บางครั้งมองกระจก ก็แอบรู้สึกว่าตัวเองแก่ลงไปเยอะเหมือนกันนะ ทั้งที่อายุอานามก็ไม่ได้มากจนจะเข้าขั้นนั้น แต่ร่างกายเรากลับไปก่อนวัยเสียแล้ว
แน่นอนแหละว่า มีปัจจัยอยู่มากมายที่สามารถทำให้คนเราแก่เกินวัยได้โดยไม่รู้ตัว ทั้งอาหารการกิน พฤติกรรมการใช้ชีวิต กิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกับคนรอบตัวเรา ก็สามารถทำให้ร่างกายเราทรุดโทรมลงได้
ทุกคนอ่านกันไม่ผิดหรอก ความสัมพันธ์ทั้งหลายแหล่ที่เราต้องพบเจอกันในทุกวันมีโอกาสจะทำให้เราแก่ก่อนวัยได้จริง แต่จะได้อย่างไรนั้น The MATTER จะขอพาไปสำรวจเหตุผลเบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้กัน
เมื่อความแก่ มาพร้อมความสัมพันธ์ที่ไม่ดี
แม้ร่างกายเราจะโรยราไปตามตัวเลขอายุที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในทุกปี ถึงอย่างนั้น ก็อาจมีบางสิ่งบางอย่างทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง ไปทำให้ความแก่นั้นมาเคาะประตูเรียกเราไวยิ่งขึ้น
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราแก่เร็วขึ้น ไม่ใช่สิ่งไกลตัวเราแต่อย่างใด ทว่ามันกลับเป็นบรรดาความสัมพันธ์กับคนรอบตัวทั้งหลายที่รายล้อมเรานี่แหละ งานศึกษาจากวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences เกี่ยวกับ ผลกระทบต่อสุขภาพอันเกิดจากพวกคนที่ชอบสร้างปัญหาและความเดือดเนื้อร้อนใจ ซึ่งได้ทำการวิจัยผ่านการสำรวจข้อมูลจากผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คน ระบุเอาไว้ว่า กลุ่มคนที่ชอบก่อปัญหา หรือที่ในงานศึกษาใช้คำว่า ‘hasslers’ ผู้นำไปสู่การเกิดขึ้นของความสัมพันธ์ที่ไม่ดี มีแนวโน้มทำให้เราแก่ขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ ไม่ใช่เมื่อเรารู้จักกลุ่มคนเหล่านี้ แล้วพวกเขาจะมีเวทย์มนต์เสกให้หน้าและผิวพรรณเราเหี่ยวเฉาลงเสียเมื่อไหร่ หากเป็นผลลัพธ์ที่พวกเขาทิ้งเอาไว้ต่างหากที่ส่งผลกับเราโดยตรง หรือก็คือคนพวกนี้มักสร้างความเครียดเรื้อรังให้แก่เรา แล้วพอเราอยู่ในวังวนความสัมพันธ์นี้ไปเรื่อยๆ ความเครียดทั้งหลายก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวเร่งความแก่กับร่างกายเรา
โดยการเพิ่มขึ้นของพวกที่สร้างความไม่สบายใจแก่เราทุก 1 คน สามารถเพิ่มอัตรความแก่ได้เร็วขึ้นถึงประมาณ 1.5% ต่อปี หากลองนึกภาพตามได้ว่า ปกติร่างกายเราก็จะแก่ขึ้นอยู่แล้ว ตามช่วงเวลาที่หมุนผ่านไป เมื่อหมด 1 ปีปฏิทิน เราก็จะแก่ขึ้นไปอีก 1 ปี ทว่าหากเราดันมีความสัมพันธ์ที่ชวนให้ปวดหัวอยู่ในชีวิต ร่างกายเราก็อาจแก่เร็วขึ้นถึง 1.015 ปีต่อปีปฏิทินหรืออาจเทียบได้เท่ากับหลักวันเลยก็ได้
แม้จะฟังดูเป็นตัวเลขที่ไม่ได้เยอะอะไรมากมาย แค่ 1.5% เอง แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ถ้าเราสะสมอะไรแบบนี้ไว้กับตัวเองมากๆ นานวันเข้ามันไม่ส่งผลดีต่อร่างกายเราอย่างแน่นอน แล้วยิ่งเรามีคนพวกนี้อยู่รอบตัวมากขึ้น ก็อาจเพิ่มตัวเลขนี้ให้สูงขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัวอีกด้าวย
