“หากพื้นที่ราชดำเนินกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจแบบ High-end มีห้างหรู โรงแรมราคาแพง มีธุรกิจระดับบนเข้ามาเต็มพื้นที่ คำถามคือแล้วใครจะยอมให้มีการชุมนุมทางการเมืองหรือมีคนมาปิดถนนกัน?”
ถ้าเราลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการบูรณะอาคารเก่าริมสองฝั่งถนนราชดำเนิน เราจะพบว่ามีชื่อถนนอีกแห่งหนึ่งที่ปรากฎคู่กัน นั่นคือ ถนนช็องเซลีเซ หรือ Avenue des Champs-Élysées ซึ่งมีที่มาจากความฝันที่อยากพัฒนาถนนราชดำเนินให้เป็นย่านเศรษฐกิจระดับ High-end ตามภาพจำของถนนชื่อดังในกรุงปารีส จนกลายมาเป็นชื่อเล่นของถนนราชดำเนินว่า ‘ช็องเซลีเซ่เมืองไทย’
ถ้าเราสืบค้นต่อไป ก็จะพบว่า การบูรณะอาคารเก่าได้รื้อถอน Façade หรือเปลือกนอกของบางอาคารที่เป็นสไตล์ Art Deco ภาพจำศิลปะของคณะราษฎร แทนที่ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ Neo-classical Revival ซึ่งสะท้อนภาพจำในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งมีการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก
เราจะเห็นว่า 2 อย่างนี้กำลังดำเนินคู่กัน ด้านหนึ่งคือการพยายามรื้อถอน ‘ฉากหลัง’ ของขบวนการเคลื่อนไหวของผู้คนบนถนนราชดำเนิน ที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายยุคสมัย และทำให้ถนนราชดำเนินกลับไปมีความหมายแบบสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผ่านการใช้สถาปัตยกรรมแบบ Neo-classical Revival ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือการผลักดันให้ราชดำเนินเป็นพื้นที่เศรษฐกิจไปด้วย
ถนนที่เคยเป็นทั้งพื้นที่ของราชพิธี รัฐพิธี แต่วันนี้ ‘ประชาพิธี’ หรือพื้นที่พลเมืองกำลังถูกจัดวางใหม่อย่างไร รัฐไทยเลือกความทรงจำใดให้คงอยู่คู่ราชดำเนิน ชวนพูดคุยกับ ศ.ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ราชดำเนินเคยเป็นพื้นที่ของอะไรมาก่อน?
ถ้าย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ถนนราชดำเนินถูกตัดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นทางเสด็จระหว่างวังเก่ากับวังใหม่ (พระบรมมหาราชวังและพระราชวังดุสิต) เพราะฉะนั้น ตั้งแต่แรกมันก็มีสถานะเป็นถนนพระราชพิธี มาโดยตลอด แต่ถ้ามองประวัติศาสตร์ตลอดกว่า 130 ปีที่ผ่านมา ‘ความหมาย’ ของถนนเส้นนี้ มันค่อยๆ ซ้อนทับขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นพื้นที่ที่คนหลายกลุ่มใช้ร่วมกัน
ความหมายแรกก็คือ ถนนพระราชพิธี ไม่ว่าจะเป็นทางเสด็จ พระราชพิธี หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ มันมีมาแต่ต้น และมันสะท้อนอุดมการณ์แบบรัฐที่มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลาง หรือ ‘ราชาชาตินิยม’
[ราชาชาตินิยม คือ แนวคิดชาตินิยมที่วางสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางของความเป็นชาติ โดยเชื่อมโยงความเป็นไทย ประวัติศาสตร์ ฯลฯ เข้ากับบทบาทของพระมหากษัตริย์ แนวคิดนี้ได้รับการเสนอและพัฒนาโดย ธงชัย วินิจจะกูล มุมหนึ่งของแนวคิดนี้ศึกษาว่า รัฐไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้สร้างและปรับเปลี่ยนความทรงจำทางประวัติศาสตร์อย่างไร เป็นต้น]
ต่อมา หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ก็เกิดความหมายใหม่ขึ้น คือถนนรัฐพิธี
ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระราชพิธีกับรัฐพิธีแทบจะเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะรัฐกับสถาบันกษัตริย์แทบไม่แยกออกจากกัน แต่เมื่ออำนาจรัฐถูกโอนย้ายมาสู่รัฐบาล ถนนราชดำเนินก็กลายเป็นพื้นที่ของกิจกรรมที่เป็นรัฐพิธี เช่น การสวนสนาม การเฉลิมฉลองในวันสำคัญของชาติ หรือการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ซึ่งถือว่าเป็นแขกของรัฐ
