การค้นพบทางโบราณคดีครั้งใหญ่ที่ประเทศตุรกี ซึ่งช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับยุคเริ่มต้นศาสนาคริสต์อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการค้นพบภาพวาดพระเยซูในยุคแรกเริ่มที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีการขุดพบมา
การค้นพบที่น่าทึ่งเหล่านี้ ครอบคลุมถึงสุสานและจารึกคริสเตียนโบราณด้วย ในช่วงสองปีที่ผ่านมา นักโบราณคดีในอนาโตเลีย ซึ่งปัจจุบันคือประเทศตุรกี ได้ขุดพบโบสถ์ที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักมาก่อนอย่างน้อย 12 แห่ง ซึ่งมีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 และ 5
นอกจากนี้ การขุดค้นในเมืองประวัติศาสตร์เพอร์กามอน (Pergamon) ยังเผยให้เห็นถึงภาพวาดนักบุญจอร์จ ซึ่งกลายเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ในเวลาต่อมาของอังกฤษ
การค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์จำนวนมากนี้ เน้นย้ำให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของอนาโตเลียในการขยายตัวของศาสนาคริสต์ในยุคแรก ทั้งยังให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับวิธีที่อนาโตเลียภายใต้การปกครองของ กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการเผยแพร่ศาสนาคริสต์อย่างรวดเร็วได้อย่างไร หลังเพียงไม่กี่ทศวรรษที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขนในกรุงเยรูซาเล็มในช่วงต้นทศวรรษที่ 30
หนึ่งในภาพที่ถูกค้นพบ คือ จิตกรรมฝาผนังพระเยซูที่ถูกถ่ายทอดในรูปของ ‘ผู้เลี้ยงแกะ’ ซึ่งถูกค้นพบเมื่อปีที่แล้วในเมืองอิซนิก ประเทศตุรกี และเป็นหนึ่งในห้าภาพพระเยซูวัยผู้ใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบในโลก โดยภาพนี้มีอายุตั้งแต่ต้นถึงกลางศตวรรษที่ 3 และเป็นภาพพระเยซูในยุคแรกเริ่มที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ดีที่สุดเท่าที่เคยพบมา
เนื่องจากจิตรกรรมฝาผนังนี้ถูกค้นพบภายในสุสานใต้ดินของครอบครัวหนึ่งซึ่งถูกเก็บไว้อย่างดีและมีออกซิเจนต่ำ ทำให้สีของภาพอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ราวกับเป็นสภาพเดิมกับที่วาดไว้เมื่อประมาณ 1,800 ปีก่อน
ความสมบูรณ์ของภาพทำให้เห็นถึงรายละเอียดใบหน้าของพระคริสต์ รอยพับของเสื้อคลุม มือ และโครงร่างของแกะที่พาดผ่านไหล่ของพระองค์อย่างชัดเจน ภาพวาดที่เพิ่งถูกค้นพบนี้ทำให้นักประวัติศาสตร์เข้าใจอย่างละเอียดว่า “คริสเตียนยุคแรกมองพระเยซูอย่างไร?” คือ เป็นชายที่ไม่มีหนวดเครา ผมสั้น และสวมเสื้อผ้าแบบชนชั้นสูงโรมัน
การค้นพบทางโบราณคดีจำนวนมากประกอบกับองค์ความรู้จากงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ใหม่ๆ ช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการและเหตุผลที่ศาสนาคริสต์ขยายตัวจากนิกายศาสนาเล็กๆ ที่ถูกกดขี่ข่มเหงไปสู่การเป็นศาสนาประจำชาติของจักรวรรดิโรมันภายในเวลาเพียง 3 ศตวรรษ
