เป็นเหมือนกันไหม ที่พอโตขึ้นแล้วกล้าพูดกล้าคุยกับคนมากกว่าเดิม
เวลาออกไปซื้อของเจอพ่อค้าแม่ค้าก็พูดคุยกันสนุกสนาน ซ้อนมอเตอร์ไซค์ลุงวินก็ถามนู้นตอบนี้ เดี๋ยวนี้พอเจอคนหน้าใหม่ๆ ก็เผลอสร้างบทสนทนาโต้ตอบกันยาวเหยียดเหมือนคนเคยรู้จักกันมาก่อน
ตรงกันข้ามกับสมัยก่อนที่เวลาเจอคนที่ไม่คุ้นชินจะรับหนีห่าง ไม่ค่อยอยากพูดคุยด้วยเท่าไหร่ เพราะอะไรกันนะ พอเราโตขึ้นถึงกล้าคุยกับคนใหม่ๆ มากกว่าเดิม

สนทนากับคนหน้าใหม่
นึกย้อนไปตอนเด็กเวลาไปตลาดกับแม่ เห็นแม่แวะทักทายแม่ค้าทุกร้าน บางร้านคุยทีเป็นชั่วโมง นึกสงสัยมีเรื่องอะไรให้คุยขนาดนั้น บางคนก็ใช่ว่าจะสนิท เห็นเจอกันแค่เวลามาซื้อของแม่กล้าคุยกับได้แบบไม่เคอะเขินขนาดนี้นะ
สำหรับเรื่องนี้ กิลเลียน แซนด์สตรอม (Gillian Sandstrom) อาจารย์อาวุโสสาขาจิตวิทยามหาวิทยาลัยซัสเซ็กซ์ (Sussex University) อธิบายเอาไว้ว่า ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพราะการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วถึงกล้าคุยกับคนอื่นมากขึ้น แต่แค่บางคนอาจมีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตมามากกว่า พวกเขาจึงสามารถทำบางสิ่งที่สำหรับตัวเราอาจมองว่ายากอย่างไม่เก้อเขินได้
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อเราเติบโตขึ้นในแต่ละวัน การใช้ชีวิตในสังคมหมู่มาก การทำงาน รวมถึงการเดินทาง ก็ย่อมมีผู้คนหลากหลายรูปแบบเข้ามามีบทบาทในชีวิตอยู่เสมอ ไม่ว่าจะจากการเรียน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากผู้ใหญ่หลายคนจะเริ่มมีวิธีรับมือหรือเคล็ดลับในการสร้างบทสนทนาได้ดีขึ้นกว่าคนอีกจำนวนไม่น้อย เพราะยิ่งมีประสบการณ์ในการพบเจอผู้คนมากเท่าไร เราก็ยิ่งคุ้นชินกับสถานการณ์ทางสังคมมากขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกัน ความกังวลที่หลายคนมักมีเวลาเริ่มต้นคุยกับคนใหม่ๆ อย่างความกลัวว่าจะถูกตัดสินจากอีกฝ่าย ก็อาจค่อยๆ ลดลงไปตามจำนวนบทสนทนาและประสบการณ์ที่เราได้สั่งสมมาตลอดชีวิตด้วย
การพูดคุยกับคนที่ไม่รู้จัก พบหน้ากันแค่ครั้งเดียว อาจฟังดูเหมือนเราทำเพื่อให้ผ่านพ้นไปงั้นๆ แต่แท้จริงแล้วการกระทำที่ดูไม่มีอะไรนี้ อาจแฝงไปด้วยความตั้งใจบางอย่างที่เราไม่ทันรู้ตัว
‘บางการกระทำของเราในชีวิตประจำวันจะดูเหมือนไร้จุดมุ่งหมายใด แต่จริงๆ แล้ว ทุกการกระทำของเราอาจถูกขับเคลื่อนด้วยหมุดหมายและความตั้งใจบางอย่างเอาไว้อยู่แล้ว’ นี่คือหนึ่งในใจความสำคัญที่ เจนิเฟอร์ วอลเลซ (Jennifer Wallace) ต้องการจะสื่อสารออกมาผ่านหนังสือ Mattering: The Secret to a Life of Deep Connection and Purpose ว่า แท้จริงแล้ว นอกจากความต้องการขั้นพื้นฐานต่างๆ ของชีวิตแล้ว มนุษย์ยังมีอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ลงมือทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตด้วย นั่นคือ ความต้องการที่จะมีความหมายต่อคนอื่น โดยความหมายนั้นอาจไม่ได้มาจากการกระทำยิ่งใหญ่เสมอไปก็ได้ อาจะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ อย่าง การเว้นที่นั่งให้กันบนรถไฟฟ้า การแบ่งอาหารให้เพื่อนบ้าน หรือการถามไถ่เพื่อนร่วมงานหลังวันทำงานที่เหนื่อยล้า ก็สามารถกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนจดจำได้ด้วยเช่นกัน
