เป็นเรื่องธรรมดามาก ที่เราจะไถรีล แนวตั้ง แล้วเจอละครจีนเปิดเรื่องมาแบบตีหัวเข้าบ้าน ดูไปห้าวินาทีเราก็พอจะเดาได้แล้วว่า เรื่องราวว่าด้วยอะไร ไม่ว่าจะเป็นการทะลุมิติ การที่พระเอกหรือนางเอกถูกเข้าใจผิด ถูกมองว่าเป็นคนธรรมดา ถูกรังแก ซึ่งเรารู้ว่า เนี่ย คือพระเอกเป็นถึงระดับท่านประธาน
แต่ไอ้เรื่องเล่า ละครที่ดูธรรมดาๆ ที่พอจะเดาได้นี้ กลับเอาเราอยู่ จากการไถรีลสั้นๆ ที่ควรจะดูรีลละสามสิบวินาทีถึงสองสามนาที สุดท้ายเราอาจจะติดละครแนวตั้งนั้น จนอยากจะดูตอนต่อไปหรือเรื่องต่อไป จนรู้ตัวอีกทีก็นอนดูละครสั้นๆ นี้ไปแล้วหลายสิบตอน
การตกหลุมติดละครสั้น นอกจากเราจะรู้แกนเรื่องหรือตอนจบอยู่แก่ใจ จริงๆ เราก็รู้ด้วยแหละว่าละครสั้นเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อขายแพลตฟอร์มหรือขายเนื้อหากับเรา โดยเอาความตื่นเต้น การจบแบบค้างคา มาล่อให้เราติดละครตอนต่อๆ ไป
ละครแนวตั้งแบบจีนถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบความบันเทิงใหม่ แนวละครเกิดจากการปรับตัวเข้าหาแพลตฟอร์มวิดิโอแนวตั้ง ประกอบกับพฤติกรรมการดูสื่อของเราที่ปรับไปตามความบันเทิง การผลิตละครแนวตั้งจึงเป็นอีกสุนทรียภาพ มี ‘ภาษา’ คือมีรูปแบบ มีการสร้างความสนุก มีสไตล์ และการเลือกเรื่องมาเล่า โดยเอารูปแบบวิดิโอสั้นมาร้อยต่อกันเป็นโครงเรื่องใหญ่ ซึ่งละครแนวตั้งจีนถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจสื่อบันเทิงยักษ์ใหญ่ที่กำลังออกตีตลาดโลก

ลองนึกภาพว่าลักษณะทั่วไปของละครสั้น คือการทำสื่อบันเทิงที่หด ‘1 ตอนของละคร’ ซึ่งปกติเราดูกันหนึ่งตอน หนึ่งเบรก คือใช้เวลาเป็นชั่วโมง หรือหนึ่งวัน ให้สั้นเหลือแค่ 2 นาที สั้นแทบจะเท่ากับโฆษณา และแตกย่อยเป็นละครหนึ่งเรื่องประกอบด้วยตอนย่อยมากถึง 40-100 ตอน
ภาษาของละครสั้นจีน ค่อนข้างเป็นภาษาใหม่ในความสั้น จึงต้องใช้แกนเรื่องที่เรียบง่าย เข้าใจง่าย ผู้ชมเข้าใจเส้นเรื่องหลักได้ทันทีที่ดู ซึ่งจริงๆ ค่อนข้างคล้ายกับละครไทย ขณะเดียวกันก็มีตัวละครในการเดินเรื่องน้อย ใช้การแสดงที่ ‘เล่นใหญ่’ และการตัดจบในจังหวะตื่นเต้น (cliffhanger) เพื่อเอาคนให้อยู่
ซึ่งจริงๆ ในระดับแนวเรื่อง ด้วยความสั้น และความ ‘ไม่ต้องประณีต’ รัดกุม หรือ ‘สมเหตุสมผล’ มากนัก ทำให้ระยะหลัง เรื่องราวในละครสั้นจีนเริ่มมีการใช้กิมมิกต่างๆ มาปรุงให้เรื่องราวมีความเหนือจริง ตื่นเต้น น่าติดตาม ได้ โดยไม่ต้องอิงกับความสมจริง คือทลายกรอบที่ละครหรือหนังแนวยาวได้ด้วยความ ‘สบายๆ’ ที่ละครแนวตั้งสร้างขึ้น