โครงการวิจัยใหม่ๆ ที่ดำเนินการในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหราชอาณาจักรและทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วิเคราะห์ว่า เหตุใดการกดขี่ข่มเหงและการพลีชีพของชาวคริสต์กลับมีส่วนช่วยให้ศาสนาคริสต์แผ่ขยายออกไป
นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า การเติบโตดังกล่าวยังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเรื่องอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคภัยไข้เจ็บที่อาจต่ำกว่ากลุ่มคนที่นับถือ ‘ลัทธิเพแกน’ และยังมีงานวิจัยที่ช่วยเปิดมุมมองว่า ระบบการดูแลช่วยเหลือทางสังคมของคริสตชนในยุคแรกเริ่ม มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการหันมานับถือศาสนาคริสต์อย่างมีนัยสำคัญ ตลอดจนปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจของจักรวรรดิโรมัน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ศาสนาคริสต์ขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน
และยังมีปัจจัยที่ลัทธิเพแกนมีอัตราการฆ่าทารกเพศหญิงค่อนข้างสูง ซึ่งส่งผลต่อความไม่สมดุลทางประชากรศาสตร์ที่ต่อเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน ขณะที่ศาสนาคริสต์ไม่มีการปฏิบัติเช่นนี้ จึงได้เปรียบในเชิงโครงสร้างของประชากร
การแพร่ขยายของศาสนาคริสต์ในยุคการบูชาจักรพรรดิ
ยิ่งไปกว่านั้น นักโบราณคดียังพบหลักฐานใหม่ที่เกี่ยวกับการแพร่ขยายของการบูชาจักรพรรดิ (Imperial Cult) ในพื้นที่ที่เป็นประเทศตุรกีในปัจจุบัน และการเติบโตของลัทธิบูชาจักรพรรดินี้ได้ช่วยเปิดโอกาสให้ศาสนาคริสต์ยุคแรกมีโอกาสวิวัฒนาการจาก ‘ขบวนการขับเคลื่อนโดยยึดแนวทางของพระเยซู’ สู่ ‘ขบวนการต่อต้านจักรวรรดิ’ ซึ่งสามารถดึงดูดผู้สนับสนุนที่เห็นต่างทางสังคมและการเมืองในวงกว้าง
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการค้นพบร่องรอยของรูปปั้นสูง 3.5 เมตรของจักรพรรดิมาร์คัส ออเรลิอุส (Marcus Aurelius) ผู้นำในศตวรรษที่ 2 ณ เมืองท่าโบราณเซดรา อยู่ทางตอนใต้ของตุรกี ขณะเดียวกันก็มีการค้นพบชิ้นส่วนที่เกือบจะสมบูรณ์ของรูปปั้นจักรพรรดิเอาเรลิอุสสูง 2.1 เมตร จากเมืองโบราณบูบอน ที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอีกด้วย
ย้อนกลับไปในปี 2021 ส่วนหัวของรูปปั้นจักรพรรดิฮาเดรียนสูง 2.5 เมตร ถูกขุดพบในเมืองโบราณอะลาบันดาที่ขึ้นชื่อเรื่องความเสื่อมโทรม ขณะที่ในปี 2007 และ 2008 รูปปั้นขนาดใหญ่สูง 4.5 เมตรของฮาเดรียนและมาร์คัส ออเรลิอุส ถูกขุดพบในเมืองโบราณซากาลัสซอสที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของตุรกี
การเติบโตของลัทธิบูชาจักรพรรดิมีส่วนสำคัญในการเสริมมุมมองในพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งช่วยอธิบายเนื้อหาบางส่วนของพันธสัญญาใหม่ คือ ‘หนังสือวิวรณ์’
