“เรารู้นะว่าที่ผ่านมาเธอต้องเผชิญกับเรื่องราวหนักหน่วงมาเยอะ แต่ถ้าเธอยังทำตัวแบบนี้อีก เราจะไม่ขออยู่กับเธอแล้วนะ”
ประโยคที่ฟังดูแล้วอีกฝ่ายจะเห็นอกเห็นใจเราอยู่ไม่น้อย แต่ทำไมกันนะ เรากลับรู้สึกแย่กับคำพูดนั้น ทั้งที่การมอบความเห็นใจให้แก่กันจะต้องนำพามาซึ่งความรู้สึกดีๆ มากกว่าความคลางแคลงใจ ราวกับมีอะไรแอบแฝงอยู่ภายในอย่างไรอย่างนั้น
เหตุผลที่เรารู้สึกไม่ดี อาจเป็นเพราะอีกฝ่าย ยกภูเขาทั้งลูก ชัก แม่น้ำทั้งห้า ใช้คำพูดกับเรามากมาย แต่สุดท้ายความหมายก็คือไม่ได้เห็นใจหรือเปล่า? แล้วเราในฐานะผู้ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ จะเอาตัวเองออกมาได้อย่างไรกัน
เมื่อความเห็นใจกลายเป็นอาวุธ
ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย การเห็นอกเห็นใจกันคือหัวใจสำคัญที่สามารถช่วยร้อยเรียงความแตกต่างให้อยู่รวมกันได้โดยปราศจากความขัดแย้ง อีกทั้งความเห็นใจยังมีพลังในการช่วยกระชับความสัมพันธ์ สร้างความไว้วางใจ ตลอดจนเป็นสะพานที่เชื่อมเราให้เข้าใจคนอื่นๆ ได้
เวลาใครก็ตามแสดงความเห็นใจแก่เรา บ่อยครั้งเราจึงหลงดีใจและมีความสุขกับสิ่งที่เขามอบให้ แต่อีกด้านหนึ่ง ความเห็นใจก็อาจกลายเป็นอาวุธอันแสนคมกริบที่อีกฝ่ายใช้ทำร้ายเราได้โดยที่ไม่ทันรู้ตัวด้วยเช่นกัน

เพราะเหรียญมีสองด้านเสมอ ความเห็นใจจึงถูกใช้เป็นอาวุธได้ไม่ต่างกัน โดยพฤติกรรมแบบนี้จะสามารถนิยามได้ด้วยคำว่า ‘Weaponized Empathy’ หรือหากแปลเป็นไทยตรงตัว จะหมายถึงการใช้ความเห็นอกเห็นใจเป็นอาวุธในการทำร้ายผู้อื่น โดย เคทลิน ออสการ์สัน (Caitlyn Oscarson) นักบำบัดด้านการแต่งงานและครอบครัว ระบุว่า การกระทำนี้คือ การนำความเห็นอกเห็นใจ ความสงสาร หรือความรู้สึกผิด มาใช้เป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวพฤติกรรมของผู้อื่น โดยมักเกิดขึ้นควบคู่กับการละเมิดขอบเขตส่วนบุคคล และไม่เคารพความต้องการหรือความชอบของอีกฝ่าย
การใช้ความเห็นอกเห็นใจเป็นอาวุธสามารถเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับวิธีที่แต่ละคนเลือกนำมันมาใช้ ตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์ที่พูดไปตอนต้น บางคนอาจใช้ความเห็นใจในลักษณะของการกดดันหรือข่มขู่ (emotional blackmail) โดยพยายามทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิด ผ่านการหยิบยกอารมณ์หรือบาดแผลในอดีตมาเป็นเหตุผล ผสมเข้ากับภาพของการต่อสู้ชีวิตที่ชวนให้เห็นใจ ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้อีกฝ่ายคล้อยตาม และตกอยู่ภายใต้การควบคุมของตนเอง
หรือบางคนก็อาจใช้ความเห็นใจของที่เรามอบให้ มาย้อนทำร้ายตัวเราเอง ตัวอย่างสถานการณ์เช่น วันนี้เราอาจมีแผนจะออกไปกินข้าวกับเพื่อนนอกบ้าน แต่จู่ๆ แฟนของเราดันพูดขึ้นมาว่า วันนี้เขารู้สึกแย่มาก ต้องเผชิญกับเรื่องราวหนักหนาสาหัส เขาต้องการให้เราอยู่ด้วย และไม่รู้จะอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่มีเรา สุดท้ายหากเราเห็นใจอีกฝ่าย เราก็ต้องเลือกยกเลิกแผนการทั้งหมด เพราะรู้สึกผิดและกลัวเขาจะแย่ไปกว่าเดิม ทั้งที่จริงๆ แล้ว เราอาจกำลังถูกดึงเอาความเห็นใจมาใช้ควบคุมการตัดสินใจอยู่โดยไม่รู้ตัว
นาตาลี มัวร์ (Natalie Moore) นักบำบัดด้านการแต่งงานและครอบครัว ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนที่อาจตกเป็นเหยื่อของการถูกใช้ความเห็นใจเป็นอาวุธมากที่สุด หนีไม่พ้นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจสูง กลุ่มคนที่ปฏิเสธใครไม่เป็น (People Pleaser) หรือกระทั่งกลุ่มคนที่มองเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ (Low Self-Esteem) ด้วย
