รถติด น้ำท่วม ถนนพัง รถเมล์ไม่พอ สายไฟฟ้าไม่ยอมเอาลงดิน และอีกหลายปัญหาที่คนกรุงเทพฯ เห็นกันคาตา แต่ทำไมกันน้า มันถึงไม่มีใครมาแก้ไขจริงๆ จังๆ เสียที
เพราะเอาเข้าจริง ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่ใครหลายๆ คนอยากแก้ไข แต่ที่มันแก้ไม่ได้เพราะ กทม. ไม่ได้มีอำนาจจัดการเบ็ดเสร็จ เช่น เจอแท็กซี่จอดแช่หน้าป้ายรถเมล์ ก็เป็นเรื่องของตำรวจ, เปิดผับกลางคืนยุ่งยาก ก็เพราะกทม. ไม่มีอำนาจออกใบอนุญาตเหมือนจังหวัดอื่น ครั้นจะกำหนดเส้นทางรถเมล์เอง ก็ไปอยู่ในมือของกรมขนส่งทางบกซะงั้น
จึงเป็นที่มาของไอเดียว่า เราต้องปลดล็อกอำนาจของกทม. ให้สามารถแก้ไขปัญหาหน้าบ้านตัวเองได้ (บ้าง) วิธีการหนึ่งคือการแก้ไข พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร หรือเรียกว่า พ.ร.บ. กทม. ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ปี 2528 ซึ่งหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า 40 ปีผ่านไป โจทย์ที่ต้องแก้ก็ยากขึ้น ตามขนาดเมืองที่ขยายตัวทุกวัน
The MATTER ชวนดูไอเดียสำคัญของร่างกฎหมาย จะพลิกบทบาทของกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเมืองของทุกคนได้อย่างไร?
สถานะของกฎหมายล่าสุด
ตอนนี้ (21 พ.ค. 2569) มีอยู่ 2 เจ้าที่กำลังเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร เจ้าแรกคือ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเริ่มผลักดันในยุคชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนหลายๆ ภาคส่วน ซึ่งทางกทม. ก็ใช้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยทำให้การรับฟังความเห็นเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น
ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น กทม. ได้ยกตัวอย่าง 13 กรณีปัญหาทับซ้อนที่ กทม. ไม่สามารถจัดการได้เบ็ดเสร็จ ต้องรอรัฐส่วนกลางขยับ พร้อมเสนอทางออกตามแนวคิดของ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว เช่น
- แท็กซี่ ตุ๊กตุ๊ก จอดแช่กีดขวางทางจราจร: แม้ กทม. จะทำถนนและติดตั้งไฟจราจรได้ แต่การจับรถจอดผิดกฎหมาย เปิด-ปิดไฟจราจร หรือออกใบสั่ง ยังเป็นอำนาจของตำรวจ ทำให้การแก้ปัญหาจราจรไม่คล่องตัว จึงเสนอให้ กทม. มีอำนาจจัดการจราจรแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งจับ ปรับ ล็อกล้อ และยกรถ เป็นต้น
- เปิดผับถูกกฎหมายขั้นตอนยุ่งยาก: กทม. มีเศรษฐกิจกลางคืนขนาดใหญ่ แต่ กทม.ไม่มีอำนาจออกใบอนุญาตสถานบริการหรือโรงแรมเหมือนจังหวัดอื่น อีกทั้งพื้นที่สถานบริการถูกกฎหมายยังจำกัดอยู่เพียงไม่กี่ย่าน (พัฒน์พงษ์ รัชดาภิเษก และ RCA) จึงเสนอให้ กทม. ออกใบอนุญาตและกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองกลางคืนได้เอง
- ขนส่งมวลชนไม่เพียงพอ: คนกรุงต้องใช้รถเมล์ แท็กซี่ หรือสองแถวทุกวัน แต่การกำหนดเส้นทาง ออกใบอนุญาต และควบคุมคุณภาพรถ ยังอยู่ในอำนาจกรมการขนส่งทางบก ทำให้ กทม.ปรับระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ได้จำกัด จึงเสนอให้ กทม.มีอำนาจดูแลขนส่งสาธารณะได้เอง