หนังสือวิวรณ์ เป็นหนังสือที่เขียนโดยศาสดาพยากรณ์คริสเตียนในช่วงปลายศตวรรษที่ 1 หรือ ‘ยอห์นแห่งปัทมอส’ ซึ่งมีส่วนส่งเสริมแนวคิดที่ว่าจักรวรรดิโรมัน (ถูกเรียกว่า ‘สัตว์ร้าย’) ถูกควบคุมโดยปีศาจ (ที่เขาตั้งชื่อว่า ‘มังกร’)
หนังสือเล่มนี้และจดหมาย 7 ฉบับที่บรรจุอยู่ในนั้น ถูกส่งไปยังชุมชนคริสเตียน 7 แห่ง ใน 7 เมือง ในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือทางตะวันตกของประเทศตุรกี และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การขุดค้นทางโบราณคดีในบางเมืองทั้ง 7 นั้น ได้ค้นพบหลักฐานเกี่ยวกับชีวิตของชาวคริสต์ยุคแรก รวมถึงโบสถ์ในบ้านโบราณ ซึ่งเป็นสถานที่สักการะของชาวคริสต์ก่อนการสร้างโบสถ์อย่างเป็นทางการแห่งแรก
โบสถ์ในบ้านสมัยศตวรรษที่ 4 ถูกขุดพบในเมืองโบราณลาโอดีเซีย ทางตะวันตกของตุรกี เป็นหนึ่งในโบสถ์ในบ้านยุคแรกเพียงไม่กี่แห่งที่ถูกค้นพบในโลก
แต่ในเมืองซาร์ดิสที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นเมืองโบราณอีกแห่งหนึ่งที่กล่าวถึงในวิวรณ์ นักวิจัยได้ทำการสำรวจโบสถ์ขนาดใหญ่ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 6 ซึ่งเดิมเป็นอาคารขนาดใหญ่ยาว 45 เมตร มีโดมคู่ สร้างอยู่ใจกลางเมืองที่พังทลายแต่ยังคงดูสวยงามในปัจจุบัน และอาจเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับหนึ่งในโบสถ์โบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก นั่นคือ ‘ฮาเกียโซเฟีย’ ที่คอนสแตนติโนเปิล หรืออิสตันบูลในปัจจุบัน
3 เมืองโบราณที่ถูกค้นพบ ช่วยต่อจิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์คริสเตียนยุคแรก
นอกจากนั้น ยังมีเมืองโบราณอีก 3 แห่งที่ถูกกล่าวถึงในวิวรณ์ ซึ่งนักโบราณคดีได้ขุดค้นพบหลักฐานทางศาสนาคริสต์ยุคแรกเพิ่มเติมเมื่อไม่นานมานี้
เมืองสเมอร์นาหรืออิซมีร์ในปัจจุบัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ศึกษากราฟฟิตีบนกำแพงห้างสรรพสินค้าโรมันโบราณ พบว่าเป็นข้อความคริสเตียนที่เข้ารหัสไว้ในช่วงกลางศตวรรษที่ 2 และถือเป็นจารึกคริสเตียนที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบ โดยปรากฏข้อความสำคัญ 3 ส่วน ดังนี้
- คำว่า ‘โลโกส (Logos)’ ถูกออกแบบคล้ายปริศนาอักษรไขว้ หมายถึง ‘พระวจนะ’ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระนามของพระเยซู
- รหัสตัวเลข 800 สื่อความหมายว่า ‘ความเชื่อ’ คือหนทางไปสู่ ‘พระเจ้า’
- และข้อความตรงตัวที่ไม่ได้เข้ารหัสใดไว้ โดยอ้างอิงจากข้อความในพันธสัญญาใหม่ที่กล่าวถึงพระเยซูอย่างชัดเจนด้วยคำว่า “ผู้ที่ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ (เรา)”