อีกความหมายหนึ่งที่สำคัญคือ ‘ถนนประชาพิธี’ เอาเข้าจริงมันอาจไม่ใช่ ‘พิธี’ ในความหมายทำนองนั้น แต่ผมอยากใช้คำให้สอดคล้องกันกับ 2 อย่างข้างต้น คือมีทั้งราชพิธี รัฐพิธี และ ‘ประชาพิธี’ ซึ่งในที่นี้หมายถึง การที่ประชาชนใช้ถนนราชดำเนินเพื่อแสดงออกถึงความคิดเห็น ความต้องการ หรือเสรีภาพของตัวเองตามระบอบประชาธิปไตย
ความหมายแบบนี้เกิดขึ้นแทบจะทันทีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เท่าที่มีบันทึกอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ. 2483 ก็เริ่มมีการชุมนุมของนิสิตนักศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บนถนนราชดำเนิน แม้การชุมนุมครั้งนั้นจะเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลทวงคืนดินแดนจากอินโดจีนฝรั่งเศส แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันสะท้อนให้เห็นว่าหลังการปฏิวัติได้เพียง 8 ปี ถนนราชดำเนินก็กลายเป็นพื้นที่ที่ประชาชนออกมาแสดงออกทางการเมืองแล้ว
หลังจากนั้น ราชดำเนินก็กลายเป็นพื้นที่หลักของการชุมนุมทางการเมือง ขบวนแรงงานในวันแรงงานแห่งชาติ หรือการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิในประเด็นต่างๆ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนและต้องการส่งเสียงไปถึงผู้มีอำนาจ พื้นที่ที่ถูกเลือกใช้ก็มักจะเป็นถนนราชดำเนินเสมอ
ฉะนั้น ถ้ามองในทางวิชาการ ถนนราชดำเนินจึงเป็น Multifunctional Space หรือก็คือ พื้นที่ที่คนหลายกลุ่มแชร์ใช้ร่วมกันมาตลอด แต่ละกิจกรรมก็เกิดขึ้นได้อย่างสัมฤทธิผลของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปลบ รื้อถอน หรือทำลายความหมายของอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ
ปัจจุบัน ทิศทางของโครงการต่างๆ และกฎระเบียบที่ถูกสร้างขึ้นบนถนนราชดำเนิน กำลังทำให้พื้นที่แห่งนี้เหลือเพียงความหมายเดียว คือเป็นถนนที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธี หรือเป็นพื้นที่ที่ต้องการแสดงอุดมการณ์แบบราชาชาตินิยมเท่านั้น
ประชาพิธีหรือการชุมนุมทางการเมืองถูกบีบให้มีพื้นที่น้อยลง เราเห็นตัวอย่างชัดเจนหลังรัฐประหารปี 2557 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและถนนราชดำเนินในหลายช่วงเวลาถูกปิดล้อม ไม่ให้ใช้เป็นพื้นที่ชุมนุม แม้ว่าปัจจุบันมาตรการเหล่านั้นจะผ่อนคลายลงแล้ว แต่ทิศทางโดยรวมก็ยังดำเนินไปในลักษณะนั้น
เหตุใดราชดำเนินจึงกลายเป็นพื้นที่ของทั้งสามพิธี?
ผมคิดว่าความพิเศษของถนนราชดำเนินอยู่ที่ตัวมันเอง ในแง่หนึ่ง มันถูกออกแบบให้เป็น Boulevard หรือถนนขนาดใหญ่ที่เชื่อมศูนย์กลางอำนาจของประเทศ เดิมทีเชื่อมพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
แต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง สองข้างทางของถนนราชดำเนิน โดยเฉพาะราชดำเนินกลางและราชดำเนินนอก ก็เต็มไปด้วยกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานของรัฐ แม้ทำเนียบรัฐบาลจะไม่ได้ตั้งอยู่ติดถนนราชดำเนินโดยตรง แต่ก็อยู่ในพื้นที่ต่อเนื่องกัน ส่วนรัฐสภาเดิมที่ถนนอู่ทองก็อยู่บริเวณปลายสุดของถนนราชดำเนิน
ด้วยตำแหน่งที่ตั้งแบบนี้ หากประชาชนต้องการส่งเสียงหรือเรียกร้องอะไรต่อผู้มีอำนาจ ก็แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมาที่นี่ เพราะนี่คือศูนย์รวมของอำนาจรัฐ ด้วยเหตุนี้เอง ราชดำเนินจึงกลายเป็นพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองมาต่อเนื่องเกือบหนึ่งศตวรรษ
แปลว่าราชพิธี รัฐพิธี และ ‘ประชาพิธี’ สามารถอยู่ร่วมกันบนพื้นที่เดียวกันได้?
