สำหรับบ้านเราในปี 2026 คำว่า ‘Book Club (บุ๊กคลับ)’ อาจจะไม่ได้แปลกหรือไกลตัวขนาดนั้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะหลังยุคโควิด การกลับมาของกิจกรรมในโลกออฟไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เด็กเจนซี ได้กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือกิจกรรมว่าด้วยชุมชนการอ่าน
คำว่า Book Club ถ้าเรามองย้อนไป ‘การจัดสมาคมหนังสือ’ หมายถึงสมาคมที่จะเลือกหนังสือซักหนึ่งเล่มก่อนจะแยกย้ายกันไปอ่านหนังสือเล่มนั้นๆ แล้วค่อยกลับมาอ่านหนังสือเล่มนั้นร่วมกันในสมาคมอีกครั้ง พร้อมถกเถียง ยกข้อความ หรือประเด็นต่างๆ มาพูดคุยกัน
ถ้าพูดในมิติทางวัฒนธรรม ‘สมาคมอ่านหนังสือ’ ถือเป็นวัฒนธรรมจากโลกตะวันตก เป็นกิจกรรมที่บ้านเราไม่ค่อยคุ้นเคย และถ้ามองไปในระดับประวัติศาสตร์ สมาคมการอ่านมักเป็นพื้นที่ของผู้หญิง โดยมากมักเป็นภาพของกลุ่มแม่บ้าน โดยเฉพาะแม่บ้านอเมริกัน ที่จะเข้าสมาคม ใช้เวลายามว่างเข้าบุ๊กคลับด้วยกัน ถือเป็นหนึ่งช่องทางแสวงหาความรู้ ในยุคที่ผู้หญิงถูกกีดกันออกจากพื้นที่การศึกษา
บุ๊กคลับและกระแสบุ๊กคลับ จึงเป็นอีกกิจกรรมกระแสที่น่าสนใจ เพราะอย่างแรก ‘การอ่าน’ แต่เดิมวัฒนธรรมการอ่านมักเป็นเรื่องของความสันโดษ เป็นกิจกรรมที่ทำได้โดยลำพัง เรามักเห็นภาพการอ่านคือการอยู่กับตัวบท และการเข้าสู่โลกในความคิด ในจินตนาการ แต่กิจกรรมสมาคมหนังสือทำให้การอ่านกลายเป็น ‘กิจกรรมทางสังคม’ อย่างหนึ่ง คือเราไม่ได้อ่านอยู่คนเดียว แต่กำลังใช้การอ่านเป็นสะพานเชื่อมโยงไปหาคนอื่น
ซึ่งนอกจากบุ๊กคลับแบบดั้งเดิม อย่างการอ่านไปคุยไปแล้ว ยังเกิดกิจกรรมแบบใหม่คือการ ‘อ่านแบบเงียบๆ’ หรือ Silent Book Club คือแค่ต่างคนต่างพกหนังสือมานั่งอ่านในพื้นที่เดียวกันเงียบๆ ด้วยกัน
บุ๊กคลับ ประวัติศาสตร์เล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิง
ก่อนจะคุยเรื่องบุ๊กคลับในยุคโซเชียล อยากจะชวนย้อนกลับไปสำรวจความสำคัญของบุ๊กคลับเล็กน้อย กิจกรรมแบบสมาคมหนังสือที่คนมารวมตัวกันเพื่อถกเถียงเรื่องหนังสือเล่มเล่มหนึ่ง เรื่องเรื่องหนึ่ง ร่วมกัน จริงๆ ในประวัติศาสตร์ตะวันตก ถือเป็นกิจกรรมและพื้นที่สำคัญของประวัติศาสตร์การต่อสู้และแสวงหาความรู้ของผู้หญิง โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
พื้นที่ที่ถือว่าเป็นบุ๊กคลับสำคัญยุคแรกๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้หญิงคือตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 สมัยที่ชาวอังกฤษนั่งเรือไปบุกเบิกตั้งอาณานิคมที่อเมริกา ในยุคตั้งอาณานิคมยุคแรกเป็นการเดินทางของกลุ่มเคร่งศาสนา ยุคนั้นมีคนอังกฤษกลุ่มหนึ่งนั่งเรือเดินทางไปแมสซาชูเซตส์ ในกลุ่มมีลูกสาวของบาทหลวงชื่อแอนน์ ฮัตชินสัน (Anne Hutchinson) ซึ่งจับกลุ่มถกเถียงเรื่องคำเทศน์ประจำสัปดาห์
