หลังจากที่เข้าฉายมากว่าครึ่งเดือน นอกจากผู้ชมจะพูดถึงความตระการตาและความยิ่งใหญ่ของหลายส่วนในหนังเรื่อง The Odyssey (2026) อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ชมเรื่องนี้หลายคน ให้ความสนใจไม่แพ้กัน คือบทบาทและการนำเสนอภาพตัวละครผู้หญิงภายในหนัง ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์
ตัวอย่างเช่น บทความจาก USA Today ซึ่งได้ตั้งคำถามต่อบทบาทของผู้หญิงภายในเรื่อง โดยมีใจความคร่าวๆ พูดถึง การที่ตัวหนัง The Odyssey เวอร์ชั่นของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ไม่ผ่านแบบทดสอบเบ็กเดิล (Bechdel Test) หรือก็คือเกณฑ์วัดบทบาทและการนำเสนอภาพของตัวละครหญิงในภาพยนตร์หรือวรรณกรรม เนื่องจากไม่มีผู้หญิงสองคนมีบทสนทนากันเกี่ยวกับเรื่องอื่นเลยนอกจากเรื่องผู้ชาย แม้ภายในเรื่องจะมีนักแสดงหญิงจำนวนมากก็ตาม
และหากย้อนกลับไปมองหนังของโนแลนอีกหลากหลายเรื่องที่ผ่านมา ก็จะพบว่าผู้กำกับคนนี้มีโครงเรื่องและวิธีการนำเสนอตัวละครภายในเรื่องที่เป็นเหมือนสูตรสำเร็จเดียวกัน เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของบทบาทความแตกต่างระหว่างตัวละครผู้ชายและตัวละครผู้หญิง
โนแลนนำเสนอผู้หญิงออกมาในลักษณะใด? และพวกเธอมีบทบาทไปในทิศทางไหน? ถ้าเราลองหยิบทฤษฎีหรือแนวคิดสายสตรีนิยม (Feminist Theory) มาเป็นอีกหนึ่งเลนส์ในการมองหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ จะช่วยให้เราเข้าใจภาพของผู้หญิงในโลกภาพยนตร์ของโนแลนมากขึ้นหรือไม่?

cr.IMDB
‘ผู้หญิง’ ชิ้นส่วนสำคัญที่พาผู้ชายไปสู่ความสำเร็จ
เหตุผลที่เราเลือกหยิบยกทฤษฎีสายสตรีนิยมมาทำความเข้าใจในประเด็นนี้ เพราะหากจะพูดถึงเกี่ยวกับผู้หญิงแล้ว การใช้ทฤษฎีที่วิพากษ์ประเด็นเหล่านี้โดยตรงก็อาจช่วยให้เราเข้าใกล้คำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ได้มากที่สุด มิหนำซ้ำ การมองผ่านเลนส์สตรีนิยมยังอาจพาเราไปเห็นถึงแง่มุมอื่นๆ ในโลกของโนแลนที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนก็ได้ด้วย
เมื่อพูดถึงโลกภาพยนตร์ หนึ่งในแนวคิดสายสตรีนิยมที่สามารถอธิบายการนำเสนอภาพผู้หญิงได้ชัดเจนมากที่สุด คงหนีไม่พ้น การมองด้วยสายตาของผู้ชาย หรือที่รู้จักกันในชื่อสั้นๆ ว่า ‘Male Gaze’ อันเป็นแนวคิดของ ลอรา มัลวีย์ (Laura Mulvey) นักทฤษฎีภาพยนตร์สายสตรีนิยม จากบทความ Visual Pleasure and Narrative Cinema (1975) ซึ่งได้อธิบายไว้ว่า ภาพยนตร์กระแสหลัก โดยเฉพาะฮอลลีวูด ถูกสร้างขึ้นภายใต้โครงสร้างปิตาธิปไตยที่ทำให้ผู้หญิงมักถูกวางไว้ในฐานะ ‘ผู้ถูกมอง’ ขณะที่ผู้ชายเป็น ‘ผู้มอง’ และเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องราว