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มสงสัย ว่าจะมีความสัมพันธ์แบบไหนที่อาจมีแนวโน้มจะเป็นพวกก่อความปวดหัวมากกว่าความสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ คำตอบก็คือ มีแน่นอน โดยงานศึกษาข้างต้นชี้ให้เห็นไว้ว่า กลุ่มความสัมพันธ์ที่อาจก่อให้เกิดความเครียดต่อตัวเรามากที่สุด ได้แก่ คนในครอบครัว ซึ่งอาจมาจากความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก หรือแม้แต่คู่รักหรือคู่สมรสด้วยกันเองก็ได้เช่นกัน และอีกกลุ่มความสัมพันธ์ นั่นคือ เหล่าเพื่อร่วมงาน เพื่อน หรือเพื่อนบ้าน
เหตุผลที่ความสัมพันธ์ทั้งสองกลุ่มนี้มีแนวโน้มมากกว่ากลุ่มอื่นๆ เพราะ ทั้งสองรูปแบบเป็นความสัมพันธ์ที่หลายคนยากจะหลีกเลี่ยงได้ อย่าง ครอบครัวสำหรับบางคนก็ต้องพบเจอกันอยู่ตลอด ไม่เจอกันแค่ตอนออกไปข้างนอกบ้าน ส่วนความสัมพันธ์อื่นๆ ก็เป็นเหมือนกับความสัมพันธ์ที่มักพ่วงมาด้วย ‘ความจำเป็น’ และ ‘ความเป็นพื้นที่ส่วนร่วม’ จึงทำให้หลายคนจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วม
ทีนี้ เรามาดูกันหน่อยดีกว่า ว่าคนกลุ่มไหนบ้างที่มีแนวโน้มจะพบเจอกับความสัมพันธ์ชวนปวดหัวเหล่านี้มากกว่าคนกลุ่มอื่นของสังคม เริ่มแรก ก็จะเป็นกลุ่มคนที่เป็นผู้ป่วย ซึ่งมาจากการต้องถูกจ้ำจี้จ้ำไชในเรื่องสุขภาพจนเกินพอดี จนกลายเป็นความเครียดและไม่พอใจ ถัดมาคือกลุ่มคนที่มีประสบการณ์ในวัยเด็กที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก โดยพวกเขามักมีความเปราะบางต่อความเครียดเรื้อรังและเหตุการณ์ลบในชีวิตมากกว่าคนอื่นๆ และกลุ่มสุดท้ายคือผู้หญิง
เมื่อพูดถึง ‘ผู้หญิง’ ก็น่าสนใจที่จะไปดูกันต่ออีกนิด ทำไมผู้หญิงถึงมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากความสัมพันธ์มากกว่าเพศอื่น ทั้งนี้ในงานศึกษาชี้เอาไว้ว่า ผลกระทบในที่นี้ หมายถึงทั้งความสัมพันธ์แง่บวกและแง่ลบ ไม่ได้เจาะจงเฉพาะแง่ใดแง่หนึ่ง
จูดิธ โมห์ริง (Judith Mohring) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา อธิบายว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มจะเครียดและแบกรับปัญหาของผู้อื่นไว้กับตัวมากกว่าผู้ชาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในชีวิตประจำวัน ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยต้องรับผิดชอบทั้งงานนอกบ้านและงานในบ้านไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันโอกาสในบางด้านก็ยังไม่ได้เปิดกว้างอย่างเท่าเทียม เมื่อพื้นฐานชีวิตเต็มไปด้วยภาระและข้อจำกัดเช่นนี้ ความสัมพันธ์ที่เข้ามาจึงไม่ใช่แค่พื้นที่ของความสบายใจ แต่ยังอาจกลายเป็นอีกแหล่งของความเครียดที่ผู้หญิงต้องรับมือมากกว่านั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แม้งานวิจัยจะว่ามาเช่นนี้ หากแต่ทุกคนก็มีโอกาสจะเผชิญกับปัญหาจากความสัมพันธ์ได้อย่างทั่วถึงทั้งหมด เพียงแต่บางกลุ่มคนอาจมีแนวโน้มมากกว่า ซึ่งอะไรแบบนี้ก็อาจไม่น่าใช่สิ่งที่หลายคนอยากเจอนักหรอก เพราะฉะนั้น คงเป็นเรื่องดีกว่า ถ้าเราจะแข็งแกร่งมากขึ้นเพื่อรอรับความสัมพันธ์อันแสนปวดหัวที่รอจ่อมาหาเรา

รับมือกับความสัมพันธ์ที่ไม่ดี อย่างไรดี?