สุนทรียศาสตร์ใหม่ของความสั้น
นิยามของละครสั้นแนวตั้งของจีน จริงๆ ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของธุรกิจสื่อบันเทิง บริษัทผลิตหนัง และที่สำคัญคือ ‘แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง’ ของประเทศจีน หลักๆ ละครสั้นของจีนคือละครที่สร้างขึ้นเพื่อให้ชมผ่านแพลตฟอร์มวิดิโอสั้นแนวตั้งซึ่งคือการที่ TikTok และโต่วอิน (Douyin) กลายเป็นแพลตฟอร์มหลักของคนจีน
ละครแนวตั้ง จึงเป็นการแปลงละครหรือซีรีส์ให้สอดคล้องกับการชมวิดิโอสั้นๆ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค ซึ่งการเอาละครมาไว้ในแพลตฟอร์มที่สั้นลง จึงต้องการ ‘ภาษาหนัง’ ใหม่ ที่จะทำให้คนดูรู้สึกสนุกและเอาผู้ชมอยู่ โดยทั่วไปละครแนวตั้งออกแบบมาเพื่อให้คนดูอยากที่จะเข้าไปดูละครต่อในแพลตฟอร์มของตัวเอง คือเอาเหยื่อมาล่อเราในรูปแบบรีลทั่วๆ ไป ก่อนจะให้โหลดแพลตฟอร์มดูละครแนวตั้งอีกที
ทีนี้ เมื่อละครกลายเป็นแนวตั้ง ความสั้นจึงกลายเป็นสุดยอดเงื่อนไขที่ละครปรับเข้าสู่ยุคของการ ‘ดึงคน’ ละครสั้นส่วนใหญ่ มักจะเปิดเรื่องแบบที่สร้างความกระจ่างในทันที คือบอกเลยว่า แกนเรื่องหลักเกิดอะไรขึ้นอยู่ และมีตัวละครจำนวนไม่มาก การถ่ายทำ ด้วยข้อจำกัดของเฟรม ทำให้ตัวละครมักจะอยู่กลางจอ การแสดงต้องใช้การแสดง ‘แบบเล่นใหญ่’ ในทุกๆ ตอนสั้นซึ่งแตะหลักร้อยตอน และทุกตอนต้องนำไปสู่จุดไคลแม็กซ์เล็กๆ การบิดของเรื่องราวซึ่งเรื่องก็จะจบตอนลงเพื่อให้เราปัดไปดูตอนต่อไปในทันทีเพราะอยากจะรู้เรื่องต่อไป
ในแง่ธุรกิจ ละครสั้นแนวตั้งจีน เป็นละครที่ใช้งบการผลิตต่ำลง ซีรีส์สั้นๆ ลบงบและระยะเวลาการผลิตลงเหลือแค่ 7-10 วัน งบก็ใช้น้อย ไม่จำเป็นต้องใช้ดาราใหญ่ ไม่ต้องใช้กองโปรดักชั่นใหญ่ ทำให้ผู้ผลิตทั้งสามารถทดลองตลาดได้ คืนทุนได้ไว ทั้งยังสามารถขยายความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองได้ ในความรวดเร็วและต้นทุนการผลิตที่ไม่เสี่ยงเท่าละครขนาดยาว ทั้งยังเปิดโอกาสให้กับนักแสดงหน้าใหม่ด้วย

พล๊อตไม่ใหม่ ที่เต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์เล็กๆ