ส่วนสาเหตุว่าทำไมกลุ่มคนเหล่านี้ถึงมีแนวโน้มจะตกเป็นเหยื่อมากที่สุด นั่นเพราะพวกเขามักจะพยายามเข้าใจเหตุผลของคนอื่น จนบ่อยครั้งก็อาจลืมที่ย้อนกลับมามองและปกป้องตัวเองเวลาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ถูกเอาเปรียบทางอารมณ์
หากใครไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลักษณะนี้ หรือเผชิญหน้ากับใครสักคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้อยู่เปล่า เคทลิน ออสการ์สัน จึงได้จำแนกสัญญาณบ่งชี้ที่อาจช่วยให้เรารู้ตัวเองได้มากขึ้น ดังนี้
- มักโดนท้าทายทางอารมณ์อยู่เสมอ: กลุ่มคนที่ใช้ความเห็นใจเป็นอาวุธมักจะอยากรู้ว่าเราจะทนเขาได้สักกี่น้ำ จึงมักสร้างแบบทดสอบบางอย่างมาท้าทายเราอยู่เสมอ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อจะสังเกตขอบเขตของเรา จะได้ใช้ความเห็นใจมาต่อรองภายใต้ขอบเขตที่มีอยู่ได้
- รู้สึกผิดทั้งที่เราไม่น่าจะผิด: ปกติเมื่อทำผิด เราก็ยอมรับผิดไปตามสถานการณ์ แต่ในความสัมพันธ์แบบนี้ เรามักจะรู้สึกผิดเกินจริง จนบางครั้งถึงขั้นรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนใจร้ายเพียงเพราะเอ่ยปากปฏิเสธอีกฝ่าย ทั้งที่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ทำอะไรผิด และเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ใหญ่โตจนถึงขั้นที่ต้องรู้สึกแย่ขนาดนั้นเลยด้วยซ้ำ
- ความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ไม่สมดุล: ลองสังเกตดูว่า ความสัมพันธ์ของเราตอนนี้เท่าเทียมกันอยู่หรือเปล่า ขณะที่อีกฝ่ายเรียกร้องนู้นนี้จากเรา เราเองก็ต้องสามารถร้องขอกลับได้ด้วยเช่นกัน หากไม่เป็นเช่นนี้ ในอนาคตจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องแบกรับอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าอย่างแน่นอน
- ต้องรับผิดชอบอารมณ์และความรู้สึกของอีกฝ่าย: เวลาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่กลับเป็นตัวโดน ต้องคอยฟังอีกฝ่ายเหวี่ยงวีนสารพัด อะไรแบบนี้จะใช่ความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรต่อเราจริงหรือ? แท้จริงแล้ว เราอาจไม่ได้มีหน้าที่ต้องมารับผิดชอบหรือรองรับอารมณ์ความรู้สึกของอีกฝ่ายเลย เพราะความเห็นใจก็ต้องมีขอบเขตของมันเหมือนกัน
- ใช้ความเห็นใจเป็นคำชมเกินพอดี: บางคนอาจเลือกเยินยอเราด้วยความเห็นใจ เพื่อสร้างแรงกดดันให้เราต้องสวมบทบาทเป็นคนที่ใจดีแบบนี้กับอีกฝ่ายไปตลอด ทั้งที่บางสถานการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผล เราก็อาจไม่จำเป็นต้องแสดงด้านนี้ออกมาก็ได้
- มักวางตัวเป็นเหยื่ออยู่เสมอ: คนที่ใช้ความเห็นอกเห็นใจเป็นอาวุธมักตอกย้ำบทบาทความเป็นเหยื่อในความสัมพันธ์ของตัวเองอยู่ตลอด ทั้งการมองว่าตัวเองเป็นคนโชคร้าย ไม่มีใครเห็นคุณค่า หรือไม่มีใครเข้าใจความลำบากของเจ้าตัวเลย แม้พวกเขาอาจเคยเผชิญกับความสัมพันธ์ที่ไม่ดีมาก่อนหน้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องให้ทุกอย่างแก่เขา เพื่อดึงเขาขึ้นมาเสียเมื่อไหร่
เมื่อมีสัญญาณบางอย่างกำลังสร้างความอึดอัดให้แก่ตัวเรา ก็ต้องไม่ลืมคอยสังเกตและตรวจสอบไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ถลำลึกลงไปในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นก็อาจมีเรื่องท้าทายหรือซับซ้อนไปกว่าเดิมให้เราต้องเผชิญด้วยเช่นกัน

เราจะเอาตัวเองออกมาได้อย่างไร?