พอถึงอเมริกาเธอก็เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดกลุ่มถกเถียงทั้งบทเทศน์และตีความไบเบิล แปลว่าบุ๊กคลับสำคัญแรกคือไบเบิลบุ๊กคลับ ซึ่งแน่นอนว่าถูกศาสนจักรประนาม เพราะถือว่านอกรีตและไม่ใช่เรื่องของผู้หญิง จนเธอถูกเนรเทศ และกลายเป็นตัวแทนของการวิพากษ์ และอิสรภาพในพื้นที่ศาสนา
และศตวรรษเดียวกันนั้นเอง ในอเมริกาที่ผู้หญิงเข้าไม่ถึงพื้นที่การศึกษา ไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย พวกเธอจึงได้จัดบุ๊กคลับ ละใช้สมาคมหนังสือนี้เป็นพื้นที่ถกเถียง แลกเปลี่ยนความคิดและความรู้ จากหนังสือ ข้อคิด ความเรียงต่างๆ อย่างจริงจัง

สมาคมหนังสือไม่ใช่เรื่องเก่าๆ
สรุปอย่างคร่าวๆ จริงๆ สมาคมหนังสือในยุคสมัยใหม่เป็นต้นมาค่อนข้างหลากหลาย แต่โดยทั่วไปเรามักมองว่าเป็นกิจกรรมของแม่บ้านที่ใช้เวลาว่างจากงานบ้านเข้าสมาคมหนังสือกันเพื่อแก้เหงาในยามสามีไม่อยู่บ้าน
ทว่า ปัจจุบันกิจกรรมบุ๊กคลับและกิจกรรมการอ่าน กำลังเป็นอีกพื้นที่เงียบๆ ช้าๆ ในโลกโซเชียลที่เต็มไปด้วยความเร็วและข้อมูลบนหน้าจอมือถือ ให้คนรุ่นใหม่อย่างคนเจนวายและเจนซี ได้หันเข้าหาการอ่าน และการสร้างกิจกรรมหรือเข้าสังคมโดยมีการอ่านเป็นหัวใจของกิจกรรม
รายงานจากอเมริกาช่วงต้นปี 2026 กล่าวว่า กว่าครึ่งของคนเจนวายและเจนซี (56-61%) นิยามตัวเองว่าเป็นนักอ่านและบริโภคหนังสือเล่มเฉลี่ย 3-4 ต่อปี ที่น่าสนใจคือสำหรับคนรุ่นใหม่ การอ่านไม่ใช่กิจกรรมที่โดดเดี่ยว แต่กลับเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อที่มีความหมายกับคนอื่นๆ กับชุมชนของนักอ่าน
ตรงนี้เองเกี่ยวข้องกับชุมชนการอ่าน ซึ่งอาจจะสัมพันธ์ตั้งแต่ชุมชนการอ่านในโลกออนไลน์ การมีกลุ่ม มีเพจ มีกิจกรรมในพื้นที่โซเชียล นำมาสู่กิจกรรมการอ่านที่เป็นทางการคือการทำบุ๊กคลับ ในอเมริกามีตัวเลขหลายมิติที่พูดถึงการเติบโตขึ้นของบุ๊กคลับ เช่น มีลิสกิจกรรมที่ว่าด้วยบุ๊กคลับเพิ่มขึ้นบนแพลตฟอร์ม มีตัวเลขสำคัญพบว่าเกิน 1 ใน 5 ของเจนซีและเจนวายว่าเป็นสมาชิกอย่างน้อย 1 คลับ ไปจนถึงการเกิดขึ้นของบุ๊กคลับทั้งในสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ เครือธุรกิจ ไปจนถึงร้านขนาดเล็ก และกลุ่มนักอ่านที่หลากหลาย

กลุ่มการอ่านในฐานะกิจกรรมสังคม