สามารถอ่านรายละเอียดข้อเสนอของ กทม. ในด้านอื่นๆ ได้ที่นี่
โดยความคืบหน้าล่าสุด ทาง กทม. ได้นำเสนอร่าง พ.ร.บ. ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไปเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาอนุมัติในหลักการ ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของกระทรวงฯ และเตรียมเสนอต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตามลำดับ แต่ตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาภายในร่างโดยละเอียด ดังนั้น ที่เล่าไปเป็นเพียงไอเดียตั้งต้นเท่านั้น ต้องรอติดตามเนื้อหาในร่างจริงอีกที
ใจความสำคัญของกฎหมายที่ทางกทม. มุ่งเน้น มีอยู่ 3 ด้านคือ
1) งาน: จะทำให้กทม. มีอำนาจและแก้ไขปัญหาหน้าบ้านได้คล่องตัวขึ้น
2) เงิน: จะเพิ่ม/ปรับปรุงช่องทางการจัดเก็บรายได้ เช่น ภาษี
3) คน: ปรับโครงสร้างในหน่วยงานใหม่ พร้อมกับแบ่งการบริหารเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับเมืองและระดับเขต ซึ่งจะเป็นการกระจายอำนาจแยกย่อยไปอีก
อีกเจ้าหนึ่ง คือ พรรคประชาชน ซึ่งเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านกลไกรัฐสภาควบคู่ไปกับกลไกของทางกทม. และเนื่องจากเป็นกลไกของรัฐสภา จึงมีการเปิดเผยรายละเอียดในร่างพร้อมกับเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนผ่านทางเว็บไซต์ของรัฐสภา บทความนี้จึงจะนำเสนอเนื้อหาจากทางฝั่งของพรรคประชาชนเป็นหลัก สาระสำคัญค่อนข้างสอดคล้องไปกับเจตนาของฝั่ง กทม. นั่นคืออยากให้ กทม. มีอำนาจจัดการปัญหาหน้าบ้านได้คล่องตัวมากขึ้น
มีอยู่ 5 ประเด็นที่น่าสนใจและประชาชนควรรับทราบก่อนที่จะเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภา

เปลี่ยน ‘เขต’ เป็นนิติบุคคล
พรรคประชาชนเสนอให้ ต้องมีการกระจายอำนาจ ถ่ายโอนภารกิจ ไม่ว่าจะเป็นงานเงิน คน หรือสินทรัพย์ ให้กับ กทม. ตามแผนของคณะกรรมการกระจายอำนาจ (กฎหมายแม่บทตั้งแต่ปี 2542) เพื่อเกิดความชัดเจนและสอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ เช่น การกำหนดอำนาจและหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะ หรือการจัดทำแผนปฏิบัติการ
ทั้งเสนอให้มีการปรับโครงสร้างการปกครองใหม่ โดยให้ ‘เขต’ มีสถานะเป็นนิติบุคคล และเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของตัวเอง ซึ่งหมายความว่า เขตจะมีอำนาจจัดการเรื่องต่างๆ ได้มากขึ้น ไม่ต้องรอส่วนกลางของ กทม. ทุกเรื่อง โดยพื้นที่ที่มีประชากรเกิน 100,000 คน สามารถตั้งเป็นเขตได้ และการตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนเขต ต้องทำผ่านข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร
เมื่อเขตกลายเป็นนิติบุคคล จะมีการโอนทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้สิน ข้าราชการ ลูกจ้าง จากสำนักงานเขตเดิม ไปเป็นของ ‘เขต’ ใหม่โดยตรง หรือพูดง่ายๆ คือ ร่างกฎหมายนี้พยายามกระจายอำนาจจากกรุงเทพมหานครส่วนกลาง ไปให้ ‘เขต’ มีอำนาจบริหารตัวเองมากขึ้น เสมือนเป็นท้องถิ่นย่อมๆ ภายในกทม.
