การกลับมาของอนิเมะจอมโหดกะทะเหล็ก ฉบับรีเมค เป็นอีกหนึ่งสุดยอดความ ‘หวนหาอดีต’ โดยเฉพาะของวัยรุ่นยุค 90s ในฐานะมังงะที่โด่งดังในช่วงปี 1995 จนมาถึงราวๆ ช่วงปี 2000 เรียกได้ว่าสมัยมัธยม ตามอ่านตามเก็บฉบับรวมเล่มกันแทบทุกเล่ม
มังงะ จอมโหดกะทะเหล็ก ที่เริ่มตีพิมพ์รายตอนในปี 1995 นับเป็นส่วนหนึ่งของกระแสรายการทำอาหาร อันสืบเนื่องจากกระแสรายการเชฟกะทะเหล็ก (Iron Chef) ของญี่ปุ่นที่ออกอากาศในปี 1993 สุดยอดรายการทีวีที่วางรากฐานและเปลี่ยนนิยามของการทำอาหารให้กลายเป็นสังเวียนการแข่งขันเหนือจริง
ถ้ามองย้อนไป ทั้งจอมโหดกะทะเหล็กและรายการเชฟกะทะเหล็ก สำหรับผู้ที่เติบโตขึ้นมาในยุครอยต่ออย่างยุค 90s ยุคปี 2000 เรื่องราวของ ‘อาหารคือการดวล’ ดูจะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่นิยามการก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่ เมื่ออาหารกลายเป็นรายการทีวี การทำอาหารไม่ใช่เรื่องของครัวเรือน แต่คือการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความตระการตา การต่อสู้ที่ดูแปลกประหลาดเหนือจริงกับท่านประธานคากะ อาหารและการทำอาหาร รวมถึงอาชีพเชฟกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสลับซับซ้อน ของเรื่องราว เทคนิค ไปจนถึงเรื่องดราม่าต่างๆ ทั้งในและนอกการแข่งขัน
รายการเชฟกะทะเหล็กถือว่าเฟื่องฟูขึ้นและถึงจุดพีคในปี 1995 เป็นรายการช่วงสี่ทุ่มของญี่ปุ่นที่มีเรตติ้งสูง ซึ่งการฉายตอนพิเศษทำเรตติ้งสูง 23% ทางฝั่งมังงะนอกจากจอมโหดกะทะเหล็กที่เริ่มออกรายตอนแล้ว ยังมีอีกหนึ่งมังงะดารดวลทำอาหารสำคัญอีกเรื่องถือกำเนิดขึ้นอย่าง ยอดกุ๊กแดนมังกร (Chuka Ichiban!) ก็เริ่มตีพิมพ์เป็นรายตอนด้วย เรียกได้ว่าแนวคิดอาหารที่เป็นมากไปกว่าอาหาร แต่คือการต่อสู้แข่งขันและเต็มไปด้วยเรื่องราวพิศดารพันลึก กลายเป็นลักษณะหนึ่งของยุคสมัย

Allez cuisine ความเหนือจินตนาการของการทำอาหาร
ประเด็นเรื่องอาหารในฐานะการแข่งขัน การชิมรสอาหารแบบลึกซึ้งพิถีพิถันหรือกูร์เมต์ อาจเป็นสิ่งที่อยู่ในวัฒนธรรมอาหารอยู่แล้ว แต่สิ่งที่รายการเชฟกะทะเหล็กเปลี่ยนความหมายของอาหารและการทำอาหาร คือการทำให้เป็นรายการทีวีและเป็นทีวีโชว์แบบญี่ปุ่น รวมถึงการทำให้การทำอาหารอยู่ในรูปแบบของการแข่งขันที่เหมือนกับการแข่งขันกีฬา
นึกภาพรายการเชฟกะทะในสมัยนั้น ยุคสมัยที่เราอาจนึกถึงรายการแบบโหด มัน ฮา ที่สร้างปราสาทและการแข่งขันบ้าๆ บอๆ แต่จริงจังในการสร้างฉากและเรื่องราว รายการเชฟกะทะเหล็กเป็นการสร้างเวทีการดวลที่เปลี่ยนให้เชฟทุกคนกลายเป็นเจ้าสำนักวิชา แต่ละตอนจะมีผู้ท้าชิงที่จะมาล้มจ้าวยุทธ์ในสาขาอาหารนั้นๆ รูปแบบรายการเหมือนกับการแข่งขันเอาเป็นเอาตายในโคลอสเซียม มีระบบการถ่ายทำที่ล้ำสมัย มีระบบการพากย์การแข่งขัน การให้คอมเมนต์ ให้ความรู้ และมีการตัดสินแพ้ชนะ
มีข้อสังเกตว่า รายการเชฟกะทะเหล็กเป็นภาพสะท้อนหนึ่งของร่องรอยสังคมญี่ปุ่นในยุคหลังทศวรรษ 80s คือเป็นยุคหลังฟองสบู่แตก ตัวรายการสะท้อนความอู่ฟู่มั่งคั่งที่เกือบจะบ้าบอไร้แก่นสาร ในยุคนั้นมันคือภาพของวัฒนธรรมอาหารชั้นสูงสลับซับซ้อน วัตถุดิบราคาแพง วิธีการปรุงที่ไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาๆ จะนึกฝันเข้าไปนั่งรับประทานได้
การทำอาหารในรายการการแข่งขัน จึงเป็นการทำอาหารที่มุ่งเน้นการรับชมด้วยสายตาเป็นหลัก เราดูความแปลกประหลาดในเรื่องราว ในขั้นตอนการทำอาหาร ในความหรูหราตระการตา แม้บางส่วนของรายการจะเป็นโชว์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะการทำตัวเหมือนพระราชาเพื่อเปิดรายการของประธานคากะ การนำเสนอวัตถุดิบพิเศษ ลักษณะรายการที่เป็นเหมือนการนำเอาอัศวินเข้าดวลกัน รวมถึงการที่เชฟต่างๆ เริ่มมาพร้อมกับหลักปรัชญาที่คล้ายกับนักรบที่มาพร้อมวิถีแห่งดาบและการทำอาหารที่เฉพาะตัว
รายการเชฟกะทะเหล็กเป็นเหมือนจังหวะสำคัญในการเปลี่ยนรายการอาหาร จากรายการสอนทำอาหารที่ว่าด้วยอาหารการครัว สู่รายการแข่งขันทำอาหารที่เปลี่ยนการทำอาหารเป็นเวทีการแข่งขัน โดยในยุคนั้นคือการนำเอาโลกของอาหารชั้นสูงที่เราไม่คิดเอื้อมถึงมาแสดงให้ชิมด้วยการชมผ่านจอทีวี

