขาก็ไหลออกไปจากห้องเรียนเร็วกว่าที่ครูจะเรียกกลับมาได้ทัน
ครูธัชเล่าว่า เมื่อก่อนยังเห็นเด็กเหม่อวาดรูป เขียนเรื่องราว หรือถ่ายทอดความคิดของตัวเองด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่ตอนนี้ สมาธิของพวกเขาถูกแทนที่ด้วยมือถือ เช่นเดียวกับครูเหนือที่เห็นว่า เด็กที่ยังวาดรูปอยู่ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง และส่วนใหญ่มักวาดบนไอแพดมากกว่ากระดาษ สำหรับเด็กที่สนใจเรียนศิลปะจริงจังอาจยังเก็บผลงานมาอวดครูบ้าง แต่บรรยากาศการวาดรูปเล่นในคาบว่างๆ แทบไม่เหลือแล้ว เพราะเด็กส่วนใหญ่เลือกอยู่กับหน้าจอ
หน้าจอมือถือแตกต่างจากกระดาษตรงที่มันป้อนทุกอย่างให้พร้อมกัน ทั้งภาพ เสียง สีสัน และการเคลื่อนไหว เด็กแทบไม่ต้องจินตนาการอะไรเพิ่มเติม ต่างจากหนังสือ ภาพวาด หรือแม้แต่การฟังใครสักคนเล่าเรื่อง ที่ยังเปิดพื้นที่ให้สมองของผู้รับสารได้เติมภาพบางอย่างขึ้นมาเอง
แม้จะเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้มือถือในชั้นเรียน แต่โรงเรียนก็เลือกเปิดกว้างให้แต่ละชั้นเรียนสามารถตกลงกันเองได้ว่าจะจัดการเรื่องการใช้มือถืออย่างไร โดยมากขึ้นอยู่กับลักษณะวิชาและวิธีสอนของครูแต่ละคน หากวิชาใดไม่จำเป็นต้องใช้มือถือ ครูก็มักขอความร่วมมือให้นักเรียนเก็บโทรศัพท์ โดยโรงเรียนมีกล่องสำหรับเก็บมือถือในบางห้องเรียน แต่ก็ไม่ได้ห้ามใช้อย่างเด็ดขาด สำหรับครูธัชมองว่า นักเรียนมัธยมต้นยังจัดการได้ง่ายกว่า เพราะโรงเรียนเน้นให้จัดการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม แต่พอขึ้นมัธยมปลายที่เน้นสอนแบบบรรยายเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย เด็กอาจจะหันไปสนใจมือถือมากขึ้น ตรงจุดนี้เองที่ครูต้องจัดสมดุลระหว่างเป้าหมายของการเรียนรู้และการให้ผู้เรียนได้จัดการตัวเอง ซึ่งก็นับว่าท้าทายพอสมควร
วิธีคิดของพวกเขาเปลี่ยนไป ในยุคที่อะไรๆ ก็มีคำตอบสำเร็จรูปให้ ครูเหนือสังเกตว่า เวลาเด็กเจอคำถามหรือโจทย์ที่ต้องคิดเอง หลายคนเริ่มเลือกใช้ AI ช่วยหาคำตอบเพราะมันง่ายกว่าและประหยัดเวลามากกว่า ปัญหาก็คือว่า หากเขาไปเรียนในชั้นที่สูงขึ้น ต้องเริ่มคิดทำโปรเจคต์เอง มันไม่ใช่แค่การหาคำตอบให้ถูก แต่เขาต้องเรียนรู้จากการลองผิดลองถูกเอง เธอจึงพยายามให้เด็กลองหาคำตอบด้วยตัวเองก่อนที่จะใช้ AI เพราะ ‘คำตอบ’ อาจไม่ได้สำคัญที่สุดในการเรียนรู้อีกแล้ว คำถามสำคัญคือเราจะทำยังไงให้เด็กได้ฝึกคิดและจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ
ชั้นเรียนของความไม่สมบูรณ์แบบ
สำหรับชั้นเรียนวิชาศิลปะ (ทั้งทัศนศิลป์ ดนตรี และนาฏศิลป์) ซึ่งสำหรับสาธิต มธ. จะเรียกเป็นกลุ่มประสบการณ์การเรียนรู้สุนทรียะทางศิลปะ ความน่าสนใจคือที่นี่มองกลุ่มสาระวิชาต่างๆ เป็น ‘ประสบการณ์’ โดยเชื่อว่าโรงเรียนควรเป็นสถานที่ที่มอบประสบการณ์ในด้านต่างๆ ให้กับพวกเขา เป็นพื้นที่ลองผิดลองถูก ผ่านการลงมือทำควบคู่กับหลักวิชาการ และยังเป็นการบอกเป็นนัยๆ ว่า ประสบการณ์เหล่านี้ก็อาจไม่ได้จำกัดแค่ในห้องเรียนก็ได้
