ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าวนักดำน้ำชาวอิตาลี 4 คน ซึ่งหายสาบสูญไป ขณะสำรวจถ้ำใต้น้ำที่มัลดีฟส์
เล่าเหตุการณ์คร่าวๆ ว่าเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว นักดำน้ำชาวอิตาลี สังกัดมหาวิทยาลัยเจนัว (University of Genoa) 5 คนสูญหายไปหลังจากพยายามสำรวจถ้ำที่ความลึก 50 เมตรในหมู่เกาะวาฟู ประเทศมัลดีฟส์ แม้มีข้อมูลว่าพวกเขาไปดำน้ำเพื่องานวิจัย แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ยืนยันว่า ไม่ได้ให้การอนุมัติใดๆ กับนักดำน้ำกลุ่มนี้
ถ้ำดังกล่าวที่พวกเขาลงไปสำรวจนั้น มีระดับความลึกมากกว่า 50 เมตร ซึ่งเป็นความลึกที่เกินกว่าขีดจำกัดที่ปลอดภัย สำหรับการดำน้ำเพื่อการพักผ่อนและสันทนาการ ซึ่งประเทศมัลดีฟส์อนุญาตไว้ที่ 30 เมตร
แม้ว่าจะยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นภายในถ้ำ แต่ก็เกิดทฤษฎีต่างๆ ขึ้นมา โดยหนึ่งในนั้นคือ สภาพของถ้ำที่มีความซับซ้อนสูง เช่น ช่องแคบจำนวนมาก หินยื่น อุโมงค์หรือทางลอด อีกทั้งมีกระแสน้ำแรง ทัศนวิสัยต่ำ และอาจมีตะกอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศเลวร้าย
หลังจากนั้นปฏิบัติการค้นหาก็เริ่มต้นขึ้น โดยเป็นกระบวนการที่มีความเสี่ยงสูงมากเนื่องจากสภาพของถ้ำใต้น้ำที่ซับซ้อน และต่อมาก็ต้องถูกระงับหลังจากนักดำน้ำชาวมัลดีฟส์คนหนึ่งเสียชีวิต จากภาวะที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงความดันบรรยากาศอย่างรวดเร็ว (Decompression Sickness หรือ DCS) ระหว่างปฏิบัติการนี้
ความคืบหน้าล่าสุด เกิดขึ้นหลังจากทีมดำน้ำชาวฟินแลนด์ 3 คน จากเครือข่ายแจ้งเตือนนักดำน้ำแห่งยุโรป (Divers’ Alert Network Europe) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำลึกในถ้ำ ได้เดินทางมาถึงมัลดีฟส์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อวางแผนกลยุทธ์การค้นหาใหม่
ไม่นาน ทีมดำน้ำชาวฟินแลนด์ก็สามารถกู้ร่างของชาวอิตาลี 2 ใน 4 คน ซึ่งเสียชีวิตอยู่ภายในถ้ำใต้น้ำลึกได้ด้วยเทคนิคขั้นสูง รวมถึงใช้เครื่องช่วยหายใจ ที่มีระบบที่สามารถกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านเครื่องกรองทางเคมีได้ ทำให้สามารถดำน้ำได้นานขึ้นอย่างมาก
ต่อจากนี้คงต้องติดตามปฏิบัติการนี้ต่อไป ขณะที่หน่วยงานต่างๆ กำลังพยายามในการกู้ร่างของอีก 2 คนที่เหลือในถ้ำ