อาหารคือจริยธรรม
จากการขยายจิตนาการว่าด้วยอาหารและการแข่งขันทำอาหาร หนึ่งในอิทธิพลสำคัญของรายการเชฟกะทะเหล็กคือการทำให้เวทีการแข่งทำอาหารกลายเป็นเรื่องระดับทัวร์นาเมนต์ มีสเตเดียม มีการรวมตัวเข้าแข่งขันของวงการร้านอาหาร
การแข่งขันขนาดใหญ่นี้กลายเป็นหัวใจของจอมโหดกะทะเหล็ก ที่สร้างโลกวงการอาหารที่เต็มไปด้วยอำนาจ การแข่งขัน รวมถึงศิลปะการทำอาหารที่มีความสลับซับซ้อนขึ้น แน่นอนว่าจุดเด่นของเรื่องคือการเข้าร่วมการแข่งขันขนาดใหญ่ที่มีรางวัลและการถ่ายทอดผ่านรายการทีวี
สิ่งที่น่าสนใจจากจอมโหดกะทะเหล็กคือการที่การแข่นขันฉบับการ์ตูน ใช้ความเป็นเรื่องแต่งตั้งคำถามและท้าทายวงการ ทั้งจริยธรรมของการทำอาหาร ปรัชญาการทำอาหาร กระทั่งมิติร่วมสมัยของกิจการร้านอาหาร อย่างการเกิดขึ้นของธุรกิจเชนร้านอาหารที่อาจครอบครองโลกได้เมื่อครอบครองลิ้นของผู้คน
จุดเด่นของจอมโหดกะทะเหล็กคือการให้ ‘อากิยามะ จาง’ ผลักเส้นแบ่งทางจริยธรรมของการทำอาหาร และตั้งคำถามกับความหมายและบทบาทของการทำอาหารและการกิน ในวิธีการทำอาหารและสารพัดวัตถุดิบที่ผิดศีลธรรมของอากิยามะ ในที่สุด ตัวเรื่องกลับไปตั้งคำถามกับผลของอาหาร ที่กลับไปส่งกระทบต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้คน
ความสนุกสำคัญของเรื่องจึงอยู่ที่การนิยามอาหารในพื้นที่การแข่งขัน ที่ท้ายสุดแล้วไม่ได้แข่งแค่ในสนาม แต่เปิดพื้นที่ให้ความหมายของอาหารอย่างไม่รู้จบ จากอาหารคือการดวล คือหัวใจ คืออำนาจ คือเกียรติยศ หรือกระทั่งคือการครองโลก

การกลับมาของจอมโหดกะทะเหล็ก จึงการกลับมาของความทรงจำ ของยุคสมัยที่เรานั่งดูเรื่องราวอาหารผ่านทีวีจอตู้ การนอนอ่านการ์ตูน ในยุคสมัยที่เราบริโภคอาหารที่มาเร็วผ่านสื่อบันเทิง ยุคที่อาหารไม่ใช่แค่อาหาร แต่คือวัฒนธรรมอาหารที่เสพอยู่ในพื้นที่ไกลๆ วัฒนธรรมอาหารที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของร้าน ของเชฟ ของวัตถุดิบ ของวิธีการ ที่เกี่ยวพันทั้งประวัติศาสตร์และเรื่องราวในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก
จากช่วงปี 2000 เราตื่นเต้นกับภาพฝันจากรายการแข่งทำอาหารและวัฒนธรรมทำอาหารที่ดูเหมือนไกลตัว หลายสิบปีผ่านไป รายการอาหารก็เริ่มแตกแขนง จากรายการแข่งขันท้าชิงเชฟเจ้ายุทธจักร ขยายไปสู่จักรวาลเชฟมือสมัครเล่น รายการแข่งขันทำขนมหวาน จนบ้านเราเองกลายเป็นอาณาจักรเทศกาลอาหาร พร้อมๆ กับกิจการและเครือร้านอาหารที่ขยายตัวและข้ามน้ำข้ามทะเล อาหารชั้นสูงและรูปแบบอาหารต่างๆ เริ่มเข้าถึงได้ โดยเฉพาะเครือกิจการร้านอาหารและวัฒนธรรมที่ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น
กว่า 2 ทศวรรษ จากจุดเริ่มต้นของการทำให้การอาหารกลายเป็นการแข่งขัน และการเริ่มขยายจินตนาการของเราที่มีต่ออาหาร ด้วยรายการแข่งขันทำอาหาร จนถึงยุคสมัยแห่งรสชาติที่ไร้พรมแดน
อ้างอิงจาก