ก่อนจะไปดูว่าเราจะรับมือกับความสัมพันธ์ที่ไม่ดีได้อย่างไรนั้น แน่นอนว่า สิ่งสำคัญที่ทุกคนอาจต้องทำก่อนเป็นอันดับแรก คือ การรู้ตัวและตระหนักกับตัวเองให้ได้ว่า เรากำลังเวียนว่ายอยู่ในความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อตัวเรา หากเราไม่รู้ตัวเอง ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะหาทางมาจัดการแก้ไขให้ตรงจุดได้
บางครั้งการก้าวออกมาจากบางความสัมพันธ์ก็เป็นเรื่องยาก เพราะมีอีกหลากหลายความสัมพันธ์บนโลกที่การเดินออกมาไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมที่สุด บยองคยู ลี (Byungkyu Lee) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และหนึ่งในผู้เขียนงานศึกษาที่เราใช้พูดคุยกันมาตั้งแต่ต้น จึงอยากมาพูดถึงวิธีการรับมือกับความสัมพันธ์ในลักษณะนี้กัน ใครรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ก็ลองนำวิธีด้านล่างนี้ไปประยุกต์ใช้กันตามแบบของตัวเองได้เลย
จำกัดเวลาที่ใช้กับคนในความสัมพันธ์เหล่านี้
บยองคยู ลี แนะนำว่า หากเราจำเป็นต้องใช้เวลาหรือไม่สามารถหลีกเลี่ยงกับคนในความสัมพันธ์ได้จริง ให้ลองใช้วิธีจำกัดเวลากับพวกเขาดู อาจช่วยเพิ่มระยะห่างในความสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้นด้วย เช่น มีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่ชอบบ่นและโยนพลังงานลบใส่เราทุกครั้งที่เจอ จากเดิมที่เรามักคุยกันบ่อยๆ ว่างที ก็คุยที อาจพยายามหาเหตุผลมาขัดจังหวะ เวลาต้องมีปฏิสัมพันธ์กับอีกฝ่าย เพื่อเอาตัวเองออกมาจากบทสนทนาให้ไวที่สุด
ตั้งขอบเขตให้ชัดเจน
วิธีนี้นอกจากเราจะรู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญกับความสัมพันธ์รูปแบบใดแล้ว ก็อาจต้องรู้ใจตัวเองให้ได้ด้วยว่า เรากำลังต้องการอะไรอยู่ และอะไรคือสิ่งที่เรารับได้หรือรับไม่ได้ เพราะเมื่อเส้นแบ่งเหล่านี้ชัดขึ้น เราจะเริ่มสื่อสารกับอีกฝ่ายได้ตรงไปตรงมามากขึ้นได้ เช่น เวลากลับบ้านทีไร คนในครอบครัวก็มักพูดหรือถามคำถามที่ทำให้เรารู้สึกแย่ เราก็อาจตั้งขอบเขตขึ้นมากั้นระหว่างเรากับอีกฝ่าย คุยกันให้น้อยที่สุด หรือคุยกันเฉพาะเรื่องที่จำเป็นเท่านั้น
รู้จักวิธีที่เหมาะกับตัวเองเมื่อเจอความสัมพันธ์ไม่ดี
บางครั้งเราก็อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วพอเผชิญหน้ากับคนบางคน เราก็อาจรู้สึกแย่ไปเรียบร้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็อาจต้องรู้จักวิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อนำมาใช้จัดการความรู้สึกภายหลังการเจอกับความสัมพันธ์เหล่านี้ เช่น วันนี้ต้องไปคุยกับหัวหน้างานจนถึงเย็น จบจากนั้นก็อาจมองหากิจกรรมที่คลายเครียดทำ ไม่ว่าจะ ไปกินมื้ออร่อยๆ นัดเจอเพื่อนหลังเลิกงาน หรือไปออกกำลังกายขจัดความคิดลบๆ หากเราเตรียมอะไรเหล่านี้ไว้ อาจช่วยให้การอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์แย่ๆ เบาลงได้เช่นกัน
บางความสัมพันธ์ก็ต้องการผู้เชี่ยวชาญ
หลายครั้งที่ความสัมพันธ์รอบตัวทำให้เราแย่ แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นความสัมพันธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ วิธีที่ใช้กับคนทั่วไปก็อาจไม่ได้ผล ถ้าเป็นเช่นนั้น อาจลองไปพบกับผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ดู ไม่ว่าจะนักบำบัด หรือจิตแพทย์ เพื่อช่วยหาทางออกให้แก่เรา แถมพวกเขาอาจช่วยให้เราตัดสินใจทำอะไรได้ง่ายขึ้น ผ่านการทบทวนตัวเองและความสัมพันธ์กับคนรอบตัวไปพร้อมกันด้วย
ท้ายสุดแล้ว การพบเจอความสัมพันธ์ที่ไม่ดีในชีวิต ถือเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นกับเราได้เสมอ ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องจมอยู่กับมันไปตลอด เราก็ควรมองหาวิธีที่สามารถพาตัวเองออกมาจากวังวนความสัมพันธ์พวกนี้ให้ได้ หรือหากยากเกินกว่าจะออกมา อาจลองปรับใช้วิธีข้างต้นดูก็ได้เช่นกัน
สำคัญสุดคือการรู้ตัวเองอยู่เสมอว่า กำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน เพราะถ้าอยู่กับความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อไป ก็อาจแก่ขึ้นจนย้อนกลับไปแก้ไขไม่ทัน
อ้าอิงจาก