หลัง กกต. มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน ให้ยื่นคำร้องคดี ‘ฮั้ว สว.’ ต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้อง 77 คน จาก 427 คน ภาพที่ปรากฏในวันแรกค่อนข้างชัดว่า ในสายตาของ กกต. มองว่า หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ สว. ผู้สมัคร มีน้ำหนักมากพอจะส่งศาล แต่ข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงไปถึงกรรมการบริหารพรรค สส. และนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย กลับยังไม่เพียงพอ
กกต. ยังยกกรณี ‘พยานรหัส 16/26’ ซึ่งเป็นพยานปากสำคัญ ได้ให้การไว้ว่า มีบุคคลที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยเข้ามาช่วยวางแผนการเลือก สว. ตั้งแต่รวบรวมผู้สมัคร ไปจนถึงการจัดทำ ‘โพย’ รายชื่อและหมายเลขสำหรับลงคะแนน โดยอ้างว่ามี สส. รัฐมนตรี และบุคคลในพรรคเกี่ยวข้อง รวมถึงมีการประชุมกันทั้งก่อนและหลังการเลือก อย่างไรก็ตาม นี่เป็นคำกล่าวอ้างของพยาน ซึ่งภายหลังกลับคำให้การ และ กกต. เสียงข้างมากเห็นว่ายังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเอาผิดนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาได้
หลังแถลงการณ์ (15 กันยายน) หนึ่งใน กกต. เสียงข้างน้อย ออกมาอธิบายต่อสื่อมวลชนว่า ถ้อยแถลงที่ออกมาไม่ได้หมายความว่า กกต. ทั้ง 7 คนมีความเห็นตรงกันทั้งหมด โดยมี ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ และ ‘ชาย นครชัย’ เป็น กกต. เสียงข้างน้อยที่เห็นว่า หลักฐานของบุคคลทางการเมืองบางรายมีน้ำหนักมากพอที่จะต้องถูกส่งให้ศาลพิจารณาด้วย
กกต. ลงมติเป็นเอกฉันท์ทุกกรณีเลยหรือไม่
ไม่ใช่ โดยสิทธิโชติ ย้ำว่า สำหรับข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการที่บุคคลทางการเมืองช่วยเหลือผู้สมัคร สว. และผู้สมัครยินยอมรับความช่วยเหลือนั้น กกต. ไม่ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในทุกกรณี
โดยผู้ถูกร้องบางรายถูกยกคำร้องด้วยคะแนน 5 ต่อ 2 (เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล, กรวีร์ ปริศนานันทกุล เป็นต้น) บางราย 6 ต่อ 1 ส่วนบางรายที่ กกต. เห็นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ถูกยกคำร้องอย่างเป็นเอกฉันท์ทั้งสิ้น 7 คน ได้แก่
- สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
- สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
- ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
- ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
- ไตรศุลี ไตรสรณกุล นายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย
- ศุภมาส อิศรภักดี เหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย
- แนน บุญธิดา สมชัย กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
สิทธิโชติระบุว่า ก่อนการแถลงข่าว กกต.เคยหารือกันว่าจะเปิดเผยจำนวนเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยในแต่ละข้อกล่าวหา โดยไม่จำเป็นต้องระบุชื่อกรรมการ เพื่อให้ประชาชนทราบว่ามติใดเป็นเอกฉันท์ และมติใดมีกรรมการเห็นต่าง
เพราะอะไร กกต.เสียงข้างน้อยถึงมีมติให้ส่งศาล
ก่อนหน้านี้ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ให้เหตุผลว่า พยานสำคัญบางคนมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือและกลับคำให้การในภายหลัง เช่น พยานรหัส 16/26 ตลอดจนข้อมูลการโทรศัพท์บอกได้เพียงว่าใครติดต่อใคร แต่ไม่รู้ว่าพูดเรื่องอะไร ขณะที่เส้นทางการเงินก็ยังไม่พบหลักฐานที่เชื่อมไปถึงกลุ่มนักการเมืองได้เพียงพอ จึงไม่อาจมีมติส่งคดีให้ศาลพิจารณาต่อได้
แต่สิทธิโชติมองต่างออกไป เขามองว่าไม่ควรแยกพิจารณาหลักฐานเหล่านี้ทีละชิ้น แต่ควรนำมาประกอบกัน เพื่อดูว่าพฤติการณ์ทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่
หนึ่งในหลักฐานที่เขาให้ความสำคัญคือ ‘โพย’ ที่เอาไว้บอกผู้ลงสมัคร สว. แต่ละคนว่าต้องลงคะแนนให้หมายเลขใด สิทธิโชติระบุว่า จากการตรวจสอบพบการประชุมเพื่อจัดทำโพยในหลายพื้นที่ เช่น นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ และสุโขทัย พบโพย 12 ชุดที่มีหมายเลขกำกับ และผู้สมัครที่ได้คะแนนมากเป็นลำดับแรกๆ ก็ปรากฏหมายเลขอยู่ในโพยเหล่านั้น