AI ยังไม่ได้มีบทบาทนักสำหรับชั้นเรียนศิลปะของที่นี่ เว้นแต่วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิกที่จะไม่เรียนรู้เลยก็ไม่ได้ เด็กก็ยังจำเป็นที่จะต้องรู้จักเครื่องมือเหล่านี้และข้อจำกัดการใช้ของมัน จากนั้นเขาจะนำไปพลิกแพลงอย่างไรก็เป็นสิ่งที่เขาต้องเรียนรู้เองด้วย สำหรับครูธัชมองว่า ครูที่นี่ส่วนใหญ่จบสายตรงด้านศิลปะ จึงพอเข้าใจว่าควรใช้ AI ในฐานะเครื่องมืออย่างไร แนะนำขอบเขตให้กับผู้เรียนได้ ส่วนทักษะพื้นฐานยังจำเป็นต้องฝึกด้วยมือและร่างกายจริงๆ อยู่ดี
ขณะที่ระบบการศึกษายังบังคับให้ผู้สอนต้องจบครุศาสตร์ซึ่งจะเน้นหลักสูตรและการสอน ส่วนคนที่มีความรู้ทางศิลปะโดยตรง ก็จะอยู่ในสายอาชีพเฉพาะทางซึ่งแทบไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ในหลายๆ โรงเรียนจึงสอนด้วยการเปิดหนังสือตามเนื้อหา โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่ครูจำนวนไม่น้อยต้องสอนวิชาที่ตัวเองไม่ได้จบมาโดยตรง เพราะปัญหาครูไม่เพียงพอ ทำให้คุณภาพการสอนวิชาศิลปะทุกวันนี้ ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่กลับเป็นห้องเรียนที่เน้นให้เด็กผลิตผลงาน และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ AI เข้ามาแทรกแซงชั้นเรียนศิลปะได้ง่ายดาย
ครูธัชยังย้ำว่า รากของปัญหาการเรียนรู้ศิลปะในไทยคือเราสอนอย่างไม่มีมาตรฐาน เขายกตัวอย่างหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน วิชาดนตรี ที่กำหนดให้นักเรียนระดับมัธยมต้นต้องแต่งเพลงได้ แต่กลับไม่มีความชัดเจนว่า ‘เพลงที่ดี’ นั้นคืออะไรแน่ หรืองานศิลปะที่ดีนั้นควรฝึกฝนอย่างไร หลักสูตรของเราหยิบทฤษฎีจากยุโรปและอเมริกามาผสมกัน ทำให้แม้แต่หนังสือเรียนก็มีข้อมูลคลาดเคลื่อนอยู่มาก แต่ครูจำนวนมากที่ไม่ได้จบด้านศิลปะโดยตรง ก็ต้องหวังพึ่งตำรานี้ในการนำทางนักเรียน และ AI ก็ดูทำให้อะไรๆ ก็ง่ายดายมากขึ้น
“สิ่งที่ AI ไม่มีวันสอนได้คือรสนิยม (Taste)” ครูธัชเชื่ออย่างนั้น เพราะรสนิยมเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลและเกิดจากประสบการณ์ชีวิตที่สะสมมา แน่นอนว่า AI อาจสร้างคำตอบ ภาพที่ดูลงตัว เพลงที่พอใช้ได้ แต่มันไม่สามารถมีรสนิยมเป็นของตัวเองได้ เจตนาไม่ได้บอกว่าเด็กทุกคนต้องมีรสนิยมที่ดี แต่ในแง่หนึ่ง รสนิยมมันก็บ่งชี้ได้ว่า เด็กคนหนึ่งเขาเรียนรู้ความรู้สึกของคนอื่น รับรู้ความงามที่แตกต่างออกไป หรือแม้กระทั่งเรียนรู้จากความผิดหวังของตัวเองได้มากน้อยเพียงใด นี่จึงเป็นหน้าที่ของชั้นเรียนศิลปะ เราต้องพาเด็กทุกคนกลับไปเชื่อมต่อกับผู้คน กลับไปรู้จักกับธรรมชาติในโลกกว้าง เพื่อที่จะถ่ายทอดผลงานในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
AI ทำสิ่งเหล่านี้ให้นักเรียนไม่ได้ ครูและชั้นเรียนต้องสร้างขึ้นมา
เช่นกัน ครูเหนือเชื่อว่า AI ไม่สามารถสร้างงานได้ตรงกับความคิดของมนุษย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะใส่ prompt อย่างละเอียด ผลลัพธ์ก็ยังไม่สมบูรณ์ตามที่ต้องการ เธอจึงมองว่า AI เหมาะกับงานง่ายๆ ซ้ำๆ ไม่ต้องลงทุนสูงมาก แต่หากต้องการความประณีต ความละเอียด หรือความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ AI คงไม่ตอบโจทย์ เราเองในฐานะมนุษย์ ไม่ได้โหยหาความสมบูรณ์แบบ เพราะเสน่ห์ของมนุษย์อยู่ที่ความผิดพลาด มันมีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น ทั้งคู่เห็นตรงกันว่าสุดท้ายมนุษย์ก็ยังต้องการ ‘Human Touch’ และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ซึ่ง AI ไม่สามารถแทนที่ได้