เลือกตั้งนายกเขต
พรรคประชาชน เสนอให้มีการเลือกตั้ง 2 ชั้น คือ
1) ชั้นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.)
2) ชั้นนายกเขต/นายกนคร กับ สมาชิกสภาเขต (สข.) เพื่อให้เกิดการพัฒนากรุงเทพมหานครในระดับเขต จากที่แต่ก่อนหน้านี้ กทม. มีศูนย์กลางการบริหารอยู่ที่ผู้ว่าฯ คนเดียว ซึ่งบางปัญหาในระดับเขต ไม่จำเป็นต้องถึงมือผู้ว่าฯ หากมีนายกเขตจะช่วยแบ่งเบาภาระงานของผู้ว่าฯ และดูแลพื้นที่ได้ทั่วถึงมากขึ้น
นายกเขต/นายกนคร จะทำหน้าที่คล้ายๆ กับผู้บริหารท้องถิ่นของเขตนั้น ดำรงตำแหน่ง 4 ปี อยู่ได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน โดยนายกเขตจะมีทีมบริหารของตัวเองได้ แต่จำกัดจำนวนที่ปรึกษารวมทั้งหมดไม่เกิน 9 คน ส่วนตำแหน่ง ผอ. เขต ที่มาจากการแต่งตั้งยังดำรงอยู่ในสถานะข้าราชการประจำ ด้วยโครงสร้างนี้ จะเปิดช่องให้คนในพื้นที่ต่อรองกับผู้บริหารเขตได้มากขึ้น
ส่วนสมาชิกสภาเขต จะทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลนายกเขตอีกที ซึ่งจริงๆ ในอดีต เราเคยมีการเลือกตั้ง สข. เป็นตัวแทนระดับเขต แต่ตามกฎหมายปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็น ‘คณะกรรมการประชาคมเขต’ แทน ซึ่งทำหน้าที่เพียงให้คำปรึกษา ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
รวมถึงกำหนดให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กับ สก. ในวันเดียวกันเพื่ออำนวยความสะดวกต่อประชาชน เพิ่มจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ และประหยัดงบประมาณ
ทั้งนี้ ยังมีข้อถกเถียงกันต่อไปว่า การเพิ่มโครงสร้างการเมืองระดับเขตและทีมบริหาร จะเป็นการใช้งบประมาณซ้ำซ้อนหรือไม่ กทม. ควรจะมีนายกเขตทั้ง 50 เขตเลยหรือไม่ หรือต้องมาคุยวิธีจัดสรรพื้นที่กันใหม่ ตัวอย่างเช่น เสนอให้จัดโซนกรุงเทพฯ เป็น 6 กลุ่มเขต (อาจเรียกว่า ‘นคร’) และแต่ละกลุ่มเขตมีนายกเขตเป็นของตัวเอง เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการบริหารพื้นที่ เป็นต้น
จัดหาบริการสาธารณะคล่องตัว
ปกติท้องถิ่นจะทำได้เฉพาะสิ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ ทำให้หลายๆ เรื่อง แม้จะอยากแก้ก็ทำไม่ได้ เพราะกลัวขัดต่อกฎหมาย พรรคประชาชนเสนอให้ ขยายกรอบอำนาจให้กับ กทม. ในการให้บริการสาธารณะ โดยเปลี่ยนจากระบบ Positive List หรือการระบุว่า กทม. สามารถทำอะไรได้ จะต้องมีการระบุอยู่ในกฎหมาย หากระบุไม่ชัดเจน กทม. จะไม่สามารถที่จะให้บริการประชาชนได้
โดยเปลี่ยนไปเป็นระบบ Negative List ระบุเฉพาะสิ่งที่ประชาชนไม่ต้องการให้ กทม. ทำ เช่น เงินตรา ศาล การทหาร การต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของรัฐส่วนกลาง ส่วนเรื่องใดที่ไม่ได้มีเขียนห้ามไว้ในร่าง พ.ร.บ. กทม. จะทำให้ กทม. สามารถจัดการเองได้