และก่อนที่เราจะสามารถสร้างความหมายต่อใครสักคนได้ บางครั้งอาจเริ่มต้นด้วยการมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาซึ่งวิธีที่ทั้งง่ายและรวดเร็วที่สุดคือการสร้างบทสนทนากับคนรอบตัวนั่นเอง
อ้างอิงตามงานศึกษาในหนังสือ เวลาเราคุยกับคนรอบตัว ยิ่งกับคนที่เราไม่ได้สนิทด้วยแล้ว อาจช่วยให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับผู้คนรอบตัวมากขึ้น รวมถึงทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองถูกมองเห็นและมีตัวตนอยู่ในชีวิตประจำวันของใครบางคน แม้จะเป็นเพียงบทสนทนาสั้นๆ อย่างการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ การชวนคุยเรื่องทั่วไป หรือการแสดงความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม เพราะปฏิสัมพันธ์ธรรมดาเหล่านี้เอง ที่ค่อยๆ สร้างความรู้สึกว่าเราต่างมีความหมายต่อกันและกันได้

ในวันที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าหรือพี่ๆ คนทำงานบริการต้องตรากตรำทำงานหนักมาหลายชั่วโมง แล้วมีใครสักคนเอ่ยปากถามหรือพูดไปว่า ‘วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง’ หรือ ‘ขอให้เป็นวันที่ดีนะ’ แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ ไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่การกระทำของเราอาจมีความหมายต่ออีกฝ่ายไม่มากก็น้อยเลย เพราะคำพูดของเราช่วยชุบชูใจพวกเขาในวันที่เหนื่อยล้าได้
นอกจากจะสร้างผลดีต่อคนอื่นแล้ว หากเราพยายามสร้างความสำคัญต่อใครสักคนได้สำเร็จ ตัวเราเองก็จะได้รับประโยชน์ไปด้วย โดยเจนิเฟอร์มองว่าสิ่งนี้ช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพจิต เฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลที่อยู่ภายในจิตใจของเรา
การพูดคุย ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างง่ายต่อการปฏิสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ นี้แหละที่สามารถช่วยให้เรามีความสุขได้จริงๆ โดยงานวิจัยของ นิโคลาส เอปลีย์ (Nicholas Epley) และ จูเลียน่า สครอเดอร์ (Juliana Schroeder) ใน Journal of Experimental Psychology ได้มีการสำรวจผ่านการให้ผู้โดยสารรถไฟในชิคาโกลองคุยกับคนข้างๆ ของพวกเขาดู พบว่า หลังจากได้คุยกัน ผู้คนต่างมีอารมณ์ที่ไปในทิศทางบวกมากขึ้น ซึ่งผิดกับสิ่งที่คนส่วยใหญ่คาดการณ์ไว้ ว่าหานั่งเงียบๆ น่าจะดีต่ออารมณ์มากกว่าการชวนใครสักคนคุย ซึ่งงานศึกษาชิ้นนี้จึงช่วยตอกย้ำให้เราเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการคุยกับคนรอบข้าง แม้จะเป็นเพียงบทสนทนาทั่วๆ ไป แต่มันก็ดีต่อใจเราอย่างแท้จริง
แม้การคุยกับคนที่เราไม่รู้จักจะสร้างประโยชน์ต่อข้างในเราจริง ถึงอย่างนั้น หากเราไม่ได้อยากสนทนากับใคร ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเอง เพราะบางทีการมีความหมายต่อใครสักคน อาจเริ่มจากความม่ตั้งใจที่จะสร้างความหมายนั้นมาแต่แรก
ส่วนใครอยากคุย แต่วันนี้ยังคุยไม่เก่งก็ไม่เป็นไร ของแบบนี้อาจต้องใช้เวลาและการสะสมประสบการณ์ เมื่อถึงวันหนึ่งที่มีมากพอ เราก็จะกล้าที่จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อคนรอบข้างได้เก่งขึ้นเอง
อ้างอิงจาก