กลับมาที่ระบบ
กรณีตำราเรียนใช้ภาพที่สร้างจาก AI สำหรับครูธัชกล่าวตรงไปตรงมาว่า เขาหมดหวังกับกระทรวงมานานแล้ว คนในระบบราชการส่วนหนึ่งไม่ได้เข้าใจศิลปะในความหมายที่ลึกไปกว่าความสวยงามภายนอก ทั้งที่จริงแล้วความหมายของ ‘Aesthetic’ ไม่ใช่แค่ภาพที่ดูแล้วสวย เพราะมันมีวิธีคิดของผู้คนในแต่ละยุคสมัย มันมีพัฒนาการของศิลปะที่เติบโต เปลี่ยนแปลง และตั้งคำถามกับโลกที่มันอยู่ด้วย โรงเรียนจึงแทบไม่ให้ประสบการณ์ด้านศิลปะใดๆ กับผู้เรียนเลย ภาพปกหนังสือ AI กำลังสะท้อนว่าระบบการศึกษากำลังเข้าใจศิลปะในฐานะอะไรกันแน่
ด้านครูเหนือกังวลว่า รัฐอาจยังไม่เข้าใจ AI ดีพอ ขณะเดียวกันยังพบเห็นถึงความย้อนแย้งในนโยบาย เช่น บอกว่าเด็กติดจอ แต่กลับผลักดันเทคโนโลยีเข้าห้องเรียนโดยไม่มีคำอธิบายชัดเจนว่าจะใช้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้แบบไหน เธอมองว่าการศึกษาศิลปะในโรงเรียนไทยจำนวนมากยังล้าสมัย เด็กคนหนึ่งยังต้องนั่งวาดต้นไม้ต้นเดียวทั้งเทอมโดยไม่เข้าใจกระบวนการคิดหรือการตั้งคำถาม ซึ่งไม่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ ที่ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร หรือสร้างความเข้าใจในสังคม
ในโลกที่อะไรๆ ก็วิ่งหาผลลัพธ์ มากไปกว่าการให้ความสำคัญที่กระบวนการเรียนรู้ของเด็กคนหนึ่ง แน่นอนว่าห้องเรียนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และห้องเรียนก็ไม่สามารถปฏิเสธการมาของ AI ได้ทันที เช่นเดียวกับคุณค่าของศิลปะในทุกยุคสมัยที่ผ่านมา ในสมัยหนึ่งเราก็เคยเถียงว่า “หากศิลปินไม่ได้ผสมสีเองยังถือเป็นศิลปินหรือไม่?” ไปจนถึงวันที่คอมพิวเตอร์กราฟิกเข้ามาแทนดินสอและพู่กัน
ครูทั้งสองเชื่อว่า ในโลกศิลปะร่วมสมัย สิ่งสำคัญพอๆ กับเครื่องมือคือการบ่มเพาะให้เด็กมีแนวคิดเป็นของตัวเอง ให้พวกเขารู้จักการตั้งคอนเซปต์ รู้ว่าอยากจะสื่อสารอะไร เพื่อสิ่งใด เข้าใจคุณค่าในงานของตัวเองแล้วหรือไม่? ถ้าหากห้องเรียนพาเขาไปสู่คำตอบเหล่านั้นได้ การใช้ AI เป็นเครื่องมือหนึ่ง ก็พอที่จะทำความเข้าใจได้
ทั้งนี้ การใช้ AI ในฐานะเครื่องมือสร้างสรรค์ผลงาน กับการใช้ AI เป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ อาจเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง เราอาจยอมรับได้ว่า AI ช่วยให้คนๆ หนึ่งสร้างภาพ ออกแบบลวดลาย หรือผลิตผลงานบางอย่างได้ง่ายขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราต้องไม่ลืมว่า มีการเรียนรู้จำนวนมากเกิดขึ้นระหว่างทาง ซึ่งน้อยคนจะมองเห็น และเรามักจะไปตัดสินความหมายของการเรียนรู้ที่ผลลัพธ์สุดท้าย
การฝึกลากเส้นซ้ำๆ การวาดผิดแล้วลบใหม่ การแกะโน้ตด้วยหูตัวเอง หรือแม้แต่การนั่งคิดอะไรไม่ออกอยู่เป็นชั่วโมง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ที่ค่อยๆ หล่อหลอมวิธีคิด รสนิยม และความเข้าใจต่อมนุษย์ของนักเรียนคนหนึ่ง
จริงอยู่ AI อาจช่วยให้คำตอบมาถึงเร็วขึ้น ซึ่งอาจแลกมาด้วยการเรียนรู้ระหว่างทางที่หายไป และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ห้องเรียนศิลปะยังจำเป็นอยู่ ไม่ว่าเทคโนโลยีสร้างสรรค์ผลงานจะเป็นสิ่งใดก็ตาม