ช่วงโค้งสุดท้ายเข้ามหาวิทยาลัยของน้องๆ มัธยมปลาย ประกอบการช่วงเวลาที่เรารายล้อมไปด้วย ‘ความรู้’ หรือการหาความรู้ที่แสนง่ายด้วยการคุยหรือสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาจาก AI ในช่วงเวลาที่แทบจะทุกวิชาชีพถูกแปะป้ายว่า ‘AI จะมาแย่งงาน’
หนึ่งในสาขาวิชาหรือคณะที่ถูกตั้งคำถาม มาตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมาว่า ‘เรียนไปทำไม’ คือคณะอักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปศาสตร์ สาขาที่เรียกรวมๆ ว่าเป็นสายศิลป์ สายภาษา ซึ่งปีนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ทั้งเด็กๆ ก็อยากจะเข้าเรียนสายศิลป์ที่ตัวเองชอบ และตัวสาขาวิชาเองก็พยายามหาคำตอบว่า ในโลกที่ AI สร้างภาษาได้ วิชาแขนงอักษรศาสตร์ ยังจำเป็นอยู่อีกหรือ
ในฐานะที่ผู้เขียนเองก็จบสายอักษรศาสตร์ ในสาขาวรรณคดี สาขาที่ถูกล้อเลียนมาตั้งแต่ทศวรรษ 2540s ว่าเป็นวิชาที่ไม่นำไปสู่อาชีพเหมือนอย่างสาขาอื่นๆ สำหรับผู้เขียนเบื้องต้นก็ยังคิดแนะนำผู้เรียนว่า การเรียนในระดับมหาวิทยาลัย คือการศึกษาเชิงทักษะ ทั้งทักษะที่จับต้องได้และไม่ได้ ทักษะการคิด การค้นคว้า และการมองโลก อิสระในการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยคือการเรียนเพื่ออยากรู้ อยากสำรวจโลกแห่งความรู้ นั่นทำให้ไม่ว่าอย่างไรการเรียนก็ไม่เสียเปล่า
ทว่าในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง และ AI ที่ดูจะฉลาดและเติบโตขึ้น เป็นผู้ผลิตภาษามากพอๆ กับที่มนุษย์เราใช้ เราเองก็คงไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ว่า แขนงวิชาหนึ่งๆ จะไม่ได้รับผลกระทบในความเปลี่ยนแปลงอันมหาศาลจากการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ ที่สามารถผลิตข้อความและข้อมูลที่ไม่รู้จบ แม้นในที่สุด สาขาวิชาที่ว่าด้วยภาษา ความรู้และความคิดของมวลมนุษย์ อาจจะยังสลักสำคัญและยิ่งมีความหมาย
เอไอสร้าง ‘คำ’ มนุษย์สร้าง ‘ความ’
ถ้าพูดติดตลก สาขาทางอักษรฯ เป็นสาขาที่มั่นคง คือเป็นหนึ่งในสาขาวิชาเก่าแก่ ว่าด้วยความรู้ ความคิด เช่น ปรัชญา วรรณคดี วาทวิทยา ขณะเดียวกัน ก็เป็นสาขาที่ถูกตั้งคำถามมาอย่างยาวนานว่า ‘เรียนไปทำอะไร’ โดยเฉพาะการเรียนเพื่อตอบสนองต่อตลาดแรงงานในระบบทุนนิยม
ดังนั้น การมาถึงของยุค AI จึงเป็นช่วงเวลาที่สาขาวิชานี้จะถูกตั้งคำถามและพยายามตอบคำถามต่อโลกใบนี้อีกครั้ง ในแง่หนึ่ง คำตอบของสาขาทางอักษร ก็ค่อนข้างไม่แตกต่างจากความคิดว่าด้วยความรู้ การแสวงหาความรู้และการมองโลกเท่าไหร่ หมายความว่าการเรียนอักษรไม่ใช่แค่การเรียนภาษา แต่เป็นการเรียนวิชาว่าด้วยความรู้แขนงต่างๆ และฝึกฝนจนกลายเป็นทักษะการใช้ชีวิต
ถ้ามองย้อนไปราว 10 ปี โลกการทำงานเริ่มค้นพบทักษะสำคัญซึ่งได้รับการหล่อหลอมทางอ้อม นั่นก็คือทักษะซอฟต์สกิลต่างๆ ทักษะการต่อรอง การมองโลก กระทั่งลึกซึ้งไปขนาดที่ว่าเป็นความรู้เพื่อให้เราใช้ชีวิตอยู่กับโลกได้อย่างไม่ขมขื่นหรือชืดชาจนเกินไปนัก เราเรียนเพื่อให้รู้ และให้รู้ว่าไม่รู้ ต่อยอดไปสู่การค้นหา และเรียนรู้ต่อไปได้อย่างไม่รู้จบ
