ในช่วงเวลานี้ สังคมกำลังพูดถึงความคืบหน้าของ ‘คดีฮั้ว สว.’ กันอย่างกว้างขวาง
หลังวันที่ 21 กรกฎาคมที่ iLaw ได้ยื่นหนังสือถึงวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ตรวจสอบบุคคลสำคัญ 9 คน จากรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งพบหลักฐานว่า พวกเขาเชื่อมโยงกับคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อสองปีที่แล้ว
ไม่นาน ประเด็นดังกล่าวก็กลับมาเป็นประเด็นทางการเมืองอีกครั้ง ส่วนหนึ่งเพราะ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือหนึ่งในรายชื่อบุคคลทั้ง 9 ที่ถูกกล่าวหา พร้อมกันนี้ iLaw ร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ ยังคงเดินหน้าเปิดหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้อย่างต่อเนื่อง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คดีฮั้ว สว.ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงสร้างความสงสัยให้หลายคนว่า ทำไมคดีดังกล่าวจึงยืดเยื้อ และที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้ดำเนินการและจัดการเลือก สว. เคยรับมือกับคดีนี้อย่างไรมาแล้วบ้าง?
คณะกรรมการฯ ชุดที่ 26
18 มีนาคม 2568 กกต.มีมติแต่งตั้ง ‘คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26’ ขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีดังกล่าว โดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการสำนักงาน กกต. เป็นประธาน
ต่อมา 17 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 ได้ประชุมสรุปสำนวนการสอบสวน โดยมีมติเสนอ กกต.เห็นควรดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน–แบ่งเป็น สว. 138 คน กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และเครือข่ายอีก 91
ประชาไทรายงานว่า คณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 เห็นว่าบุคคลทั้ง 229 คนนี้ มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าทำให้ได้รับเลือกมาเป็น สว. โดยไม่สุจริต เที่ยงธรรม และขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 ที่ระบุว่า สว.ต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ โดย The Active ระบุว่ามีขั้นตอนถัดไปคือ ให้ กกต.พิจารณาต่อไปว่า จะส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาหรือไม่
“หากศาลประทับรับฟ้องก็อาจมีคำสั่งให้ สว. ที่ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว แต่ผลการพิจารณากำลังจะทำให้กระบวนการนี้สิ้นสุด” The Active ชี้ถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36
อย่างไรก็ตาม ต่อมาในวันที่ 16 กันยายน 2568 กกต.ได้ตั้ง ‘คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36’ เพื่อพิจารณาคดีนี้ต่อจากคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26
เวลาผ่านไปเกือบ 6 เดือน หรือในวันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง สรุปว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิดในคดีฮั้ว สว. โดย iLaw รายงานว่า ขั้นตอนต่อไปคือ ประชุม กกต. (บอร์ด กกต.) จะเป็นผู้พิจารณาในขั้นตอนสุดท้ายว่า จะส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาหรือไม่
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ข้อสรุปทั้งสองที่ขัดแย้งกัน ก็สร้างความสงสัยให้ใครหลายๆ คนว่า คณะกรรมการฯ สองชุดนี้ แตกต่างกันหรือไม่ และข้อสังเกตที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง?

ข้อแตกต่าง
หากดูจากชื่อของคณะกรรมการฯ ก็คงพอจะทราบหน้าที่ได้คร่าวๆ โดยชุดแรกคือ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 และอีกชุดคือ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้งชุดที่ 36 ซึ่ง กกต.แต่งตั้งเพื่อให้ทำงานต่อจากคณะกรรมการฯ ชุดแรก
ด้วยหน้าที่ดังกล่าว เราอาจกล่าวได้ว่า คณะกรรมการฯ ชุดแรกมีบทบาทเพื่อสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และไต่สวนข้อเท็จจริงในคดีฮั้ว สว. ขณะที่คณะกรรมการฯ ชุดต่อมา มีบทบาทเพื่อวินิจฉัยสำนวนและข้อโต้แย้ง พร้อมเสนอความเห็นต่อ กกต. เพื่อให้บอร์ด กกต. ที่เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในขั้นสุดท้ายว่า จะส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียด คณะกรรมการฯ ทั้งสองอาจมีความแตกต่างมากกว่านั้น โดยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ในฐานะ รองประธานคณะอนุกรรมการ ศาล องค์กรอิสระ ได้ระบุถึงข้อสังเกตดังกล่าว
เขาระบุว่า เมื่อเวลา 14.00 -18.00 น. ของวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ตัวแทนจาก กกต. ได้เข้าชี้แจ้งต่อคณะอนุกรรมการ ศาล องค์กรอิสระ ณ สภาผู้แทนราษฎร โดยสมชัยพบข้อมูลที่น่าสนใจ พร้อมเปรียบเทียบกันดังนี้
คณะกรรมการฯ ชุดที่ 26
- มีอนุกรรมการ จำนวน 20 คน
- เป็นพนักงานและข้าราชการประจำจาก กกต. และ DSI ทำงานร่วมกัน
- ประธานคือ ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.
- ประชุมทุกวัน เป็นเวลา 4 เดือน–สมชัยตั้งข้อสังเกตว่า หากคิดเป็นวันราชการน่าจะประมาณว่ามีการประชุมประมาณเกือบ 90 ครั้ง
- มีการไต่สวนคนหลักร้อย มีเอกสารเกี่ยวข้องกว่า 80,000 หน้า มีรายการผลต่อ กกต. ความยาวประมาณ 900 หน้า
- ชี้มูลความผิดบุคคลทั้งหมด 229 คน เป็น สว. 138 คนและบุคคลในเครือข่าย 91 คน
- คณะอนุกรรมการ ได้ค่าตอบแทนการทำงาน เป็นค่าจัดทำสำนวน 5,000 บาท–สมชัยชี้ว่า หากหาร 20 เท่ากับได้คนละ 250 บาท จากการทำงาน 4 เดือน (เนื่องจากทุกท่านมีเงินเดือนราชการแล้ว)
คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36
- ประกอบด้วยบุคคลภายนอกที่ บอร์ด กกต. 7 คน แต่ละคนใช้สิทธิในการเสนอชื่อ 1 คน รวม 7 คน
- ประชุมเดือนละ 2 ครั้ง มีกรอบการทำงาน 3 เดือน แต่มีการขยายเป็น 5 เดือน–สมชัยประมาณการได้ว่า มีการประชุมประมาณ 10 ครั้ง
- แต่ละครั้งได้เบี้ยประชุม 2,500 บาท เท่ากับ 1 คนได้ 25,000 บาท
- มีผลการพิจารณาคือ ยกคำร้องทั้ง 229 รายด้วยมติ 5:2
- สมชัยย้ำว่า ยังคงไม่มีรายละเอียดว่า คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ประชุมกี่ครั้งจริง และมีรายงานส่ง กกต. มีความยาวเท่าไร เพราะ “หากอยากรู้รายละเอียดให้ส่งหนังสือไปถาม กกต.เอง”
“ชื่นชม อนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. แต่ ชวนให้สงสัย อนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของ กกต.” สมชัยย้ำ