เมื่อวาน (28 ตุลาคม 2568) ที่ประชุมวุฒิสภาได้ทำการประชุมลับมีมติเสียงข้างมากให้ นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก่อนส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาต่อไป
มติดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีที่นันทนาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อ 23 กันยายน 2567 วิจารณ์กระบวนการจัดสรรเก้าอี้กรรมาธิการ (กมธ.) ภายในวุฒิสภา โดยชี้ว่ามีการใช้การ ‘โหวต’ ของ สว. ในการคัดเลือกคนมานั่งเก้าอี้ กมธ. แทนที่จะเลือกจากความเชี่ยวชาญหรือกลุ่มอาชีพที่ได้รับเลือกมาไปดำรงตำแหน่ง
กลุ่ม ‘สว.เสียงข้างมาก’ จึงได้รับตำแหน่งในกรรมาธิการเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่กลุ่ม สว. อิสระหลุดเก้าอี้กันหลายคน แม้แต่นันทนาที่ถูกโหวตออกจาก กมธ.พัฒนาการเมืองฯ แต่กลับมี สว. ซึ่งระบุประวัติว่า ‘คนขายหมู’ เข้ามาแทน ซึ่งภายหลังมีผู้ร้องเรียนว่าคำพูดนี้เป็นการดูหมิ่นกลุ่มอาชีพอื่น จึงร้องเรียนจริยธรรมสมาชิกวุฒิสภาของนันทนาต่อคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา
คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภาได้สรุปรายงานว่า คำพูดของนันทนาเป็นการวางตนไม่เป็นกลาง มีอคติต่อกลุ่มอาชีพ ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเสียดสีสมาชิกวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม นันทนาได้แสดงจุดยืน ‘ไม่ยอมรับ’ มติและกระบวนการที่เกิดขึ้นทั้งหมด
โดยมองว่านี่คือการใช้กฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งและทำให้เธอปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ลำบากขึ้น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนกรณี ‘ฮั้ว สว.’ โดยมีผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหากว่าครึ่งหนึ่งนั่งเก้าอี้เป็นคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา
The MATTER ได้พูดคุยกับ นันทนา นันทวโรภาส เพื่อเกี่ยวกับที่มาของเรื่องร้องเรียน ไปจนถึงข้อสงสัยในกระบวนการพิจารณาจริยธรรมที่เธอมองว่า ‘ไม่ชอบธรรมตลอดกระบวนการ’ และผลกระทบที่อาจตามมาต่อบทบาทของ สว. อิสระ
ย้อนรอยเหตุการณ์นันทนากล่าวถึง ‘คนขายหมู’
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 23 กันยายน 2567 นันทนาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ สว. กลุ่มหนึ่งล็อกนั่งเก้าอี้ประธานทุกคณะกรรมาธิการ โดยไม่ได้ยึดหลักจากกลุ่มอาชีพที่เข้ามาของ สว. แต่ละคน คือใช้วิธีการโหวตเป็นเหตุให้กลุ่ม ‘สว. เสียงข้างมาก’ ได้ครองเก้าอี้คณะกรรมาธิการซึ่งไม่ตรงกับกลุ่มอาชีพที่ตนเองเข้ามา
“ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการเกลี่ย (เก้าอี้) ตรงนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งดิฉันสื่อสารทางด้านการเมืองและทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองมาโดยตลอด ดิฉันถูกโหวตออกจาก กมธ.พัฒนาการเมืองฯ และได้ ‘คนที่ขายหมู’ เข้ามาอยู่ใน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ” นันทนา กล่าวในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น
‘คนขายหมู’ ที่นันทนากล่าวถึง คือ แดง กองมา สมาชิกวุฒิสภา ผู้สมัครในกลุ่ม 10 (กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกลุ่ม 9) ซึ่งระบุประวัติการทำงานของตัวเองว่า
“ขายหมูตั้งแต่ปี 2541 เป็นคนหนึ่งที่ร่วมพัฒนาตลาดสดเอกชนวิชิตสิน จนได้รับรางวัลระดับ 5 ดาว เมื่อก่อนขายหมูราคาถูกมาก หมูสามชั้น กก. ละ 45 บาท ทุกวันนี้ราคาหมูสามชั้น กก.ละ 150-180 บาท ต้นทุนสูงกำไรน้อยต่างจากเมื่อก่อน ได้กำไร กก.ละ 10 เท่ากัน”
จากนั้น มีบุคคลไปร้องเรียนจริยธรรมของนันทนา อ้างว่าเธอดูหมิ่น สว. ที่มีอาชีพขายหมู โดยคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภาได้พิจารณากรณีดังกล่าว ซึ่งกระบวนการต่างๆ ดำเนินเรื่อยมากระทั่ง 28 ตุลาคม 2568 มีการประชุมลับยาวนานกว่า 5 ชั่วโมง เพื่อลงมติลับว่านันทนาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก่อนส่งต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณา
ความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในกระบวนการพิจารณาจริยธรรม
หลังมีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภาในเดือนกรกฎาคม 2568 นันทนาได้ถูกเชิญไปให้ปากคำต่อกรณีดังกล่าว ซึ่งเป็นวันที่ตรงกับการเสนอญัตติเข้าสภาของเธอ จึงมีการผลัดการให้ปากคำไปอีกสัปดาห์