กลับมาที่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ 2-3 ปีของการเปลี่ยนโลกไปสู่ยุค AI สาขาทางอักษรเองก็ตื่นตัวว่า จะเป็นอย่างไร ถ้า AI เรียนรู้ที่จะรู้คิด รู้สึก หรือถ่ายทอดด้วยวิธีอย่างมนุษย์ ซึ่งก็คือมีความรู้ มีสติปัญญาจากการเรียน การศึกษาความรู้ต่างๆ หรือพูดให้ชัดเจนคือ AI ที่อ่านออก เขียนได้ จับใจความได้ กระทั่งแต่งบทประพันธ์และงานสร้างสรรค์ต่างๆ ได้
โลกของมนุษยศาสตร์-อักษรศาสตร์เองแน่นอนว่าตื่นตัว ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การตอบคำถามถึงความชอบธรรมในสาขาวิชา แต่ก็ตั้งคำถามถึงบทบาทของสาขาวิชาที่พึงมีต่อการมาถึงของภาษาและสติปัญญารูปแบบใหม่จากระบบกลไกด้วย

ในปี 2025 มีบทความวิชาการ Provocations from the Humanities for Generative AI Research ข้อเขียนเพื่อเรียกร้องวงวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ในการศึกษา AI ที่พูดว่า วงวิชาการและโลกความรู้ทางมนุษยศาสตร์ จะรับมือกับความรู้ใหม่ๆ ของ AI อย่างไร ซึ่งข้อเขียนก็กล่าวถึงความสำคัญของการมี ‘มนุษย์’ และ ‘ศาสตร์ของมนุษย์ ’ humanities scholarship ซึ่งพึงจะทำหน้าที่เติมเต็มความหมาย จากภาษาและถ้อยคำต่างๆ ที่ปัญญาประดิษฐ์ผลิตสร้างขึ้น
ข้อสังเกตแรกเป็นคำประกาศที่ค่อนข้างชัดแจ้งคือ ‘โปรแกรมสร้างคำ แต่เราสร้างความ (Models make words, but people make meaning)’ หมายความว่า ความหมายต่างๆ ในที่สุดแล้ว มนุษย์เราก็ยังเป็นศูนย์กลางของผู้ที่ให้ความหมาย ซึ่งข้อเสนอก็กล่าวถึงบทบาทของมนุษย์ ในการจัดการความรู้หรือบทบาทของ AI ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความซับซ้อน เช่น AI ยังต้องการบริบทหรือความหมายด้านวัฒนธรรม โดยในตัวของมันเองก็เต็มไปด้วยเงื่อนไขที่พึงระวัง และข้อสังเกตถึงความรู้จาก AI ที่เป็นสากลขึ้นเรื่อยๆ ตัวตนของมนุษย์แบบเราๆ ก็อาจหดแคบลง
ดังนั้น ข้อเขียนดังกล่าว ค่อนข้างเน้นย้ำบทบาทของความรู้ด้านมนุษยศาสตร์ ในฐานะความรู้ที่ว่าด้วยความรู้ที่ตั้งคำถามกับความเป็นไปต่างๆ ตั้งคำถามกับความหมายและความจริง รวมถึงความรู้ที่เน้นย้ำการเป็นผลผลิตจากมนุษย์ หรือความรู้ที่มีมนุษย์ศูนย์กลาง ในแง่นี้ ศาสตร์ว่าด้วยมนุษย์ ย่อมเป็นสาขาที่จำเป็นในการทำความเข้าใจทั้งตัวปัญญาประดิษฐ์เอง และโลกที่ท่วมไปด้วยภาษาและถ้อยคำจากปัญญาประดิษฐ์
การคิดวิเคราะห์ และทลายกำแพงวิชา คนทำ AI จบวรรณคดี
นอกจากข้อเรียกร้องต่อนักวิชาการมนุษยศาสตร์ ถ้าเราดูมุมมองต่อทักษะจากสาขาทางอักษร จริงๆ โลกใบนี้รวมถึงโลกวิชาการที่ผลิตบัณฑิตเข้าสู่โลกความจริง สาขาทางอักษรเองก็ต้องมองจุดแข็งและหาคำตอบในการผลิตความรู้ที่ตอบสนองต่อโลกของ AI ให้ได้
