เปิดประตูรถให้ มีของขวัญติดมือทุกครั้งที่เจอกัน ไปรับไปส่งทุกวัน พฤติกรรมนี้ princess treatment หรือ bare minimum?
คำถามที่ถูกถามนับแสนครั้งในแฮชแท็ก #princesstreatment ด้วยเนื้อหาคล้ายกันว่าพฤติกรรมใดบ้างที่มองว่าเป็นการดูแลกันตามปกติ และพฤติกรรมใดคือการดูแลเป็นพิเศษดั่งเจ้าหญิง
มุมหนึ่งเรื่องนี้ก็สามารถเป็นคอนเทนต์แลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างคู่รักหรือวงเพื่อนสนิทได้
แต่อีกมุมที่น่าสนใจคือ เราไม่ได้เห็นตรงกันทั้งหมดว่าสิ่งไหนคือเรื่องธรรมดา สิ่งไหนคือเรื่องพิเศษ ยิ่งมาตรฐานที่ใช้วัด ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะก็ไม่ได้มีข้อไหนถูก ข้อไหนผิดจริงๆ อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับแต่ละคู่ แล้วทำไมหลายคนถึงถกเถียงราวกับว่าคู่รักทุกคู่ต้องมีมาตรฐานเดียวกันเท่านั้น ถึงจะเป็นแฟนที่ดีได้นะ
จากคนที่คบกันมายาวนานไม่มีปัญหาใดอยู่ๆ อะไรที่เคยทำให้กันเป็นประจำกลับมีปัญหาขึ้นมา เพียงเพราะมันไม่ได้เป็นไปตามที่ชาวเน็ตว่าไว้ ไม่ได้เป็น princess treatment อย่างที่ใครเขาบอก ตอนนี้เราไม่ได้กำลังคุยว่าเส้นแบ่งของ princess treatment และ bare minimumอยู่ตรงไหน แต่อยากชวนคุยกันในประเด็นที่ว่า เรากำลังกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ไปตามความคิดเห็นของคนอื่นอยู่หรือเปล่า
ทำไมสิ่งที่เริ่มต้นจากความบันเทิงในฟีด กำลังค่อยๆ กลายเป็นไม้บรรทัดที่หลายคนเผลอเอาไปวัดความสัมพันธ์ตัวเองโดยไม่รู้ตัว

แม้จะดีแล้วแต่อาจยังดีไม่เท่าคนอื่น
แนวคิดใดจะอธิบายเรื่องนี้ได้ดีกว่า แบบจำลองการลงทุนในความสัมพันธ์ (Investment Model of Commitment) ของ คาริล รุสบัลท์ (Caryl Rusbult) ศาสตราจารย์และประธานภาควิชาจิตวิทยาสังคมจาก Vrije Universiteit Amsterdam
แก่นของโมเดลนี้อธิบายว่า การตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไปในความสัมพันธ์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรักเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการประเมินต้นทุน ผลตอบแทน และสิ่งที่เราลงทุนไปในความสัมพันธ์นี้ด้วย
โดยมี ‘ความมุ่งมั่นที่จะรักษาความสัมพันธ์’ เป็นตัวแปรสำคัญที่สุด ที่ทำให้คนเลือกอยู่ต่อ แม้จะพบเจอปัญหาอะไรก็ตาม และความมุ่งมั่นที่ว่านั้นแบ่ง 3 ข้อหลัก ได้แก่
- ความพึงพอใจต่อความสัมพันธ์
เรามีความสุขกับความสัมพันธ์นี้มากแค่ไหน เมื่อเทียบกับสิ่งที่เราคาดหวัง เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง สิ่งที่ได้รับกับสิ่งที่คิดว่าควรได้รับ อาจเป็นได้ทั้ง การแสดงออกถึงความรัก การสนับสนุนทางอารมณ์ ความไว้วางใจ ความใกล้ชิด ความมั่นคง เซ็กซ์ ถ้าได้รับมากกว่าที่คาดหวัง ความพึงพอใจก็จะสูง ถ้าน้อยกว่าที่หวัง ความพึงพอใจก็จะต่ำ แม้คน 2 คนอาจอยู่ในความสัมพันธ์เดียวกัน แต่มีพึงพอใจต่างกันเพราะความคาดหวังต่างกันก็ได้ - คุณภาพของทางเลือกอื่น
ว่ากันง่ายๆ ก็คือความเป็นไปได้อื่นๆ ในชีวิต ที่อาจทำให้ชีวิตเราดีกว่าการอยู่ในความสัมพันธ์ปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงการได้พบเจอใครใหม่ พบเจอใครที่ดีกว่าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงทุกสิ่งที่ทำให้ชีวิตหลังออกจากความสัมพันธ์ดูคุ้มค่าหรือดีกว่าเดิม เช่น การเลือกเป็นโสดอาจมีอิสระมากกว่า มีเพื่อนที่เข้าใจมากเสียจนไม่จำเป็นต้องมีใครอื่น - ขนาดของการลงทุน