เขายังอ้างถึงภาพกล้องวงจรปิดในวันเลือก สว. ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ซึ่งเห็นผู้มีสิทธิเลือก สว. รายหนึ่งนำกระดาษที่มีลักษณะเป็นโพยออกมาดู รวมถึงมีภาพโพยที่พบในโทรศัพท์พร้อมข้อมูลวันเวลาบันทึก จึงเห็นว่าโพยนี้มีอยู่ตั้งแต่วันเลือก สว. ไม่ใช่ถูกจัดทำย้อนหลังตามการกลับคำให้การของพยานในภายหลัง
ส่วนพยานรหัส 16/26 ซึ่งเป็นพยานสำคัญที่กลับคำให้การในภายหลัง สิทธิโชติ มองว่า กกต. ไม่ได้ต้องเชื่อคำให้การทั้งหมด แต่ตนเห็นว่า ส่วนใดที่สามารถตรวจสอบกับหลักฐานอื่นแล้วพบว่าสอดคล้องกับเหตุการณ์จริง ก็ยังสามารถนำมาประกอบการพิจารณาได้
สิทธิโชติจึงนำคำให้การเรื่องการทำโพยในหลายจังหวัด มาประกอบกับข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ ความเชื่อมโยงของบุคคลในแต่ละพื้นที่ และคำให้การเรื่องการประชุมหลังประกาศผลเลือก สว. ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จึงพบว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์เหล่านี้ในหลายพื้นที่อาจมีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองเดียวกัน
“เหตุผลของผมสามารถร้อยเรียง หยิบเล็กหยิบน้อยจากการกระทำของแต่ละกลุ่ม มาวิเคราะห์รวมกันให้เห็นว่า มีเบื้องหลังอย่างไร คล้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยหยิบเล็กหยิบน้อยมาวินิจฉัยว่า การกระทำของบางพรรคเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เราก็เหมือนกัน หยิบมารวมให้เห็นว่า ช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่จับแค่งวงแล้วบอกว่าไม่ใช่ช้าง” สิทธิโชติ ระบุ
ยังมีหลักฐานอีกมากที่เชื่อมโยงกันทำให้ กกต. เสียงข้างน้อยเห็นว่า ไม่ควรมองโพย คำให้การของพยาน ประวัติการโทร เส้นทางการเงิน แยกออกจากกัน เพราะเมื่อนำมาประกอบกันแล้ว เขาเห็นพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงกันในหลายจังหวัด และมีน้ำหนักมากพอที่จะส่งให้ศาลตรวจสอบต่อ แม้แต่ละชิ้นอาจยังไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้ด้วยตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ใช่หน้าที่ของ กกต. ที่จะตัดสินชี้ขาด หากแต่เป็นดุลยพินิจของตุลาการต่อไป
ศาลฎีกาจะพิจารณาบุคคลที่ กกต.มีมติไม่ส่งศาลได้หรือไม่
“เปลี่ยนแปลงผลไม่ได้ เพราะมติจบไปแล้ว” หลังเปิดเผยความเห็นเสียงข้างน้อย สิทธิโชติยอมรับว่า มติของ กกต. วันที่ 14 กันยายนถือว่าสิ้นสุดแล้ว การออกมาอธิบายเหตุผลของเขาไม่สามารถทำให้ กกต. กลับมาเปลี่ยนมติและเพิ่มรายชื่อบุคคลที่ถูกยกคำร้องได้ ขั้นตอนต่อไปคือ กกต.จะนำคดีของ 77 คนที่มีมติยื่นคำร้องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา
แต่สิทธิโชติมองว่า เมื่อคดีเข้าสู่ชั้นไต่สวน ศาลสามารถเรียกสำนวนและพยานหลักฐานมาพิจารณาได้ และอาจพบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นซึ่ง กกต. ไม่ได้ยื่นคำร้องไปด้วย คำถามคือ ศาลสามารถดำเนินการกับบุคคลเหล่านั้นได้เองหรือไม่?
สิทธิโชติให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับอำนาจของศาล หรืออาจมีช่องทางที่ผู้สมัครซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรงยื่นเรื่องต่อศาล
แต่ที่ผ่านมา ศาลฎีกาเคยไม่รับคำร้องของอดีตผู้สมัคร สว. ที่ยื่นเรื่องต่อศาลโดยตรงหลังการเลือก สว. ปี 2567 โดยศาลให้เหตุผลว่า หลัง กกต.ประกาศผลแล้ว หากพบหลักฐานว่ามีการทุจริตหรือทำให้การเลือกไม่สุจริตเที่ยงธรรม มาตรา 62 กำหนดให้ กกต.เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และไม่มีกฎหมายให้อดีตผู้สมัครหรือบุคคลทั่วไปยื่นคำร้องในกรณีดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้โดยตรง
จึงต้องแยกเป็น 2 เรื่อง คือ ศาลสามารถเรียกสำนวนและตรวจสอบหลักฐานที่ กกต.ส่งมาได้ แต่หากระหว่างการพิจารณาพบหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่นที่ กกต.ไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาล ก็ยังไม่ชัดเจนว่าศาลจะสามารถนำบุคคลเหล่านั้นเข้ามาพิจารณาในคดีนี้ได้เองหรือไม่
สำหรับตอนนี้ สิ่งที่แน่นอนคือ มติของ กกต.ทำให้ 77 คนเข้าสู่กระบวนการของศาล ส่วนผู้ถูกร้องที่ กกต.เสียงข้างมากยกคำร้อง โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมืองในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับพรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้ถูกยื่นคำร้องต่อศาลในคดีนี้
อ้างอิงจาก