ความพิเศษของละครสั้นจีนคือการใช้พลังของความสั้นในตอนสั้นๆ และความยาวยืดของจำนวนตอนมาใช้ร่วมกัน อย่างแรกคือ ‘แนวเรื่อง’ ด้วยความที่ซีรีส์แนวตั้งจีนมีความจำเป็นต้องเข้าใจง่าย ต้องไม่ซับซ้อน แนวเรื่องหรือแกนเรื่องหลักของละครแนวตั้งจีนจึงมักเป็นการเอา ‘แนวเรื่อง’ ที่เรารู้จักอยู่แล้ว เข้าใจได้อยู่แล้วมาเปิดเพื่อให้เราเข้าใจแกนเรื่องได้
เช่น แนวเรื่องของซีรีส์จีนแนวตั้งมักเป็นเรื่องเช่น การอำพรางตัวตนจริง ความเข้าใจผิด เช่น ประธานบริษัท คนใหญ่คนโตถูกเข้าใจผิด สังคมดูแคลนเหยียดหยาม ซึ่งตัวละครหลักอีกตัวจะมองข้ามความเข้าใจผิดหรือเปลือกนั้นๆ ก่อนที่ในที่สุด ตัวร้ายจะได้รับการลงโทษ และความจริงๆ ค่อยๆ ถูกเปิดเผย คืออะไรที่ทำให้เรารู้ว่านี่คือประธานเสิ่นนะ แล้วผ่านไปยี่สิบตอน เราแค่อยากรู้ว่าเมื่อไหร่อีตัวละครร้ายๆ มันจะรู้ว่านี่คือประธานเสิ่น แล้วมันจะโดนอะไรต่อ
ซึ่งในเรื่อง ในแต่ละตอน จะมีการลงโทษและการเปิดเผยเล็กๆ ก่อนจะนำไปสู่ความเข้าใจผิดใหม่ๆ ตรงนี้คล้ายกับการดูละครไทยที่หัวใจของละครคือการเปิดเผยความจริง เราคนดูรู้ความจริงอยู่แล้ว ความสนุกคือการประวิงความจริงนั้นออกไปเรื่อยๆ ในการ ‘เอาคนให้อยู่’ ในความสั้นย่อยๆ ตัวพล๊อต จึงเป็นการทั้งการเปิดเผยความจริง การลงโทษและการสร้างความเข้าใจผิดใหม่ๆ เป็นวงจรย่อยๆ ไม่รู้จบ
นอกจากเรื่องแนวท่านประธานปลอมตัวมา อีกแง่ที่เรามักเจอบ่อยคือเรื่องทะลุมิติ เอาแนวเรื่องการเกิดใหม่ในต่างโลกมาปรับให้มีกิมมิกแปลกๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเกิดในต่างโลกแบบย้อนกลับ ตัวละครหญิงผู้ยิ่งใหญ่จากยุคอดีตกลับมาใช้ชีวิตต่อสู้ในโลกของอำนาจในรูปแบบบรรษัทข้ามชาติ หรือการย้อนกลับไปในอดีตของความคิดในยุคปัจจุบัน โดยมีเงื่อนไขแปลกๆ เช่นมีอุปกรณ์จากโลกปัจจุบัน หรือตัวละครมีทักษะแปลกๆ และใช้ทักษะนั้นๆ เอาตัวรอดได้อย่างคาดไม่ถึง
ดังนั้น ในเงื่อนไขละครสั้นที่ต้องมีตอนเยอะๆ เพื่อให้เรื่องยาว ในโครงเรื่องที่ต้องเป็นสากล ซึ่งจริงๆ คือการหยิบเอาแนวเรื่องคลาสสิกแบบในนิทานหรือละครที่เราคุ้นเคย เรื่องแบบลูกเป็ดขี้เหร่ ดาวพระศุกร์ มีตัวละครที่แบนราบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ตัวละครดีคือดี ร้ายคือร้าย คนดีต้องได้รับพร คนชั่วต้องได้รับการลงโทษ ในการสร้างความเซอร์ไพรส์ จึงเป็นจุดสำคัญที่ผู้สร้างได้ขยายความเป็นไปได้และความคิดสร้างสรรค์ หาเรื่องราวมา ‘ตก’ ให้เราติดอยู่กับจอได้อีกเป็นชั่วโมงๆ