กระแสหรือคำสำคัญหนึ่งของความรู้จากอักษรที่ถูกพูดถึงคือ ‘สหวิชาการ’ แปลเป็นไทยอาจฟังดูธรรมดาและเชยในทันที แต่คุณสมบัติของความรู้แบบอักษรคือ interdisciplinary ในงานวิจัยว่าด้วยสาขาวิชาก็บอกว่า จุดแข็งของศิลปศาสตร์ ซึ่งแบ่งออกเป็นได้ 3 ระดับ ประกอบไปด้วย ระดบแรกการผลิตความรู้จากสาขาใดสาขาหนึ่ง ระดับต่อไปคือการใช้หลายสาขาเพื่อศึกษาโลกความเป็นจริง และระดับที่ 3 ซึ่งสำคัญที่สุดคือการทลายเส้นแบ่งของสาขาหรือศาสตร์ต่างๆ เพื่อผนึกความรู้ที่ไร้พรมแดน เสริมพลังซึ่งกันและกันเพื่อแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ไม่รู้จบ
ในคำที่ฟังดูเชยนี้ ถ้าเราดูความคิดจาก แจ็ค คลาร์ก (Jack Clark) ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic ซึ่งจบสาขาด้านวรรณคดีมา ในงาน Semafor’s World Economy Summit จัดขึ้นที่วอชิงตัน จริงๆ เขาค่อนข้างพูดชัดเลยว่า ให้เลือกเรียนสายที่เราอยากเรียน โดยตัวเขาเองแนะนำให้เรียนสาขาที่ ‘มีความเหลื่อมซ้อน (overlap)’ กันของสิ่งต่างๆ โดยเขาพูดถึงประโยชน์ของสาขาที่จบมาคือด้านวรรณกรรม การได้เรียนทั้งประวัติศาสตร์และเรื่องเล่ามากมายที่มนุษย์เราต่างเล่าเพื่อมองหาความหมาย และมองไปยังอนาคตของมวลมนุษยชาติ ส่งผลในสร้างปัญญาประดิษฐ์ตัวสำคัญที่ใครๆ ก็ใช้ของ Anthropic

คำว่าสหสาขาหรือการเรียนในสาขาที่เหลื่อมซ้อน ไม่ยึดติดต่อความรู้ที่แน่นิ่ง ตายตัว แจ็คพูดว่า สาขาที่ควรค่า คือสาขาที่สนับสนุนให้เราก้าวข้ามความเป็นสาขาวิชา เป็นสาขาที่ปลูกฝังให้เราผสาน (synthesis) ความรู้หรือองค์ความรู้ ซึ่งปรุงรสด้วยทักษะการวิเคราะห์ที่เฉียบคมแข็ง ทักษะการประสานความรู้จะเป็นทักษะจำเป็นต่อไป และเขาก็แถมอีกทักษะคือความสามารถในการตั้งคำถามที่ถูกต้อง
สิ่งที่น่าสนใจคือ คำที่เรารู้จักกันมาต้ังแต่ทศวรรษ 2540 คือสหสาขา แท้จริงแล้ว อาจหมายถึงการที่เรามองเห็นพรมแดนของความรู้ต่างๆ มองเห็นกรอบความคิดอันมากมายมหาศาล และเรารู้จักที่จะนำพรมแดนต่างๆ ผสานเข้าหากัน นำไปสู่การสร้างหรือมองเห็นโลกในมิติที่ไม่มีพรมแดน ไม่มีขีดจำกัด และไม่มีความสิ้นสุด
การมีความรู้ที่ไม่ยึดติดในความรู้ มองเห็นกรอบความรู้ และรู้จับหยิบจับสิ่งต่างๆ เข้าหากันได้อย่างไม่รู้จบ ในที่สุด โลกที่เรามีเอไอเป็นเหมือนประตูสู่สรรพความรู้ เข้าสู้ข้อเขียน ตัวบท และข้อความของมวลมนุษย์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ความสามารถในการมองเห็นและสลายเส้นแบ่งของความรู้ การเข้าใจและไม่ยึดติดในความรู้ การรู้จักประเมินความรู้ต่างๆ การถอยออกจากองค์ความรู้หนึ่งๆ เพื่อมองให้เห็นความรู้อื่นๆ
รวมถึงความสามารถในการมองเห็นความรื่นรมของโลกที่ขมขื่น การใช้ชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยความพยายามให้ความหมาย ด้วยมุมมองส่วนตัวในฐานะผู้เรียนวรรณคดี การเรียนรู้ที่จะเชื่อ การเรียนรู้ที่จะรู้ และการเรียนรู้ที่จะเลิกเชื่อ คือศิลปะของการก้าวไปสู่ของความรู้ในด้านต่างๆ และก้าวออกมา
ในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์ผลิตความจริงจำนวนมหาศาล การเลือกที่จะเชื่อและเรียนรู้ที่จะเลิกเชื่อ ในหลายๆ มุมของความรู้และความจริง การไม่ยึดติดกับความรู้ ความเป็นไป และความจริง อาจเป็นอีกปรัชญาสำคัญ ในการเอาตัวรอดในโลกของความจริงไม่รู้จบ
อ้างอิงจาก