หลักๆ แล้ว Male Gaze ของมัลวีย์ จะประกอบไปด้วยการมอง 3 รูปแบบที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ลักษณะการถ่ายทำ เช่น การจัดเฟรม การเคลื่อนไหวของกล้อง การตัดต่อ ฯลฯ ถัดมาคือลักษณะการมองของตัวละคร หรือก็คือวิธีการที่ตัวละครชายมองตัวละครหญิง และสุดท้ายลักษณะการมองของผู้ชม ซึ่งมักจะจัดวางตำแหน่งให้มีมุมมองแบบผู้ชาย
เมื่อมองภาพยนตร์ของโนแลนผ่านแนวคิดของมัลวีย์ หนังหลายเรื่องก็มักถูกนำเสนอผ่านมุมมองของผู้ชายเป็นหลัก โดยตัวละครชายมักปรารถนาบางอย่างและออกเดินทางเพื่อไปให้ถึงสิ่งนั้น ขณะที่ตัวละครหญิงจำนวนไม่น้อยกลับมีบทบาทหน้าที่เป็นแค่แรงขับเคลื่อนในแง่ใดแง่หนึ่งให้แก่ผู้ชาย ไม่ว่าจะในฐานะคนรัก ครอบครัว แรงผลักดัน บาดแผล
หรือกระทั่งเป็นเป้าหมายที่ตัวละครชายเหล่านี้
ต้องออกเดินทางตั้งแต่ต้น
พูดโดยภาพรวมเช่นนี้ บางคนก็อาจยังไม่เห็นภาพ งั้นเรามาลองดูจากตัวอย่างหนังของโนแลนหลายๆ เรื่องนี้กัน เริ่มกันที่ The Dark Knight Trilogy กับตัวละคร อย่าง ‘เรเชล ดอวส์’ (รับบทโดย เคที่ โฮมส์ (Katie Holmes)) ผู้เป็นเพื่อนสนิทในวัยเด็กและคนที่ ‘บรูซ เวน’ (รับบทโดย คริสเตียน เบล (Christian Bale)) หลงรักตั้งแต่ใน Batman Begins (2005) โดยเธอเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญที่เป็นแรงผลักดันทางศีลธรรมให้เขาเดินบนเส้นทางแห่งความยุติธรรมในฐานะแบทแมน มิหนำซ้ำเธอยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำร้ายจิตใจบรูซ ในภาค The Dark Knight (2008) ด้วย
หรือใน Interstellar (2014) ตัวละครหญิงหลัก 2 ตัวอย่าง ‘เมิร์ฟ’ (รับบทโดย เจสสิกา แชสเทน (Jessica Chastain)) และ ‘ดร.อมีเลีย แบรนด์’ (รับบทโดย แอนน์ แฮทธาเวย์ (Anne Hathaway)) ต่างก็ช่วยเติมเต็มตัวละครเอกอย่าง ‘คูเปอร์’ (รับบทโดย แมทธิว แมคคอนาเฮย์ (Matthew McConaughey)) ไปกันคนละแบบ อย่าง เมิร์ฟ มีส่วนกระตุ้นให้คูเปอร์เลือกออกเดินทางไปทำภารกิจในอวกาศ ผ่านการพูดถึงเรื่องผีภายในห้องนอน ส่วน ดร.อมีเลีย ผู้ออกเดินทางไปทำภารกิจร่วมกับคูเปอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ช่วยพาคูเปอร์เข้าใกล้คำตอบของการเดินทางครั้งนี้มากขึ้น
