หลังจากการเข้ามาของสตรีมมิ่งแบบเน็ตฟลิกซ์ รูปแบบการดู ‘ซีรีส์’ ของเราก็ค่อยๆ ขยับขยายออกไปหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ
หนึ่งในนั้นคือการดูซีรีส์ จากแพลตฟอร์มจากประเทศจีน ทั้งแบบแนวตั้งแนวนอน เป็นอีกหนึ่งความสนุกที่ทำใหเเราได้ดูซีรีส์ในความรู้สึกแบบสบายๆ ดูเอาสนุก เหมือนดูละครในสมัยก่อน เพราะสำหรับการดูซีรีส์ในตระกูลแอปพลิเคชั่นจีน เป็นความบันเทิงที่เข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย และถ้าเทียบกับซีรีส์ตะวันตก ซีรีส์จีนมีความเป็นละคร ค่อนข้างยาว ดูง่าย ดูสบาย บางครั้งเราอยากรู้เรื่องไว ก็อาจกดเร่งความเร็วบ้าง
และฟีเจอร์ใหม่ที่เรามักเจอในระหว่างดูซีรีส์ ก็คือการมี ‘กล่องคอมเมนต์’ และมีการเปิดฟีเจอร์ให้คอมเมนต์ของผู้ชมคนอื่นๆ ซึ่งดูซีรีส์ในช่วงเวลาอื่นๆ เด้งขึ้นมาในช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจง ในจังหวะเดียวกันกับที่เรากำลังดู
สิ่งนี้เรียกว่า ‘ดันมากุ (Danmaku)’ ฟีเจอร์ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่ง ซึ่งตัวมันเองสลักสำคัญถึงขนาดมีงานวิจัยขึ้นศึกษาว่า เจ้าฟีเจอร์ที่เกิดขึ้นจากแอปฯ สตรีมอนิเมะจากญี่ปุ่น ค่อยๆ ขยายความนิยมไปสู่แอปฯ สตรีมสัญชาติจีนและเรียกชื่อที่ย่อลงว่า ‘ดันมุ (Danmu)’ เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญในการสร้างประสบการณ์การเสพสื่อบันเทิง และการสร้างชุมชนที่ทำให้เรารู้สึกว่า เรากำลังดูซีรีส์นี้ไปพร้อมๆ กับคนอื่น มีเสียงของคนอื่นสอดแทรกและสนุก ออกรสไปกับเรา
อันที่จริง การเกิดขึ้นและความนิยม ดูจะสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของ ‘ความเป็นละคร’ และการ ‘ดูละคร’ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่เราต่างเคยชิน อย่างการที่ครอบครัว คนอยู่บ้านเดียวกัน หรือกระทั่งคนแปลกหน้า นั่งล้อมวงดูละคร และร่วมกันพูดคุยกันอย่างออกรส

อนิเมะ เกม ชุมชนแฟน ถึงซีรีส์จีน
คำว่าดันมากุ ไม่มีหลักฐานว่าใครหรือแอปฯ ไหนเป็นคนเริ่มใช้ ตัวคำมาจากคำว่า ‘ม่านกระสุน’ คือเกมแบบยานอวกาศยิงๆ แล้วมีกระสุนกระจุกและพุ่งหมุนเต็มหน้าจอ คำคำเดียวกันนี้จึงถูกนำมาใช้อธิบายรูปแบบของคอมเมนต์ที่ลอยจากซ้ายไปขวาเข้ามาเต็มหน้าจอ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในแถบเอเชียตะวันออก
สืบสาวไป จุดเริ่มของคอมเมนต์เด้ง ซึ่งจะเด้งในเวลาที่ถูกคอมเมนต์ หมายความว่ามันจะเด้งล้อไปกับช่วงเวลาการเล่นของคลิปนั้นๆ แพลตฟอร์มที่เริ่มต้นใช้เริ่มต้นใน Niconico ตั้งแต่ปี 2006 และฟีเจอร์นี้ก็ไม่ถือเป็นของใหม่ แต่เป็นฟีเจอร์ที่พบได้ในวัฒนธรรมอนิเมะ เกมและกลุ่มแฟนคลับต่างๆ ซึ่งการออกแบบฟังก์ชั่นการเด้งคอมเมนต์ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่มีการสร้างชุมชนรอบๆ สื่อหรือแฟนคลับรูปแบบหนึ่ง
ทีนี้ จากญี่ปุ่น ฟังก์ชั่นดันมากุกระจายไปที่ประเทศจีน ซึ่งติดไปกับการผู้ให้บริการสตรีมอนิเมะด้วย ในปี 2008 แพลตฟอร์ม AcFun เปิดเว็บไซต์สตรีมอนิเมะในจีน และถือเป็นผู้ให้บริการแรกของจีนที่มีการเปิดและปล่อยคอมเมนต์บนจอ ซึ่งที่จีนเรียกว่าดันมุ หลังจากนั้น คู่แข่งสำคัญซึ่งถือเป็นสตรีมมิ่งของคนจีนคือ Bilibili ถือกำเนิดขึ้นในข่วงปี 2010 จริงๆ ตัว Bilibili เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่แพลตฟอร์มญี่ปุ่นล่มบ่อยครั้ง หลังจากนั้นแอปฯ สตรีมมิ่งจีนก็ทยอยเกิดขึ้น กรณีแอปฯ เช่น iQIYI เองก็ระบุว่าได้เปิดฟีเจอร์ดันมุในปี 2014 ในที่สุด เป็นการรับเอานวัตกรรมวัฒนธรรมอนิเมะญี่ปุ่นสู่แอปฯ ละครจีนได้ในที่สุด