กระแสการรวมกลุ่มอ่านหนังสือ ทำให้การอ่านไม่ใช่แค่การอ่านอยู่คนเดียวอีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องกับชุมชน การเข้าบุ๊กคลับเพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ รายงานเบื้องต้นระบุเสียงจากผู้เข้าร่วมว่า การไปอ่านร่วมกัน การเข้าชุมชนหนังสือ ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว ลดความเหงา สร้างความรู้สึกเชื่อมต่อกัน
งานสำรวจพบว่า สมาชิกของบุ๊กคลับระบุแรงจูงใจในการเข้าร่วมบุ๊กคลับ คือความต้องการสื่อสารกับคนอื่น และงานสำรวจพบว่าสมาชิกที่ได้ทำตามที่ต้องการคือได้สื่อสารพูดคุย ในการสำรวจจะมีคะแนนด้านสุขภาพจิตที่สูง โดยไม่ว่าจะเข้ากลุ่มแบบออนไลน์หรือในพื้นที่จริงก็ตาม การอ่านจึงกลายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่เราใช้เข้าสร้างสังคม และถือเป็นการเข้าถึงพื้นที่ที่ค่อนข้าง ‘มีความหมาย’ คือเราเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยหนังสือ

นอกจากตัวคลับการอ่านแบบดั้งเดิมที่เป็นการพูดคุย แนะนำ ถกเถียง จากตัวบทบทหนึ่งแล้ว ระยะหลังเราเริ่มเกิดคลับแบบใหม่คือ คลับการอ่านแบบเงียบๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมการอ่านแบบไม่เป็นทางการยิ่งกว่าเดิม เป็นเพียงการนัดแนะมารวมตัวกันและนั่งอ่านหนังสือเท่านั้น
กิจกรรมการอ่านเงียบๆ ด้วยกันจึงเป็นอีกพื้นที่ตรงกลาง ซึ่งได้หยิบเอาลักษณะของการอ่านที่ว่าด้วยการอยู่กับหนังสือ กลับไปอยู่กับโลกภายใน มาสร้างเป็นกิจกรรมอีกแบบที่แค่มานั่งอ่านด้วยกันก็ถือว่าได้มีกิจกรรมบางอย่างในเมืองที่เราต่างคนต่างอยู่
การอ่านด้วยกันเงียบๆ เป็นกระแสกิจกรรมใหม่ และค่อนข้างเป็นอีกกิจกรรมที่ได้รับความนิยม เช่น ในปี 2024 ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาสเตต (NC State) จัดกิจกรรม Silent Reading Society ซึ่งกลายเป็นว่ากิจกรรมเต็มแทบทุกครั้ง และพบว่านักศึกษาชอบที่จะมานั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ด้วยกัน ซึ่งห้องสมุดเปิดให้ผู้เข้าร่วมเอาหนังสืออะไรมาอ่านก็ได้ หรือจัดธีมเล็กๆ ไว้ให้เลือก มีขนมน้ำชาบริการ
สุดท้ายประเด็นเรื่อง Book Club ที่ว่าด้วยอีกด้านของการอ่าน ในฐานะกิจกรรมที่เราไม่ต้องทำอยู่คนเดียว แต่กลับเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมต่อกับคนอื่นๆ ทั้งการเข้าร่วมการอ่านแบบแอ็กทีฟ มีการกำหนดหนังสือ เข้าพูดคุยกัน ไปจนถึงการเกิดขึ้นของการแค่เข้าไปอ่านด้วยกันเงียบๆ
การอ่านจึงถือเป็นอีกกิจกรรมที่พิเศษ เพราะด้วยตัวการอ่านเองนั้นว่าด้วยการรับมือความโดดเดี่ยว เป็นกิจกรรมที่ทำได้โดยลำพัง เราอ่านหนังสือเพื่อแก้เหงา แต่กิจกรรมการอ่านกลับพาเราไปหาคนอื่นได้ อย่างเป็นรูปธรรมด้วย
อ้างอิงจาก