ความเซอร์ไพรส์หรือการบิดเรื่องราวที่ทำให้เรารู้สึกสนุก เช่นตัวเองเอาตู้เย็นกลับไปในยุคโบราณ ใช้ทักษะการผ่านตัดใบหน้าเพื่อเอาตัวรอดในการแย่งชิงของพล็อตแบบวังหลัง ในจุดเด่นของการที่เราดูซีรีส์แนวตั้งคือเราไม่ตั้งคำถามมาก และความสบายๆ ของซีรีส์แนวตั้งเลยขยายความรู้สึกสมจริงสมจังไปสู่การที่เราเปิดใจกับอะไรใหม่ๆ ได้ คือเราไม่ตั้งคำถามกับความสมจริงมากนัก ในแง่นี้ การเอาเงื่อนไขมากมายมาชนกันจนเกิดเป็นความเป็นไปได้ที่ไม่รู้จบ จึงเป็นอีกสุดยอดเงื่อนไขความสนุกของละครแนวตั้ง
นอกจากความเซอร์ไพรส์แล้ว หัวใจหนึ่งของละครแนวตั้งคือการให้ความสนุกแบบบันเทิงคดี ในแง่นี้คือการมี ‘ระเบียบ (order)’ ในโลกของบันเทิงคดี หมายความว่าบทบาทหนึ่งของวรรณกรรมคือการสร้างโลกที่มีระเบียบ เป็นโลกที่มีตัวเอก ตัวร้าย มีกฎแห่งกรรมที่ยุติธรรมเสมอ การกระทำทุกอย่างมีผลตอบแทนอย่างเหมาะสม
ดังนั้นละครสั้นจีนจึงมักว่าด้วยการตอบแทนอย่างเหมาะสม ทันใจ มีการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มีการให้คุณ ลงโทษ อย่างทันตาเห็น ตลอดจนการใส่องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ เช่นค่านิยมเรื่องผู้หญิง เรื่องความเหมาะสม เราจะเริ่มเห็นตัวละครเอกที่อ้วน ไม่สวย แต่ก็มีทักษะและมีเส้นทางในการใช้ชีวิต มีความสุขในแบบของตัวเองซึ่งค่อนข้างสะท้อนความฝันและจินตนาการที่มีความหลากหลายมากขึ้น เราเอาใจช่วยความหลากหลายนั้นๆ ซึ่งก็อาจสะท้อนตัวตนหรือค่านิยมของเรา เช่น อาจจะเป็นนางเอกที่ขี้เกียจก็ได้ อ้วนก็ได้ มั่นใจไม่สนใจสังคมก็ได้
การมาถึงของละครแนวตั้งคือการที่วรรณกรรมและเรื่องเล่าถูกเล่าและปรุงใหม่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม สุนทรียะของการเสพเรื่องเล่าของเราอาจเปลี่ยนรูปแบบไป แต่โครงและรูปแบบนั้นดูเหมือนว่าจะยังสะท้อนความเข้าใจในศาสตร์แห่งการเล่าเรื่องของมนุษย์ และยังคงตอบสนองพลังของวรรณกรรมอยู่
เรายังชอบเรื่องที่เรารู้เนื้อหาอยู่แล้ว แต่เงื่อนไขของความสนุกคือความประหลาดใจ ในความประหลาดใจ วรรณกรรมก็ยังสะท้อนความปรารถนาในการเสพเรื่องเล่าต่างๆ อยู่ การทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว การมองเห็นความขาวและดำที่เข้าใจง่าย การลงโทษและฟื้นฟูระเบียบของโลก ซึ่งโลกแห่งความจริงของเราไม่มีระเบียบแบบนั้น ไปจนถึงการเติมจินตนาการสนุกๆ เช่นถ้าเราไปเกิดในยุคโบราณ เราเอาข้าวของความรู้สมัยใหม่กลับไป จะเป็นอย่างไรกันนะ
อ้างอิงจาก