ไอเดียของ Negative List จะช่วยให้ท้องถิ่นลุกขึ้นมาทำอะไรได้มากขึ้น โดยไม่ต้องพะวงเรื่องของกรอบกฎหมายกำกับ หลายๆ ปัญหาหน้าบ้านที่ต้องรอให้เจ้าภาพจากแต่ละหน่วยงานมาจัดการ ทาง กทม. ก็อาจริเริ่มได้เองเลย แต่ถึงอย่างนั้น รายละเอียดใน พ.ร.บ. ยังต้องคุยกันเพิ่ม เพราะบางประเด็น เช่น การแก้ไขปัญหารถแท็กซี่จอดแช่ริมถนน ก็ยังทับซ้อนกับอำนาจหน้าที่ของตำรวจ แม้ในกฎหมายเปิดช่องการถ่ายโอนอำนาจภารกิจของส่วนกลางได้ แต่ได้มากแค่ไหนนั้น ก็ต้องคุยกันอีกยาว
เพิ่มช่องทางหารายได้
พรรคประชาชนเสนอให้ มีการเพิ่มรายได้ให้กับกรุงเทพมหานครผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมโรงแรม ค่าธรรมเนียมน้ำเสีย รวมถึงการออกพันธบัตรการร่วมทุน การตั้งนิติบุคคลต่างๆ
การปรับปรุงวิธีการจัดหารายได้นั้นสำคัญต่อการพัฒนาเมืองอย่างมาก ปัจจุบัน กทม. มีรายได้ 3 ช่องทางหลัก คือ รายได้จัดเก็บเอง, รายได้จากรัฐจัดสรร, และรายได้จากเงินอุดหนุน เมื่อเทียบกับท้องถิ่นอื่นๆ แล้ว กทม. ถือเป็นท้องถิ่นที่มีศัพยภาพจัดเก็บรายได้มากที่สุด แต่คำว่ามาก ก็ยังจัดเก็บได้เพียง 18-20% ของงบฯ กทม. เท่านั้น
ปัจจุบัน กทม. ยังพึ่งพาการจัดสรรโดยรัฐ (ได้จากงบประมาณแผ่นดิน) ซึ่งมีสัดส่วนราวๆ 60-70% แปลว่า ถ้าวันหนึ่งรัฐส่วนกลางจะปรับสัดส่วนงบฯ ตรงนี้ใหม่ หรือออกนโยบายภาษีใหม่ จะส่งผลกระทบต่อการบริหารเมืองของกทม. อย่างมากด้วยเช่นกัน เช่น ตอนการแพร่ระบาดโควิด-19 รัฐบาลกลางมีนโยบายลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นรายได้สูงสุดที่ กทม. สามารถจัดเก็บได้เอง ประเด็นตรงนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่รัฐส่วนกลางและท้องถิ่นต้องพูดคุยกัน
ประชาชนลงชื่ออภิปรายผู้ว่าฯ ได้
พรรคประชาชน เสนอให้เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการจัดทำ Town Hall และการให้ประชาชนสามารถเสนอโครงการงบประมาณหรือข้อบัญญัติต่างๆ ได้
ร่างใหม่ยังเพิ่มเครื่องมือการตรวจสอบจากประชาชน เช่น เข้าชื่อเปิดอภิปราย, ถอดถอนผู้บริหาร, ลงประชามติ และถ่ายทอดสดประชุมสภา ตัวอย่างเช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,500 คน สามารถเข้าชื่อขอให้เปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อให้ผู้ว่าฯ แถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในปัญหาที่เกี่ยวข้องได้ ส่วนระดับเขต ใช้แค่ 50 คนเท่านั้น
กทม. และเขตยังต้องจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากพลเมือง อย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง กรณีที่ กทม. หรือเขตจะทำเรื่องสำคัญ มีผลกระทบเป็นวงกว้าง และพลเมืองมีความเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ผู้ว่าฯ หรือนายกเขตจะจัดให้มีการลงประชามติของพลเมืองได้
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทสนทนาเรื่องของเมือง เมืองที่ใหญ่เกินกว่าจะรวมศูนย์ได้ จะกระจายอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างไร
อ้างอิงจาก