มีคำกล่าวว่า “การกลับไปหาคนรักเก่า ก็เหมือนกับการกลับไปอ่านหนังสือเล่มเดิม” ซึ่งหมายความถึง “การกลับไปสู่เรื่องราวที่เรารู้อยู่แล้วว่ามันจะ ‘จบลง’ แบบไหน”
แต่ตรงนี้เราขอพักเรื่องรักๆ ไว้ก่อน เพราะจะขอกลับมาว่าด้วยเรื่องของการอ่านหนังสือเล่มเดิมอีกครั้ง โดยเฉพาะหนังสือเล่มโปรดหรืออาจจะเคยโปรดของเรา ว่าทำไมเราชอบหรือกระทั่งมีข้อเสนอว่า เราควรกลับไปอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจริงๆ อาจเป็นหนังสือที่เคยรัก หรือเคยไม่รักก็ตาม
นั่นสิ ทำไมเราถึงควรกลับไปอ่านเรื่องราวที่รู้อยู่แล้วว่าตอนจบเป็นอย่างไร เนื้อหาเป็นอย่างไร คำตอบว่าด้วยการกลับไป ‘อ่านซ้ำ’ มีหลายมิติในตัวเอง มีหลายความหมายต่อตัวเรา ถ้าเป็นหนังสือที่ชอบ การกลับไปอ่านซ้ำอาจทำให้เรามองเห็นบางสิ่งเพิ่มขึ้นจากที่เคยอ่านในอดีต ความเปลี่ยนแปลงของมุมมองที่ไม่ใช่แค่การเห็นสิ่งต่างๆ เพิ่มเติมขึ้น แต่คือสิ่งที่สะท้อนกลับมาที่ตัวเรา ว่า ‘ตัวเรา’ อาจเปลี่ยนแปลงไป การกลับไปอ่านซ้ำสัมพันธ์กับการกลับไปสู่อดีต กลับไปเห็นตัวตนของเราอีกครั้ง
และการกลับไปอ่านซ้ำอาจสะท้อนไกลไปถึงกระบวนการสร้างความหมายในการอ่าน ซึ่งคือตัวเราที่เป็นผู้ให้ความหมายไปครึ่งหนึ่ง

ความโรแมนติกของการอ่านหนังสือเล่มเก่า
‘หนังสือ’ เอาแค่ตัวเล่ม เป็นหนึ่งในวัตถุแห่งความทรงจำสำคัญ ลองนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เรารัก เราไม่ได้คิดถึงแค่หนังสือหรือเรื่องราวในหนังสือเล่มนั้นอย่างเดียว เราอาจมีภาพชั้นหนังสือเก่าๆ ที่เราเคยปีนป่ายเมื่อตอนเด็ก คิดถึงกลิ่นเฉพาะตัว รอยยับ รอยฉีกขาด คิดถึงเรื่องราวของผู้คนที่รายล้อมอยู่ในห้วงเวลาที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับหนังสือเล่มนั้นๆ
การกลับไปหาหนังสือเล่มเก่า จึงเป็นการกลับไปเยือนอดีตที่สวยงามในความทรงจำของเราผ่านหนังสือในฐานะวัตถุบรรจุความทรงจำ
ซึ่งการกลับไปสู่อดีตหรือการ Nostalgia มีงานศึกษาที่อุทิศให้กับการกลับไปอ่านหนังสือเล่มโปรด ตีพิมพ์ในปี 2022 ระบุว่าหนังสือเป็นเหมือนพาหนะสำคัญในการพาเรากลับไปยังอดีต และการห้วนกลับอดีตก็ทำให้เรามีความเชื่อมโยงกับสิ่งรอบข้างมากขึ้น ส่งผลดีต่อสุขภาวะองค์รวมของเรา
และยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อนอกจากการนึกถึงเรื่องราวรอบหนังสือได้ การกลับไปอ่านหนังสือเล่มเดิมอีกครั้ง ไม่ว่าจะกลับไปอ่านวรรณกรรมเยาวชน ไปอ่านแฮรี่ พอตเตอร์ วินนี่เดอะพูห์ หรือเรื่องราวอื่นๆ สิ่งที่เราจะมองเห็นซ้อนอยู่ในนั้น คือ “ตัวตนของตัวเราเอง”
มองเห็นตัวตนของเราเอง
การกลับไปเยี่ยมเยียนตัวตนในอดีตผ่านการอ่านหนังสือเล่มเดิม มีนัยความหมายถึงตัวตนของเราในฐานะคนอ่านด้วย หมายความว่า วันที่เราตั้งใจหยิบหนึ่งสือเก่าที่เราเคยอ่านหรือหมกมุ่นกับมัน ณ ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต สิ่งที่เราจะเห็น ไม่ใช่แค่เรื่องราวในหนังสือนั้นๆ หรือบริบทรอบๆ เมื่อหนังสือคือเหล่าความทรงจำ แต่เรา ได้กลับไปเห็นตัวตนของเราในห้วงเวลานั้นๆ

