เคยสังเกตกันไหม เวลาดูหนังหรือละคร ไม่ว่าจะพระเอก นางเอก หรือตัวนำเรื่อง ส่วนใหญ่ก็มักเป็นนักแสดงที่มีรูปร่างสมส่วนหรือไม่ก็ผอมเพรียวเสมอ จนบางทีแค่เห็นภาพนักแสดงก็พอเดาได้แล้วว่าใครจะเล่นเป็นอะไร
ขณะเดียวกัน หากลองให้ทุกคนนั่งลิสต์หนัง ละครที่มีตัวเอกเป็น ‘คนอ้วน’ ก็คงต้องนั่งนึกกันอยู่สักพักใหญ่ เพราะมีอยู่น้อยมากที่พระเอกหรือนางเอกจะเป็นคนที่มีลักษณะอ้วนท้วม แล้วอยู่ในรูปร่างเช่นนั้นจนจบเรื่อง
คนอ้วนปรากฏตัวบนสื่อเสมอ เพียงแต่พื้นที่ของพวกเขามักอยู่เบื้องหลังมากกว่าจะก้าวขึ้นมาเฉิดฉายในฐานะตัวละครเอก บทบาทที่คนอ้วนได้รับภายในสื่อบันเทิง ก็อาจเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนที่พาเราไปเข้าใจความเป็นจริงของสังคมในแง่ใดแง่หนึ่งได้เช่นเดียวกัน

คนอ้วนบนสื่อบันเทิงเป็นอย่างไร
ก่อนจะไปสำรวจว่า ภาพจำเกี่ยวกับคนอ้วนที่ปรากฏผ่านสื่อบันเทิงส่งผลต่อมุมมองของสังคมอย่างไร เราอาจต้องย้อนกลับไปดูกันเสียก่อนว่า แท้จริงแล้วสื่อบันเทิงเหล่านั้นนำเสนอภาพลักษณ์ของคนอ้วนออกมาในรูปแบบใด และพวกเขามักถูกวางไว้ในบทบาทแบบไหนบนหน้าจอ
เราลองมาดูกันในสื่อบันเทิงของไทยก่อน โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งจาก วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 3 ของมหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีการศึกษาในหัวข้อ ‘บทบาทของตัวละครที่มีรูปร่างอ้วนจากสื่อละครโทรทัศน์ไทย’ ซึ่งใช้วิธีการวิเคราะห์ตัวบทและเนื้อหา เพื่อศึกษาว่าตัวละครที่มีรูปร่างอ้วนถูกนำเสนออย่างไร และมีบทบาทหรืออิทธิพลต่อการดำเนินเรื่องในละครโทรทัศน์ไทยอย่างไร ผ่านละครโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมและออกอากาศระหว่างปี พ.ศ. 2553–2560 จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ สาวใช้ไฮเทค (2553), คมพยาบาท (2557) และ น้ำเซาะทราย (2560)
ผลการศึกษาพบว่า ตัวละครที่มีรูปร่างอ้วนในละครไทยแทบไม่เคยได้รับบทเป็นตัวละครหลัก โดยมักถูกวางให้เป็นตัวละครรองที่ทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินเรื่องของตัวเอก พร้อมกับผูกเข้ากับภาพจำบางอย่างซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นคนจิตใจดี ซื่อสัตย์ และคอยช่วยเหลือผู้อื่น ขณะที่อีกบุคลิกก็จะเป็นคนช่างประจบสอพลอ ปากร้าย หรือใช้คำพูดเสียดสี แม้บุคลิกจะต่างกัน แต่สิ่งที่ตัวละครเหล่านี้มีร่วมกันคือมักถูกนำเสนอว่าเป็นคนมีการศึกษาน้อย มีฐานะยากจน เดินทางจากต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในเมือง และประกอบอาชีพใช้แรงงาน ซึ่งตัวละครคนอ้วนทั้งหลายยังมักเป็นผู้ทำหน้าที่สร้างสีสันและมุกตลกเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศของเรื่องมากกว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อเนื้อเรื่องด้วย
ถ้าในละครไทยเป็นประมาณนี้ แล้วฝั่งต่างประเทศล่ะ จะนำเสนอภาพลักษณ์คนอ้วนออกมาในลักษณะใดบ้าง งานศึกษาเกี่ยวกับ การนำเสนอภาพลักษณ์ของผู้ที่มีภาวะอ้วนในสื่อ จาก American Medical Association Journal of Ethics ซึ่งได้ศึกษาจากตัวอย่างซีรีส์ ได้แก่ The Drew Carey Show (1995), Ugly Betty (2006), Chuck (2007-2012) และ Roseanne (1988) โดยตัวละครคนอ้วนมักมักถูกนำเสนอในฐานะตัวละครตลก คนโดดเดี่ยว ตัวประหลาด หรือผู้ที่ขาดเสน่ห์ มากกว่าจะได้รับบทเป็นพระเอก นางเอก ผู้เชี่ยวชาญ หรือฮีโร่เช่นเดียวกับตัวละครที่มีรูปร่างสมส่วน