มาสู่ The Odyssey ที่เพิ่งลงจอฉายไป ก็ปรากกตัวละครผู้หญิง ผู้เป็นแรงขับเคลื่อนให้ตัวละครเอกอย่าง ‘โอดิเซียส’ (รับบทโดย แมตต์ เดมอน (Matt Damon)) ออกเดินทางในท้องทะเลอันกว้างใหญ่นี้ด้วย นั่นคือ ‘เพเนโลพี’ (รับบทโดย แอนน์ แฮทธาเวย์) ผู้เป็นภรรยา ซึ่งยื่นมือเข้าช่วยโอดิเซียสตั้งแต่ก่อนไปทำศึกสงคราม ด้วยการมอบเข็มกลัดเทพีอธีน่า สำหรับคุ้มครองให้ตัวเอกเดินทางอย่างปลอดภัย รวมถึงยังเป็นตัวละครที่เป็นแรงผลักดันให้โอดิเซียสต้องการจะกลับไปสู่มาตุภูมิด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังมีตัวละครอย่าง ‘เทพีอธีน่า’ (รับบทโดย เซนดายา (Zendaya)) ผู้ทำหน้าที่ชักนำและให้ความช่วยเหลือกับโอดิเซียส ตลอดระยะเวลาที่เขาหลงอยู่กลางท้องทะเล จนกลับถึงบ้านได้
จากทุกตัวอย่างที่ยกมา ทุกคนก็น่าจะเห็นถึงโครงสร้างภาพยนตร์ของโนแลนกันประมาณหนึ่งแล้ว ว่าภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง คือเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ต้องออกเดินทางหรือทำภารกิจอะไรบางอย่าง พวกเขาจึงไม่มีทางไปถึงเป้าหมายนั้นได้เลย หากไม่มีผู้หญิงช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนในด้านใดด้านหนึ่งให้แก่พวกเขา ซึ่งแม้จะมีบางตัวละครที่เหมือนจะได้พื้นที่พอจะสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในเนื้อเรื่องของหนังบ้าง เช่น เมิร์ฟ ผู้หาทางช่วยโลกให้พ้นวิกฤตได้ ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังคงถูกจัดวางให้สัมพันธ์กับเรื่องราวของผู้ชายอยู่ดี

cr.IMDB
ผู้หญิงในภาพยนตร์ของโนแลนจึงไม่ได้มีบทบาทที่โดดเด่นมากพอจะให้เรียกได้อย่างเต็มปากว่า เป็นตัวเอกของเรื่อง พวกเธอเป็นเพียงตัวละครหนึ่งที่ช่วยให้หนังดำเนินเรื่องไปต่อจนจบได้ ผ่านบทบาทบางอย่างที่พวกเธอเป็น ทั้งหมดนี้อาจเพราะผู้ชายมักถูกวางให้เป็นตัวหลักเสมอ ตามแนวคิดเรื่อง ผู้หญิงในฐานะความเป็นอื่น หรือ Woman as Other ของ ซีมอน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir) นักปรัชญาและนักทฤษฎีทางสังคมชาวฝรั่งเศส ผู้เขียนหนังสือ The Second Sex (1949) ซึ่งได้อธิบายความเป็นอื่นของผู้หญิงผ่านแนวคิดที่ว่า ผู้ชายมักถูกทำให้เป็น ‘Subject’ หรือผู้กระทำ ขณะที่ผู้หญิงจะถูกทำให้เป็น ‘Other’ หรือความเป็นอื่นที่ถูกนิยามผ่านความสัมพันธ์กับผู้ชาย สำหรับซีมอน เดอ โบวัวร์ ผู้หญิงไม่ได้ถูกมองในฐานะมนุษย์ที่มีตัวตนและความปรารถนาของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ถูกทำให้มีความหมายจากการเป็น ‘บางสิ่งบางอย่าง’ ของผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็น ภรรยา คนรัก แม่ ลูกสาว แรงบันดาลใจ หรือกระทั่งเป้าหมายที่พวกเขาต้องการไปให้ถึง