เมื่อถึงวันให้ปากคำ นันทนาได้เชิญพยานคือ โอฬาร ถิ่นบางเตียว, ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และทนาย แต่เมื่อมาถึงกลับไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าไปในห้องประชุม โดยอ้างว่าเป็น ‘การประชุมลับ’ อนุญาตเพียงนันทนาและขอให้เก็บโทรศัพท์มือถือด้วย
“วันที่ให้ปากคำ เขาก็ไม่อนุญาตให้ดิฉันนำพยานเข้าไป แม้มาถึงหน้าห้องประชุมแล้วก็ไม่ให้เข้า ดิฉันจึงถามว่าฉันเข้าได้ไหม เขาก็บอกว่า ‘ได้ แต่ขอเก็บโทรศัพท์มือถือ’ แล้วก็ไม่ให้ทนายเข้า ดิฉันก็บอกว่า แล้วถ้าไม่มีพยานของดิฉันเข้าไปด้วย การให้ปากคำจะเป็นอย่างไร แต่เขาก็ไม่ยอมนะคะ สุดท้ายก็เป็นกระบวนการที่ทำกันแบบมุบมิบ แล้วก็ลงมติกันไปเลย” นันทนา เล่า
สุดท้าย นันทนาก็ถูกลงมติว่ามีความผิดทางจริยธรรมและนำเข้าสู่กระบวนการวุฒิสภา โดยเธอมองว่า เป็นกระบวนการที่มีการสมคบคิดกันมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่มีคนมาร้องเรียน เข้าคณะกรรมการจริยธรรม มีการตั้งคนขึ้นมาตรวจสอบกันเอง โดยที่นันทนาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
“คณะกรรมการจริยธรรมมีทั้งสิ้น 22 คน โดยจำนวน 15 คน เป็น สว. ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในกรณีฮั้ว สว. เมื่อเป็นอย่างนี้ ดิฉันก็ร้องคัดค้านว่ากรรมการกลุ่มนี้เป็นคู่ขัดแย้งของดิฉัน เพราะว่าดิฉันออกมาต่อสู้เรื่องฮั้ว สว ทำไมถึงให้คณะกรรมการเหล่านี้มาตัดสินดิฉัน” นันทนา กล่าว
นันทนาได้อธิบายถึงความรู้สึกไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในการพิจารณากรณีจริยธรรมของเธอว่า เป็นการทำงานที่ ‘มีผลประโยชน์ทับซ้อน’ เพราะการรับหรือไม่รับคำร้องก็ใช้วิธีการโหวต ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับเธอที่ขับเคลื่อนโดยตรงในประเด็นฮั้ว สว.
ดังนั้น เมื่อนันทนายื่นคำร้องต่อต่อคณะกรรมการจริยธรรม สว.เสียงข้างมาก็เลือกที่จะไม่รับคำร้องของเธอ ทำให้นันทนารู้สึกว่าตัวเองกำลังต่อสู้อยู่ในกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม
ทั้งนี้ กระบวนการต่อไปหลังวุฒิสภามีมติว่านันทนาทำผิดจริยธรรมร้ายแรง คือ การส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ไต่สวนจนกว่าจะมีการชี้มูลความผิด ก่อนจะส่งให้ศาลอาญาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งหากศาลมองว่านันทนามีมูลความผิด ก็จะถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
“การส่งให้ ป.ป.ช. เป็นการดำเนินการของทางวุฒิสภานะคะ เพราะว่ามีการลงมติไปแล้ว …แต่โดยส่วนตัวก็เห็นว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นนี้ไม่ชอบธรรม ตั้งแต่กระบวนการการสอบสวนที่ปิดลับและขัดขวางการนำพยานเข้าไป ดิฉันก็จะฟ้อง ป.ป.ช. ด้วยว่ากระบวนการใดมิชอบบ้าง” นันทนา กล่าว
‘มาตรฐานทางจริยธรรม’ ในฐานะเครื่องมือทางการเมือง
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เรามักเห็นข่าวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกตัดสิทธิ์หรือมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จากเหตุเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่มีขอบเขตกว้างเกินกว่าจะหาคำนิยายที่ชัดเจนได้
เมื่อถามนันทนาถึงความคิดเห็นที่เธอมีต่อการถูกลงมติให้มีความผิดด้านจริยธรรมสมาชิกวุฒิสภา เธอตอบว่า
“การใช้มาตราฐานทางจริยธรรมมาเล่นงานคนทางการเมือง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีเรื่อง ‘มาตรฐานจริยธรรม’ แล้วให้อำนาจองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัยตัดสิน ดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นเครื่องมือในการเล่นงานกันทางการเมืองมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์ในการที่จะตรวจสอบฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ” นันทนา ตอบคำถาม
สุดท้ายนี้ นันทนาได้เสนอทางออกที่จะไม่ให้มีการหยิบมาตรฐานทางจริยธรรมมาใช้ในการกลั่นแกล้งทางการเมืองว่า “ทางออกที่ดีที่สุดคือการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่” พร้อมการพิจารณาว่าบทบัญญัติเรื่องจริยธรรมยังมีประสิทธิภาพดีพอที่จะเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจริงหรือไม่
“หากมาตราฐานทางจริยธรรมไม่ได้มีประโยชน์ต่อการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ควรเปลี่ยนแปลง และควรจะยกร่างให้มีการตรวจสอบในเรื่องทุจริตต่างๆ แทน ซึ่งจะดีกว่าการหยิบเรื่องจริยธรรมมาเป็นเครื่องมือสำหรับการเล่นงานกันทางการเมืองค่ะ” นันทนา กล่าว