หากเราสังเกตตัวเองจนถี่ถ้วน จนรับรู้ได้ว่ากำลังตกอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ มันก็อาจถึงเวลาที่เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้หลุดพ้นต่อไป
เพราะบางความสัมพันธ์ก็เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าจะแค่ถอยออกมาเฉยๆ มาลิซอล แคเปลลัน (Marisol Capellan) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ จึงได้แนะนำวิธีสำหรับพาตัวเองออกมาจากความสัมพันธ์ที่ลดทอนคุณค่าการเห็นอกเห็นใจกัน สำหรับใครที่กำลังเผชิญอยู่กับสถานการณ์เช่นนี้ ก็อาจลองนำวิธีเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กันต่อได้เลย
- ตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์ให้ชัดเจน: เมื่อเรารู้ตัวว่า อีกฝ่ายกำลังทำให้ความสัมพันธ์เริ่มแย่ลง การตั้งขอบเขตให้ชัดเจนแต่แรก จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เราค่อยๆ ตีตัวเองออกมาเห็นอะไรได้กว้างขึ้น อาจด้วยการขีดเส้นแบ่งว่าเราทำอะไรได้ เขาทำอะไรได้ หากอีกฝ่ายไม่พอใจเราจะทำอย่างไรได้บ้าง และอีกส่วนหนึ่งเพื่อให้เรารับอารมณ์เชิงลบจากอีกฝ่ายให้น้อยที่สุดเช่นกัน
- ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนหรือคนรอบตัว: บางครั้งการได้คนนอกมาช่วยทำความเข้าใจและชี้แนะเราบ้าง ก็อาจทำให้เราเห็นภาพของการควบคุมหรือข่มขู่จากอีกฝ่ายได้มากกว่าคนในเอง ยิ่งไปกว่านั้น หากเราเล่าให้เพื่อน ครอบครัว หรือคนรอบตัวที่ไว้ใจได้ฟัง ก็อาจเป็นการให้พวกเขาได้ช่วยจับตามองความสัมพันธ์เอาไว้ได้อีกทางหนึ่ง สำหรับกรณีที่เกิดอะไรที่ไปไกลกว่าแค่ปัญหาด้านอารมณ์
- ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ: นอกจากคนรอบตัวที่พร้อมสนับสนุนเราแล้ว ก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น นักจิตวิทยา นักบำบัด หรือจิตแพทย์ ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือเราเสมอ เมื่อตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ การปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ อาจช่วยให้เราเห็นถึงวิธีหรือแนวทางในการปฏิบัติตัวในขั้นต่อๆ ไปได้ด้วยเช่นกัน
- เรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าในตัวเองและกล้าที่จะออกมา: หากคนรอบตัวหรือผู้เชี่ยวชาญชี้แนะสิ่งใดมา ถ้าตัวเรายังไม่รักและเห็นคุณค่าในตัวเองมากพอ ก็ไม่สามารถทำให้เราก้าวพ้นจากความสัมพันธ์ไม่เป็นมิตรนี้ได้ ดังนั้น เราเองก็ต้องรู้จักที่จะเอาตัวเองเป็นสำคัญ รู้ความต้องการ และพร้อมที่จะโอบรับตัวเองในวันที่แตกสลายเสมอ เมื่อนั้นเราก็จะกล้าที่จะออกมาจากความสัมพันธ์ และเติบโตขึ้นไปอย่างแข็งแกร่งขึ้นได้
ท้ายสุดแล้ว ไม่ใช่ว่าการมีความเห็นใจเป็นเรื่องไม่ดี กลับกันมันถือเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนพึงมีเสียด้วยซ้ำ แต่หากเรามี แล้วดันใช้มันในทางที่ผิด มันก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่สามารถย้อนกลับมาทำร้ายคนกันเองได้เสมอ
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน ไม่ว่าจะมอบใจรักให้แก่ใคร ก็ต้องไม่ลืมที่จะรักตัวเองด้วยเช่นกัน
อ้างอิงจาก