ทั้งนี้ทั้งนั้น คนอ้วนมีโอกาสปรากฏตัวในบทบาทนำค่อนข้างน้อย และแม้จะได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะหลุดพ้นจากภาพจำเดิมๆ งานศึกษาเกี่ยวกับการนำเสนอและภาพลักษณ์ของร่างกายในรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กจาก Geena Davis Institute สถาบันด้านความเท่าเทียมกันในสื่อ พูดถึงประเด็นนี้เอาไว้ว่า ตัวละครคนอ้วนถูกนำเสนอในรายการสำหรับเด็กค่อนข้างน้อย แถมยิ่งตัวละครมีบทบาทเด่นมากเท่าไร โอกาสที่ตัวละครนั้นจะเป็นคนอ้วนก็ยิ่งน้อยลง โดยมีเพียง 12% เท่านั้นที่เป็นตัวละครหลัก ขณะเดียวกันตัวละครคนอ้วนที่ปรากฏอยู่ก็ยังมีแนวโน้มถูกผูกเข้ากับภาพจำบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางกายน้อยกว่าตัวละครอื่น การแสดงพฤติกรรมการกินอาหารมากเกินไป หรือการตกเป็นเป้าของการเหยียดหยามรูปร่างในรูปแบบต่างๆ
เมื่อพิจารณาร่วมกันจากงานศึกษาทั้ง 3 ชิ้น จะเห็นได้ว่า ภาพลักษณ์ของคนอ้วนในสื่อบันเทิงมักถูกนำเสนอผ่านกรอบเดิมๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรับบทตัวละครตลก ผู้สร้างสีสันของเรื่อง หรือผู้ที่มีข้อบกพร่องบางประการ และยิ่งตัวละครมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินเรื่องมากเท่าไร โอกาสที่ตัวละครนั้นจะเป็นคนอ้วนก็ยิ่งลดน้อยลงเท่านั้น คนอ้วนจึงมักถูกผลักให้อยู่บริเวณชายขอบของเรื่องเล่า มากกว่าจะเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องราวด้วยตัวเอง

จากสื่อบันเทิงสู่การตีตราคนอ้วนในสังคม
การมีอยู่ของมาตรฐานทางความงาม (Beauty Standard) ทำให้มนุษย์หันมาให้คุณค่าและความหมายกับรูปร่างหน้าตามากขึ้น โดยรูปลักษณ์บางแบบถูกยกให้เป็นสิ่งที่ได้รับการเชิดชูจากสังคม ขณะที่รูปลักษณ์อีกหลากหลายรูปแบบถูกผลักให้อยู่ต่ำกว่ากรอบของความงาม จนถูกมองว่าเป็นรูปลักษณ์ที่ไม่พึงประสงค์ หนึ่งในรูปลักษณ์ที่มักถูกจัดวางให้อยู่นอกกรอบดังกล่าวก็คือ ‘ความอ้วน’ ซึ่งในหลายสังคมนิยามให้เป็นรูปร่างที่ไม่สอดคล้องไปกับอุดมคติทางความงามที่มีอยู่
เมื่อสังคมมีอคติต่อความอ้วน จึงกำเนิดเป็นคำศัพท์ที่ใช้อธิบายถึงพฤติกรรมนี้โดยเฉพาะขึ้น อย่าง ‘Fatphobia’ หรือ การหวาดกลัวคนอ้วน ซึ่งอาจไม่ใช่ความกลัวถึงขั้นขนลุกขนพอง แต่เป็นความกลัวในระดับที่ทำให้เกิดความไม่พอใจต่อกลุ่มคนเหล่านี้ นิยามของการหวาดกลัวคนอ้วนจึงหมายถึง อคติทั้งโดยนัยและโดยชัดแจ้งที่มีต่อบุคคลที่มีน้ำหนักเกินหรือมีรูปร่างอ้วน มีรากฐานมาจากการตำหนิและการเหมารวมว่าบุคคลเหล่านี้ ว่ามีความบกพร่องทางศีลธรรมหรือเป็นผลจากความล้มเหลวของตนเอง
อคติที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีรูปร่างอ้วน จึงมักถูกผูกโยงเข้ากับเรื่องการดูแลสุขภาพ ทั้ง การมองว่าพวกเขาไม่สามารถมีสุขภาพที่ดีได้ การเหมารวมว่าน้ำหนักตัวเป็นผลจากการขาดวินัยในการดูแลตนเอง ไปจนถึงการที่รูปร่างถูกนำมาใช้เป็นคำอธิบายของปัญหาสุขภาพโดยอัตโนมัติ และอคติเหล่านี้ คือต้นเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเลือกปฏิบัติในระดับสังคมและระบบสาธารณสุข
