รายงานของสำนักงานเกษตรอำเภอแม่อายและศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่เกี่ยวกับผลการตรวจวิเคราะห์หาสารปนเปื้อนจากพืชบริเวณริมแม่น้ำกก จากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีสารปนเปื้อนอย่างแคดเมียม ตะกั่ว และสารหนู ในพืชผลทางการเกษตรบริเวณริมแม่น้ำกก จากการส่งตรวจวิเคราะห์ที่ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด ทั้ง 6 ครั้ง มีผลดังนี้
ครั้งที่ 1 เก็บตัวอย่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568
- พบแคดเมียมเกินค่ามาตรฐานในพืชหลายชนิด ได้แก่ ดอกหอม พริกขี้หนูผลใหญ่ ข้าวโพดหวาน แตงร้าน และเสวรส
- พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในกะหล่ำดอก
ครั้งที่ 2 เก็บตัวอย่างวันที่ 23 มกราคม 2569
- พบตะกั่วเกินค่ามาตรฐานในพืชหลายชนิด ได้แก่ มะเขือม่วง พริกขี้หนูผลใหญ่ ผักกาดเขียวปลี และถั่วพุ่ม
- พบแคดเมียมเกินค่ามาตรฐานในพืชหลายชนิด ได้แก่ พริกขี้หนูผลใหญ่ ผักกาดเขียวปลี
ครั้งที่ 3 เก็บตัวอย่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
- พบตะกั่วเกินค่ามาตรฐานในพืชหลายชนิด ได้แก่ ข่า สับปะรด มะเขือม่วง และกระเทียม
- พบแคดเมียมเกินค่ามาตรฐานในพืชหลายชนิด ได้แก่ กระเทียม สับปะรด มะเขือม่วง พริกขี้หนูผลใหญ่ มะเขือยาว และข้าวโพดหวาน
ครั้งที่ 4 เก็บตัวอย่างวันที่ 30 มีนาคม 2569
- พบตะกั่วเกินค่ามาตรฐานในพริกขี้หนูผลใหญ่
- พบแคดเมียมเกินค่ามาตรฐานในพืชทุกชนิดที่ส่งตรวจ ได้แก่ ข้าวโพดหวาน แตงกวา พริกขี้หนูผลใหญ่ ฝรั่ง มะม่วง มันเทศญี่ปุ่น และกระเทียม
- พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในกระเทียม
ครั้งที่ 5 เก็บตัวอย่างวันที่ 20 เมษายน 2569
- พบตะกั่วเกินค่ามาตรฐานในกระเทียม
- พบแคดเมียมเกินค่ามาตรฐานในพืชทุกชนิดที่ส่งตรวจ ได้แก่ มะม่วง ถั่วฝักยาว มันเทศ และกระเทียม
ครั้งที่ 6 เก็บตัวอย่างวันที่ 25 พฤษภาคม 2569
- พบแคดเมียมเกินค่ามาตรฐานในพืชทุกชนิดที่ส่งตรวจ ได้แก่ แตงกวา มะเขือเปราะ บวบ และมะม่วง
- พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในแตงกวา
จากการเก็บตัวอย่างพืชในพื้นที่หลายหมู่บ้านในตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2568 จนถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวม 6 ครั้ง พบว่ามีการปนเปื้อนที่เกินค่ามาตรฐานทุกครั้ง โดยเฉพาะแคดเมียมที่พบว่าปนเปื้อนเกินมาตรฐานทุกครั้ง รองลงมาคือตะกั่วและสารหนู
นักวิชาการชี้การตรวจสอบเฝ้าระวังห่วงโซ่อาหารของภาครัฐยังอ่อนแอ
16 สิงหาคม 2569 สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการตรวจพบสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานในพืชผักที่ปลูกในแปลงที่ดินของเกษตรกรที่ใช้ดินตะกอนน้ำกกท่วม เมื่อปี 2567 ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ภาครัฐมีการตรวจสอบเฝ้าระวังห่วงโซ่อาหารที่อ่อนแอเป็นอย่างมาก ดังนี้
1) ภาครัฐขาดแผนงานตรวจสอบเฝ้าระวังห่วงโซ่อาหาร แม้จะมีการตรวจสอบรายเดือน แต่ยังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนกำลังคน งบประมาณดำเนินงาน และเป็นการทำงานโดยไร้ทิศทาง ไม่สามารถตอบได้ว่าตรวจสอบสารโลหะหนักไปเพื่ออะไร สารโลหะหนักที่ปนเปื้อนเกี่ยวข้องกับเหมืองแร่ในประเทศเมียนมาหรือไม่ แล้วจะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไร ตลอดจนไม่รู้ว่าจะสื่อสารผลการตรวจสอบอย่างไร
2) ภาครัฐตรวจสอบไปไม่ถึงต้นเเหตุการปนเปื้อนในผลผลิตการเกษตร คือ ยุติการตรวจสอบเพียงแค่ชนิดของสารโลหะหนักอย่างสารหนู ตะกั่ว และแคดเมียมในผลผลิตการเกษตร และปริมาณของสารโลหะหนัก เพื่อตอบคำถามว่ามีสารโลหะหนักที่เกินค่ามาตรฐานหรือไม่ แต่ภาครัฐไม่ได้หาคำตอบว่า “สารโลหะหนักที่พบมีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใด?”
3) ภาครัฐขาดการสื่อสารผลการตรวจ คือ เมื่อพบค่าโลหะหนักที่เกิดนมาตรฐาน ภาครัฐไม่เคยสื่อสารผลการตรวจให้กับเกษตรกรผู้เป็นเจ้าของผลผลิตที่นำไปตรวจหาสารโลหะหนัก และรายงานผลการตรวจให้ก้บผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
4) ภาครัฐขาดแผนการคุ้มครองผู้บริโภค จากการที่ตรวจพบสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานในผลผลิตการเกษตร ซึ่งควรประกาศแจ้งให้ผู้บริโภครับทราบ และดึงผลผลิตทั้งหมดที่ปนเปื้อนออกจากท้องตลาด เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากการกินอาหารที่ปนเปื้อน แต่ยังไม่พบข้อมูลที่แน่ชัดว่าภาครัฐได้ทำแบบนั้นหรือไม่
5) ภาครัฐขาดแนวทางแก้ไขปัญหาผลผลิตปนเปื้อน คือ เมื่อตรวจเจอสารโลหะหนักปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในผลผลิตการเกษตรแล้ว สิ่งที่ภาครัฐสามารถทำได้ เช่น ห้ามเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต ชดเชยความเสียหายให้กับเกษตรกร หาแหล่งน้ำใหม่ทดแทนแม่น้ำปนเปื้อน และการปรับปรุงและฟื้นฟูดิน แต่ดูเหมือนว่าภาครัฐไม่ได้มีแผนการตรวจสอบเฝ้าระวังผลผลิตการเกษตรหรือเปิดเผยผลการตรวจสอบ แนวทางแก้ไขปัญหาที่มีจึงเป็นเพียงข้อเสนอที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ
สุดท้ายนี้ สืบสกุล กล่าวว่า ปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นมีทางออก คือ ภาครัฐต้องมีแผนการตรวจสอบเฝ้าระวังห่วงโซ่อาหารที่เข้มแข็ง และอาจจะยังไม่สายเกินไปที่จะปกป้องห่วงโซ่อาหาร เกษตรกร และผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน