เคยสังเกตกันไหมว่าทุกวันนี้ เราอ่านหรือดูคอนเทนต์ที่ย่อยง่าย เน้นสรุปใจความสำคัญกันมากขึ้น
ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเปิดเข้าไปแพลตฟอร์มไหน ก็เห็นแต่เนื้อหาแนวสรุปเข้าใจง่ายเพิ่มมากขึ้น ทั้งสรุปดราม่า สรุปเหตุการณื สรุปหนังสือ สรุปได้ทุกสิ่งอย่าง เวลาอ่านหรือรับชมก็ไม่ต้องคิดอะไรให้เยอะ ใช้เวลาแป๊บเดียวก็เข้าใจทั้งหมดได้ภายในไม่กี่นาที
จะว่าไปแล้ว การที่เราเข้าใจอะไรง่ายขึ้นถือเป็นเรื่องดี ทว่าอะไรที่ย่อยง่ายเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อวิธีการอ่านที่เรียกว่า ‘การอ่านเชิงสุนทรีย์’ ที่กำลังถูกแทนที่ด้วยการอ่านที่เน้นการสรุปข้อมูลมากขึ้น

ก่อนอื่นเราไปเข้าใจ การอ่านเชิงสุนทรีย์ หรือ Aesthetic Reading กันก่อนดีกว่า การอ่านลักษณะนี้ คือการที่ผู้อ่านให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางอารมณ์ ความรู้สึก และความหมายที่เกิดขึ้นระหว่างการอ่าน มากกว่าการดึงสาระจากข้อความให้ได้ในทันที โดยผู้อ่านอาจนำสิ่งที่ได้จากการอ่านไปตีความ เชื่อมโยงกับความทรงจำ จินตนาการ หรือประสบการณ์ของตัวเองก็ได้เช่นกัน
การอ่านเชิงสุนทรีย์ไม่ได้หมายถึงแค่การอ่านหนังสือที่เป็นรูปเล่มอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง การอ่านกวี นิยาย ฟังเพลง เพราะหัวใจสำคัญของการอ่านเชิงสุนทรีย์ คือวิธีการที่เราเข้าไปมีส่วนร่วมกับสิ่งนั้น ต่อให้เราอ่านสเตตัสสั้นๆ ของใครสักคนบนเฟซบุ๊ก แต่ถ้าสเตตัสนั้นพาเราเชื่อมต่อไปกับความทรงจำหรือประสบการณ์ของตัวเอง การอ่านหรือเสพสิ่งนั้นก็สามารถกลายเป็นการอ่านเชิงสุนทรีย์ได้
ทั้งนี้ การอ่านในลักษณะนี้อาจกำลังเลือนหายไปในโลกที่ทุกอย่างต้องถูกสรุปให้เข้าใจง่าย เพราะแนวโน้มในการอ่านเชิงเข้าใจง่ายเริ่มกลายเป็นกระแสหลักผ่านสื่อออนไลน์ที่มีส่วนทำให้ การดูเนื้อหากลายเป็นเรื่องของการรับสารให้ได้มากภายในเวลาอันสั้น จนเราอาจหลงลืมการใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่อ่านไปโดยไม่รู้ตัว
ในยุคสมัยนี้ ผู้คนจึงไม่ได้แค่อ่านหนังสือน้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่ผู้คนอาจกำลังมีวิธีการอ่านที่เปลี่ยนไปมากขึ้น
แล้วทำไมเราถึงไม่ควรปล่อยให้การอ่านแนวนี้เลือนหายไปจากโลกกัน?
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่การอ่านเชิงสุนทรีย์ยังคงมีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างเราๆ คือกระบวนการทำงานต่อสมองเราขณะอ่าน โดยงานศึกษาเกี่ยวกับ พลวัตทางประสาทของการอ่านเชิงสุนทรีย์ จาก วารสารวิชาการ NeuroImage ระบุว่า การอ่านเชิงสุนทรีย์ทำให้สมองเกิดรูปแบบการทำงานที่แตกต่างออกไปจากการอ่านที่มุ่งเน้นการทำความเข้าใจความหมายเพียงอย่างเดียว โดยกระบวนการดังกล่าวอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ เริ่มจากการทำความเข้าใจความหมายของข้อความ ก่อนที่กิจกรรมในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลความหมายจะลดลง แล้วจึงค่อยกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งพร้อมกับการทำงานของสมองบริเวณที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ จินตนาการ และความเห็นอกเห็นใจ
สิ่งที่น่าสนใจจากงานวิจัยชิ้นนี้คือการนำเสนอว่าสมองของเรามีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างออกไป โดยการอ่านเชิงสุนทรีย์เปิดพื้นที่ให้เราได้ตีความสิ่งที่อ่านผ่านประสบการณ์ของตัวเองมากขึ้น เพราะเราไม่ได้หยุดเพียงการทำความเข้าใจเนื้อหา แต่สมองยังดึงเอาแง่มุมต่างๆ ของตัวเรามาประกอบเข้ากับสิ่งที่เรากำลังอ่านได้ด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมข้อความเดียวกันจึงสามารถสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันในผู้อ่านแต่ละคนได้ ซึ่งกระบวนการอ่านลักษณะนี้ยังช่วยทำให้เราเข้าใจเพิ่มเติมอีกว่า ทำไมเวลาเราอ่านอะไรสักอย่างในช่วงเวลาหนึ่งแล้วรู้สึกแบบหนึ่ง แต่พอกลับมาอ่านในอีกช่วงชีวิต เราถึงรู้สึกอีกแบบหนึ่ง

แล้วการอ่านเชิงสุนทรีย์มีประโยชน์ต่อเราอย่างไร?
นอกจากความสำคัญของการอ่านเชิงสุนทรีย์ต่อมนุษย์แล้ว ในงานวิจัยข้างต้นก็ยังได้พูดถึงประโยชน์ของการอ่านลักษณะนี้ไว้ด้วยเช่นกัน อันดับแรกเลย คือการเปิดพื้นที่ให้จินตนาการได้อย่างอิสระ ทำให้เราไม่ได้รับมาแค่ข้อมูล แต่ยังได้เอาสิ่งที่อ่านไปสร้างเป็นภาพหรือความเป็นไปได้ในหัวตัวเองด้วย
เพราะในโลกที่ทุกอย่างเน้นเรื่องของความรวดเร็ว การได้หยุดคิดและใช้จินตนาการของตัวเองบ้าง จึงอาจเป็นเหมือนการเปิดพื้นที่ให้สมองได้ทำงานนอกเหนือจากการรับข้อมูลที่มีคำตอบสำเร็จรูปอยู่แล้ว เมื่อข้อความไม่ได้บอกเราทุกอย่างตรงๆ เราจึงต้องเติมส่วนที่ขาดหายไปด้วยตัวเอง ทำให้การอ่านไม่ได้จบลงเพียงแค่การรับสารจากผู้เขียน แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกันระหว่างตัวหนังสือกับคนอ่าน
และการอ่านเชิงสุนทรีย์ยังช่วยเพิ่มความเข้าใจในตัวเองไดเด้วย เพราะเมื่อเราเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ตีความสิ่งที่อ่านอย่างอิสระ เราก็อาจค้นพบว่าความคิดหรือประสบการณ์ของเรากำลังตอบสนองต่อเรื่องราวตรงหน้าอย่างไร แม้การอ่านเชิงสุนทรีย์จะไม่ได้มอบคำตอบใหม่ให้กับเรา แต่ก็ช่วยทำให้เราเห็นสิ่งที่อยู่ภายในตัวเองชัดเจนขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว การมีคอนเทนต์ที่ย่อยง่ายและพร้อมนำไปใช้งานต่อได้ทันที ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน ความสะดวกและการประหยัดเวลาย่อมเป็นสิ่งที่หลายคนมองหา แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรลืมว่าสมองของเรายังคงมีหน้าที่วิเคราะห์ด้วยตัวเอง ดังนั้น ท่ามกลางคอนเทนต์มากมายที่พร้อมสรุปทุกอย่างให้เสร็จสรรพ การเหลือพื้นที่ไว้ให้เราได้หยุดอ่านและคิดต่อยอดจากสิ่งที่อ่านด้วยตัวเองบ้าง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม
แค่ลองหยุดอ่านอะไรให้ลุ่มลึกและใช้เวลามากขึ้น เท่านี้สมองเราก็ได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว
อ้างอิงจาก
adventuresoftheliftinglibrarian.blog