หากลองนำแนวคิดเรื่อง Woman as Other มามองโลกภาพยนตร์ของโนแลน ก็จะพบว่า ตัวละครชายมักเป็นตัวละครหลัก ผู้มีภารกิจและความปรารถนาของตัวเองที่ต้องดำเนินไปให้ถึงอยู่เสมอ ขณะเดียวกัน ตัวละครหญิงจำนวนไม่น้อยกลับถูกให้ความหมายผ่านบทบาทที่พวกเธอมีต่อภารกิจของตัวละครชาย อย่าง ตัวละคร ‘คิตตี้ ออพเพนไฮเมอร์’ (รับบทโดย เอมิลี บลันต์ (Emily Blunt)) จาก Oppenheimer ที่แม้ตัวเธอจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีความสามารถ ทว่าเรื่องราวของเธอกลับถูกเล่าผ่านความสัมพันธ์กับ ‘ออพเพนไฮเมอร์’ (รับบทโดย คิลเลียน เมอร์ฟี (Cillian Murphy)) เป็นหลัก ไม่ว่าจะในฐานะภรรยาที่คอยสนับสนุนเขาในช่วงเวลาสำคัญ หรือผู้ที่เข้ามามีบทบาทในการช่วยปกป้องชื่อเสียงและอนาคตของเขาในช่วงการไต่สวน คิตตี้จึงมีความสำคัญต่อเรื่องอย่างมาก กระนั้น ความสำคัญทั้งหมดกลับเกิดขึ้นจากการที่เธอมีส่วนช่วยผลักดันและปกป้องเส้นทางของชายผู้เป็นศูนย์กลางของเรื่อง
อย่างไรก็ตาม ก็อาจมีบางตัวละครที่หลุดออกจากโครงสร้างการนำเสนอผู้หญิงของโนแลนบ้างเช่นกัน อย่าง ตัวละคร ‘แม่มดเซอร์ซี’ (รับบทโดย ซาแมนธา มอร์ตัน (Samantha Morton)) ผู้ที่ไม่ได้ถูกวางบทให้เป็นแค่คนรักหรือแม่ของตัวละครใดเลย หากแต่เป็นผู้กุมชะตากรรมของเหล่าตัวละครชายภายในเรื่อง ผ่านห้วงลึกทางอารมณ์ที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายใน ทั้ง ความหวาดกลัว ความโกรธ และความเจ้าเล่ห์ อันนำไปสู่การใช้พลังเวทมนตร์ในการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ดั่งใจนึก ทำให้ผู้ชมอย่างเราได้เห็นแง่มุมที่พอจะแตกต่างออกไปจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ
ทั้งนี้ แม้ตัวละครเซอร์ซีจะดูแตกต่างออกจากตัวละครหญิงอื่นๆ ในจักรวาลโนแลน แต่สุดท้ายแล้ว บทบาทในภาพใหญ่ของเธอก็ยังคงเป็นแค่เพียงทางผ่านในการเดินทาง ตลอดจนเป็นผู้คอยขับเคลื่อนให้ตัวเอกสามารถมุ่งไปสู่เป้าหมายอยู่ดี
ปัญหาทั้งหมดจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า ผู้หญิงในภาพยนตร์ของโนแลนไม่มีบทบาทสำคัญ เพราะในหลายครั้ง เรื่องราวจะดำเนินไปสู่ตอนจบไม่ได้เลยหากไม่มีพวกเธออยู่ในภาพยนตร์ แต่ปัญหาสำคัญกลับเป็นการที่พวกเธอดันถูกนำไปผูกโยงและมอบคุณค่าผ่านการทำให้เรื่องราวของผู้ชายทั้งหลายสมบูรณ์มากกว่า
คงน่าติดตามต่อไปว่า คริสโตเฟอร์ โนแลน ชายผู้ที่หลายคนยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ดีที่สุดในศตวรรษนี้ จะมีโอกาสสร้างภาพยนตร์ที่มอบพื้นที่ให้ผู้หญิงได้เฉิดฉายมากกว่านี้บ้างหรือเปล่า
อ้างอิงจาก