หนึ่งในต้นตอที่ทำให้สังคมมีอคติกับคนอ้วน ก็คือสื่อบันเทิงที่เรารับชมกันในทุกๆ วัน งานศึกษาเกี่ยวกับ อคติเรื่องน้ำหนักตัวในสื่อ จาก ภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดา ชี้ให้เห็นว่า สื่อมีอิทธิพลอย่างมากต่อการสร้างอคติเรื่องคนอ้วนในสังคม โดยสื่อมีส่วนทำให้อคติต่อน้ำหนักตัวดำรงอยู่และแพร่กระจายต่อไปผ่าน 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ การยกย่องรูปร่างบางประเภทที่ไม่สอดคล้องกับการมีน้ำหนักเกิน และการนำเสนอตัวละครที่มีน้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วนในสัดส่วนที่น้อยกว่าความเป็นจริง รวมถึงการนำเสนอตัวละครเหล่านี้ผ่านภาพจำแบบเหมารวม
หากมองผ่าน ทฤษฎีฉันทามติทางสังคม (Social Consensus Theory) หรือ แนวคิดทางสังคมวิทยาที่อธิบายว่า สังคมดำรงอยู่และมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้เพราะสมาชิกส่วนใหญ่มีความเห็นพ้อง ค่านิยม และบรรทัดฐานร่วมกัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่งานศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดาใช้อธิบายในประเด็นนี้ ก็จะพบว่า สื่อบันเทิงก่อร่างความเชื่อและทัศนคติที่มีต่อผู้ที่มีน้ำหนักเกินขึ้นมา โดยผู้รับสื่ออาจไม่ได้อาศัยประสบการณ์จริงหรือการปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันกับบุคคลเหล่านี้เป็นหลัก แต่กลับพึ่งพาการรับรู้ว่าคนอื่นๆ คิดอย่างไรผ่านสื่อเหล่านี้แทน
ยกตัวอย่างให้ทุกคนเห็นภาพมากขึ้น ลองนึกถึงเวลาสื่อบันเทิงเหล่านี้นำเสนอ มุกตลกเกี่ยวกับความอ้วน (fat humor) หรือการตีตรา (stigmatization) บางแง่มุม เช่น คนอ้วนจะชอบทำตัวโมโหร้ายและชอบใช้กำลังข่มขู่คนที่ผอมกว่า ผู้ที่รับชมสื่อเหล่านี้ ซึ่งอาจไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอ้วนในชีวิตจริง ก็อาจเห็นคล้อยไปกับสื่อ เพราะมองว่าสื่อคือตัวแทนของคนในสังคม
ถ้าถามว่าคนเชื่อสื่อเหล่านี้มากแค่ไหนนั้น งานศึกษาที่เรายกมาอธิบายก่อนหน้าของ American Medical Association Journal of Ethics ได้อ้างอิงผลสำรวจจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา หรือ CDC ว่า ผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งเชื่อว่าข้อมูลด้านสุขภาพที่นำเสนอบนโทรทัศน์นั้นถูกต้อง และกว่า 26% มองว่ารายการโทรทัศน์ช่วงไพรม์ไทม์ (หมายถึง ช่วงเวลาที่ผู้คนรับชมโทรทัศน์มากที่สุดในแต่ละวัน) เป็น 1 ใน 3 แหล่งข้อมูลสุขภาพที่สำคัญของพวกเขา
เมื่อผู้ที่มีภาวะอ้วนถูกตีตราซ้ำๆ ในสื่อ ไม่ว่าจะในฐานะตัวตลก ตัวละครที่มีข้อบกพร่อง หรือผู้ที่ไม่อาจก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของเรื่องเล่าได้ ภาพแทนเหล่านี้ย่อผลิตซ้ำความเกลียดชังและอคติต่อคนอ้วนให้มีมากขึ้นในสังคมไปพร้อมกัน จนนำไปสู่วิธีการมองและการปฏิบัติต่อคนอ้วนในชีวิตจริง
ถ้าสื่อมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนในสังคมขนาดนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า หากพวกเขาจะมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขภาพจำเชิงลบที่มีอยู่ เพื่อนำไปสู่การทลายอคติและการตีตราของผู้คนที่มีต่อคนอ้วนในสังคม
อ้างอิงจาก