ถัดไปที่เมืองโบราณเพอร์กามอน ซึ่งใกล้กับเมืองเบอร์กามาในปัจจุบัน นักโบราณคดีได้ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งของโลกเกี่ยวกับลัทธิบูชานักบุญจอร์จ คือ กระติกน้ำเซรามิกสำหรับผู้แสวงบุญจากต้นศตวรรษที่ 5 ซึ่งมีภาพที่ดูเหมือนจะเป็นนักบุญจอร์จกำลังสังหารมังกร
นอกจากนี้ นักโบราณคดียังได้สำรวจสถานที่สำคัญของการพลีชีพของชาวคริสต์ยุคแรกในเพอร์กามอน คือ ‘โรงละครกลางแจ้งของเมือง’ ซึ่งเชื่อกันว่ามีชาวคริสต์อย่างน้อย 3 คนถูกเผาทั้งเป็นในช่วงปลายศตวรรษที่ 2 ซึ่งเป็นสถานที่นี้สามารถรองรับผู้ชมได้ไม่น้อยกว่า 25,000 คน
สุดท้าย มหานครโบราณเอเฟซัส 1 ใน 5 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกโรมัน นักโบราณคดีเพิ่งขุดค้นพบย่านที่มีลักษณะคล้ายปอมเปอีที่ถูกฝังอยู่ใต้เถ้าถ่านจากไฟไหม้เมืองครั้งใหญ่ที่เกิดจากผู้รุกรานชาวเปอร์เซีย ขณะที่เถ้าถ่านของปอมเปอีได้รักษาสภาพโลกของศาสนาเพแกนที่สาบสูญไว้ เถ้าถ่านในเอเฟซัสได้หยุดเวลาของโลกคริสเตียนไบแซนไทน์ตอนต้นในศตวรรษที่ 6-7
นอกจากนี้ นักโบราณคดียังขุดพบภาชนะดินเผาหลายพันชิ้น รวมถึงแอมโฟราที่บรรจุปลาแมคเคอเรลเค็ม และซากที่ไหม้เกรียมของอัลมอนด์ ลูกพีช และอาหารทะเล รวมถึงร้านค้าที่ขายของที่ระลึกให้กับผู้แสวงบุญชาวคริสต์ และขวดเล็กๆ หลายร้อยขวดที่บรรจุน้ำมันศักดิ์สิทธิ์หรือน้ำศักดิ์สิทธิ์
การวิจัยที่กำลังดำเนินนี้ ได้สร้างความกระจ่างเกี่ยวกับข้อความในหนังสือวิวรณ์ที่พระเยซูตรัสจากสวรรค์เพื่อสรรเสริญผู้พลีชีพชาวคริสต์ยุคแรก โดยกล่าวหาชาวโรมันว่าได้ตั้ง ‘บัลลังก์ของซาตาน’ ไว้ในมหานครเพอร์กามอน ซึ่งเป็นสถานที่แรกในจักรวรรดิโรมันที่จักรพรรดิองค์แรก ออกัสตัส อนุญาตให้สร้างวิหารเพื่อให้ผู้คนได้นมัสการตนเองในฐานะพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ในปี 29 ก่อนคริสต์ศักราช
ในศตวรรษที่ 1 ศาสนาคริสต์ได้ต่อต้านการบูชาจักรพรรดิอย่างแข็งขัน นักโบราณคดีได้สร้างแผนที่ดิจิทัลของวิหารเพอร์กามอน ซึ่งเป็นสถานที่บูชาจักรพรรดิโรมันเป็นครั้งแรก และเริ่มเข้าใจว่าวิหารแห่งนี้มีความสอดคล้องกับกลุ่มศาสนาเพแกนที่กว้างขวางกว่าอย่างไรการต่อต้านการบูชาจักรพรรดิและอุดมการณ์จักรวรรดิโรมันของชาวคริสต์ ถือว่าเป็นหนึ่งในการทำลายความเชื่อดังกล่าว โดยคริสเตียนยุคแรกได้ใช้รหัสตัวเลขในการโจมตีจักรพรรดิทางการเมืองและทางอุดมการณ์ ผ่านรหัสที่โด่งดังไปทั่วโลกในปัจจุบันสำหรับผู้ปกครองจักรวรรดิที่ถูกเกลียดชังคือ ‘666’ หรือ ‘616’ และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘เลขแห่งสัตว์ร้าย’ ซึ่งสัตว์ร้ายนั้นสื่อถึงจักรพรรดินั่นเอง
สุดท้ายนี้ การวิจัยทางโบราณคดีในตุรกี ได้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับยุคสำคัญในประวัติศาสตร์มนุษยชาติหรือช่วงแรกของคริสเตียนหลังการเสียชีวิตของพระเยซูบนไม้กางเขน และการต่อต้านจักรวรรดิโรมันที่มีความเกี่ยวข้องในยุคสมัยเดียวกัน
อ้างอิงจาก