ความคิดดังกล่าวมีข้อเขียนว่าด้วยการอ่านและหนังสือของ แคลร์ อาร์มิตสเตด (Claire Armitstead) ในเดอะการ์เดียน กล่าวถึงการกลับไปอ่านหนังสือเล่มเก่าว่า การกลับไปอ่านหนังสือเล่มเดิมนั้น ไม่ใช่แค่การอ่านหนังสือเล่มนั้นซ้ำ แต่คือการอ่าน ‘ความเรียงหรือความทรงจำ’ ที่หนังสือเล่มนั้นปลุกขึ้นให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง
ผู้เขียนบทความกล่าวถึงการหยิบหนังสือบางเล่มซึ่งยึดโยงกับบางห้วงเวลาของชีวิต หนังสือที่อยู่ในช่วงเวลาของความโดดเดี่ยว ความป่วยไข้ หรือห้วงเวลาของความรัก ความเจ็บปวด หนังสือซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ของครอบครัว ของช่วงเวลาของการเติบโต
สำหรับคนเจนวาย เราอาจหวนถึงหนังสือบางเล่มซึ่งอาจเป็นตัวแทนของยุคสมัย เราอาจนึกถึงแฮรี่ พอตเตอร์ ที่ไม่ใช่เรื่องราวของพ่อมด แต่คือห้วงเวลาที่เรากำลังเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น ห้วงเวลาหลังปี 2540 ที่เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว การอ่านหนังสือที่ไม่จำกัดความฝันและจินตนาการ เราอาจนึกถึงโลกที่ไร้พรมแดนขึ้นเรื่อยๆ นึกถึงห้วงเวลารอยต่อของยุคอนาล็อคและยุคดิจิทัล ยุคสมัยแห่งการก้าวไปข้างหน้า ความฝัน และการเชื่อมต่อโลกเข้าหากัน
หนังสือบางเล่มอาจเป็นตัวแทนของการตื่นรู้ ซึ่งการกลับไปย้อนอ่าน ผลของการอ่านใหม่อาจทำให้เราเห็นบางอย่างมากขึ้น รักบางอย่างน้อยลง ซึ่งเป็นเรื่องที่แสนธรรมดาและน่าสนใจ ที่เราอาจมองเห็นความเป็นไปและความเปลี่ยนแปลงทั้งของโลกใบนี้ และของตัวเราเองที่มีมุมมองต่อสิ่งต่างๆ
ดังนั้น การกลับไปยังอดีต เราอาจไม่จำเป็นต้องกลับไปรักใหม่อีกครั้ง แต่อาจเป็นการกลับไปลองรักในรูปแบบใหม่ ไปตีความใหม่ หรืออาจกลับไปสู่การเรียนรู้ที่จะเคยรัก ไม่รักแล้ว หรือยังรักอยู่

การกลับไปอ่านใหม่ ส่วนที่ไปไกลสุดคือการมองเห็นกระบวนการของการ ‘อ่าน’ และการประกอบความหมายของตัวบทหนึ่งๆ ขึ้น ซึ่งการอ่าน มีเราผู้อ่านเป็นผู้ร่วมให้ความหมาย
นักคิดคนสำคัญเช่น โรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) เสนอเรื่องการอ่านตัวบทซึ่งอำนาจอยู่ที่ผู้อ่าน ความหมายของตัวบทที่ผู้อ่านมีต่อหนังสือเล่มหนึ่ง จึงผกผันไปตามห้วงเวลาและกระบวนการการอ่านของเรา บาร์ตจึงกล่าวไว้ในบทความ S/Z ว่า การอ่านซ้ำไม่ใช่การรับรู้เรื่อง-บริโภคเนื้อหาอีกต่อไป แต่คือการเล่น (Rereading is no longer consumption, but play)
ยิ่งถ้าเรามองเห็นมุมมองจากข้อสังเกตของบาร์ต บทบาทของการอ่านซ้ำต่อตัวบทหนึ่งๆ จึงยิ่งคลี่คลายบทบาทและกระบวนการการอ่าน จากการอ่านแค่รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร จบลงอย่างไร
แต่กลับนำไปสู่การเล่นสนุกในการอ่าน การตีความ ที่ทำให้เห็นว่าการอ่านไม่ใช่แค่การรับรู้ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เรื่องราวจบลงอย่างไร แต่คือกระบวนการอันสลับซับซ้อนของการข้าใจโลก ซึ่งอาจพากลับมาเข้าใจตัวตน ความทรงจำ และการอ่านตีความของเรา
อ้างอิงจาก