ดูไป อินไป ละครกับการสร้างชุมชน
นอกจากวัฒนธรรมอนิเมะซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ค่อนข้างเป็นชุมชน เป็นแฟนเบส การมีคอมเมนต์เด้งๆ ลอยไปมา น่าสนใจว่า ตัวฟังก์ชั่นที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี มีบทบาทในการสร้างชุมชนอย่างไร เมื่อโดยทั่วไปแล้ว พวกคอมเมนต์ต่างๆ เป็นการสื่อสารซึ่งกันและกันแบบอ้อมๆ
คือเราอาจจะคอมเมนต์เชียร์หรือวิจารณ์อะไรอย่างออกรส ในขณะเดียวกันข้อคิดเห็นของใครก็ไม่รู้อาจจะเด้งขึ้นมาในจังหวะพอดี ซึ่งการสื่อสารหลายครั้งมักจะเป็นการใช้คำเฉพาะ ใช้อะไรบางอย่างที่รู้กัน สื่อสารกันโดยที่รู้สึกถึงความเป็นชุมชนแบบจางๆ ซึ่งตัวฟังก์ชั่นการแชตไปดูไป ก็ดูจะทำงานได้ดีกับการดูละครโดยเฉพาะละครจีน
ถ้าดูในเชิงสุนทรียศาสตร์และวัฒนธรรมการดูละคร การโฟกัสกับคอมเมนต์และการให้คอมเมนต์ของตัวเราเองบนแอปฯ ก็ค่อนข้างสะท้อนสุนทรียะของการชมละคร ที่สะท้อนไปถึงวัฒนธรรมการดูละครที่มีมาตั้งแต่ยุคเก่าก่อน โดยเฉพาะยุคละครทีวี
อย่างแรกคือละครจีน มีลักษณะคล้ายละครไทย รวมถึงละครน้ำเน่าของอเมริกาใต้ การชมละครเหล่านี้ไม่เหมือนการดูหนัง กระทั่งการดูซีรีส์ การดูหนังแต่เดิมเป็นสุนทรียะที่เราต้องตั้งใจดู โรงหนังถูกออกแบบให้มืด และให้เรากลับไปอยู่กับตัวเองและจอที่อยู่ตรงหน้า เช่นที่ลอร่า มัลวีย์ (Laura Mulvey) เสนอไว้ใน Visual Pleasure and Narrative Cinema
แต่การดูละครไม่เหมือนกัน ละครเป็นเรื่องเล่าที่ดูสบาย เข้าใจง่าย รวมถึงถูกออกแบบให้เกิดการพูดคุยสนทนากัน หมายความว่าละครมักจะนำเสนอสิ่งที่ชัดแจ้ง และความสนุกของละคร ไม่ใช่แค่เรื่องที่เกิดขึ้นในละคร แต่คือการที่เราได้ถกเถียง พูดคุย ไปจนถึงการวิพากษ์วิจารณ์ตัวละครหรือเหตุการณ์ต่างๆ ร่วมกัน

ดังนั้น ละครจึงเป็นมหรสพที่เราพอจะนิยามได้ว่า มีการสร้างชุมชนอย่างหนึ่ง มีงานศึกษาละครในอเมริกาพบว่า การดูละครนำไปสู่การโทรศัพท์พูดคุยกันระหว่างดูละคร การเอาสิ่งต่างๆ ไปถกเถียงกันหลังละครจบในที่ทำงาน
ซึ่งทั้งหมดนี้ ถ้าเป็นเด็กเจนวาย โตมากกับละครเย็น ละครค่ำ กระทั่งละครจักรๆ วงศ์ๆ ตอนเช้า เราจะนึกภาพได้ทันทีว่าความสนุกของละคร คือการเม้ากันเรื่องละครอย่างออกรส
การมาถึงของฟีเจอร์ใหม่ๆ ซึ่งวิวัฒนาการมาจากวัฒนธรรมย่อยเฉพาะอย่างเกมและอนิเมะของญี่ปุ่น เติบโตไปสู่ฟีเจอร์ของวัฒนธรรมการดูละครของจีน ในที่สุดกลายเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่คนไทยแบบเราๆ ก็เข้าใจ และสอดรับกับบริบทและวัฒนธรรมการดูละครของไทยได้อย่างน่าสนใจ
อันที่จริง การมีอยู่ของกล่องคอมเมนต์ เสียงคอมเมนต์ของคนแปลกหน้า ในระดับเทคโนโลยีนักวิชาการนิยามว่าเป็น pseudo-synchronicity คือการมีเสียงที่ทำให้เราคิดว่ามีคนดูอยู่พร้อมๆ กับเรา
สิ่งสำคัญหนึ่ง เสียงที่เหมือนกับว่ามีคนดูไปพร้อมกัน สนุกไปพร้อมกัน ส่งเสียงออกมาพร้อมๆ กัน ก็เป็นเหมือนกับเสียงของวัฒนธรรมการชมละครในยุคจอทีวี สมัยที่เราอยู่กันเป็นครอบครัวขยาย มีผู้คนอยู่รายล้อมและดูละครเรื่องเดียวกัน
การมีเสียงของผู้คนที่ชมไปพร้อมกัน ในโลกของจอมือถือซึ่งเรามักจะดูอยู่ลำพัง ทำให้เรารู้สึกได้ว่า เราไม่ได้ดูอยู่โดดเดี่ยว คนเดียว
อ้างอิงจาก