หมายความถึงทุกสิ่งที่เราทุ่มลงไป และจะสูญเสียมันไปถ้าความสัมพันธ์จบลง โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ Intrinsic investments สิ่งที่ใส่เข้าไปในความสัมพันธ์โดยตรง เช่น เวลา พลังงาน อารมณ์ และ Extrinsic investments ทรัพยากรที่เดิมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ แต่เข้ามาผูกพันกับมันแล้ว เช่น ทรัพย์สินร่วมกัน บ้าน รถ วงสังคมเพื่อนร่วมกัน ความทรงจำร่วมกัน
ทฤษฎีนี้พยายามชี้ให้เราเข้าใจว่า ทำไมบางคนที่อยู่ในเงื่อนไขไม่น่าไปต่อ กลับเลือกอยู่ในความสัมพันธ์นั้น และเรื่องที่เราพูดคุยกันนี้ ออกจะชี้ไปทางข้อคุณภาพของทางเลือกอื่นมากกว่า เพราะแนวคิดที่ว่า แฟนกันต้องทำตามข้อนั้นข้อนี้เป็นพื้นฐาน น้อยกว่านี้ไม่ได้ ถือว่าไม่เลิศ บางส่วนมันถูกกำหนดจาก บรรทัดฐานทางสังคมที่รับรู้มา (อย่าง princess treatment หรือ bare minimum)

ถ้าบรรทัดฐานทางสังคมที่คนรับรู้ตอนนี้ถูกปั้นจากคอนเทนต์ไวรัลที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง มุมมองต่อความสัมพันธ์ของเราก็อาจถูกบิดเบือนไปด้วย ทำให้แม้สิ่งที่ได้รับในความสัมพันธ์จริงจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย แต่ความพึงพอใจที่ประเมินได้กลับลดลง เพราะเอาไปเทียบกับระดับบรรทัดฐานของความสัมพันธ์คนอื่น
เมื่อภาพในอุดมคติทำให้เรารู้สึกว่าความสัมพันธ์ไปไม่ถึงมาตรฐานของสิ่งที่เห็น ยิ่งเห็นซ้ำๆ ก็ค่อยๆ ซึมเข้าไปเป็นมาตรฐานที่เราเอามาเทียบกับชีวิตตัวเอง ทั้งที่มาตรวัดนั้น ไม่ได้มาจากประสบการณ์ของเราเลยสักนิด และกลายเป็นว่าสิ่งที่เคยได้รับมาตลอด เริ่มดูเป็นน้อยเกินไปหรือยังดีไม่พอ เกิดข้อสงสัยว่าเราควรได้รับมากกว่านี้หรือเปล่านะ คนอื่นยังได้อะไรที่ดีกว่านี้ มากกว่านี้เลย เฝ้าหาแต่วิธีที่ทำให้ความพอใจเพิ่มขึ้น ไปตามทางเลือกอื่นที่ได้เห็นมาจากคนอื่น
แฟนที่เคยไปรับไปส่งกันมาตลอด ก็ยังดีไม่พอ เพราะเขาไม่ยอมลงจากรถมาเปิดประตูฝั่งคนนั่งให้ แฟนที่เคยมีของขวัญให้กันในวันสำคัญ กลายเป็นคนไม่ใส่ใจ เพราะไม่มีดอกไม้ติดมือทุกครั้งที่เจอกัน
เมื่อภาพฝันที่มาจากความเป็นไปได้อื่นๆ เข้ามามีอิทธิพลในใจ จนหยิบเอามาตรฐานนั้นมาเป็นของตัวเอง ความพึงพอใจในสิ่งที่ได้รับแบบเดิมก็เริ่มไม่ตอบโจทย์
เราจะเกิดความรู้สึกเหล่านี้เพียงเพราะ คลิปไวรัลของคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตจริงเขาเป็นยังไงอย่างงั้นหรือ
ไม่ได้บอกว่าการอยากพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นเป็นเรื่องผิด และหากวันหนึ่งเราได้รู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในความสัมพันธ์นี้ ยังไม่เป็นที่พอใจ เราควรได้รับมากกว่านี้ ก็ไม่ผิดเช่นกัน แต่จะดีกว่าไหมหากความต้องการนั้น เกิดจากความต้องการของเราจริงๆ โดยมีประสบการณ์ที่ผ่านมาคอยบอกเราได้ด้วยตัวเองว่าความสัมพันธ์นี้ควรปรับเปลี่ยนอะไร
อย่างน้อยก็อย่าให้เมนูคอมฟอร์ตฟู้ดจานเก่า ต้องกลายเป็นจานน่าเบื่อ เพียงเพราะไปเจอเมนูแฟนซีของคนอื่นที่เราเองไม่เคยได้ชิม
อ้างอิงจาก