แน่นอน และผมคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อด้วยซ้ำ แต่มันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมาแล้ว
ถ้านับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึงวันนี้ ก็เป็นเวลากว่า 90 ปีแล้วที่กิจกรรมทั้งสามประเภทใช้พื้นที่เดียวกันมาตลอด
แล้วพื้นที่สำหรับ ‘ประชาพิธี’ หายไปไหน?
ผมคิดว่าเราไม่ควรมองเฉพาะถนนราชดำเนิน เราต้องมองภาพใหญ่ของพื้นที่สาธารณะในสังคมไทย คำว่าพื้นที่สาธารณะในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงสวนสาธารณะเพียงอย่างเดียว มันหมายถึงพื้นที่ที่พลเมืองสามารถแสดงความคิดเห็นหรือใช้เสรีภาพทางการเมืองได้
ผมคิดว่าหลังรัฐประหารปี 2549 และ 2557 ซึ่งเป็นรัฐประหารที่มีความต่อเนื่องกัน พื้นที่สาธารณะในความหมายนี้ถูกบีบลงเรื่อยๆ ทั้งพื้นที่ทางกายภาพสำหรับการชุมนุม และพื้นที่สาธารณะในโลกออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย เมื่อบรรยากาศของสังคมเป็นแบบนี้ ถนนราชดำเนินในฐานะพื้นที่สาธารณะที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งก็ย่อมตกเป็นเป้าหมายด้วยแน่นอน
และจริงๆ ราชดำเนินไม่ใช่พื้นที่แรก ก่อนหน้านี้ สนามหลวงก็เป็นพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองมาอย่างยาวนานไม่ต่างกัน แต่ปัจจุบันก็ถูกปิดและห้ามใช้เพื่อการชุมนุมทางการเมืองโดยสมบูรณ์ไปแล้ว ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับราชดำเนิน มันเป็นส่วนหนึ่งของปรากฎการณ์ในสังคมที่ใหญ่กว่านั้น
ทำไมการบูรณะอาคารบนถนนราชดำเนิน เขาถึงใช้สไตล์ Neo-classical Revival? สไตล์ Art Deco แบบเดิม ไม่ดีหรือ?
จะตอบคำถามนี้ ผมคิดว่าเราจะต้องเข้าใจบริบทของประวัติศาสตร์ของรูปแบบสถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์กับอุดมการณ์ทางการเมืองด้วย
อย่างแรกคือ ในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 เราทราบดีกว่าสยามในตอนนั้นกำลังปฏิรูปเข้าสู่ความทันสมัย สถาปัตยกรรมไทยแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์อาคารราชการหรืออาคารสมัยใหม่ได้ จึงมีการนำสถาปนิกชาวตะวันตกเข้ามาออกแบบอาคารจำนวนมาก ซึ่งรูปแบบที่นำเข้ามามีหลายแบบ ทั้ง Neo-classical Revival, Gothic Revival, Early Art Nouveau และ Neo-Renaissance ไม่ได้มีเพียง Neo-classical Revival อย่างเดียว
รูปแบบที่เราจะเห็นบ่อยก็คือ Neo-classical Revival style จนกลายเป็นภาพเหมารวมโดยทั่วไป เหมือนเกิดสมการว่า Neo-classical Revival = สถาปัตยกรรมสมัย ร.5
ผมชอบเปรียบเทียบง่ายๆ สมมติว่าผมใส่เสื้อสีดำลายทางทุกวัน ตลอดทั้งปี เวลาทุกคนเห็นเสื้อแบบนี้ก็จะนึกถึงผมทันที ทั้งที่จริงๆ ผมก็มีเสื้อแบบอื่นอยู่เหมือนกัน เช่นเดียวกัน แม้สถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 จะมีหลายรูปแบบ แต่เมื่อสังคมจดจำ Neo-classical Revival มากที่สุด รูปแบบนี้จึงกลายเป็นภาพแทนของยุคนั้นไปโดยปริยาย
ในทางกลับกัน หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รัฐบาลคณะราษฎรหันไปนิยมสถาปัตยกรรมอีกแบบหนึ่ง คือ Art Deco แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าทุกอาคารจะเป็น Art Deco แต่ถ้ามองโดยรวม อาคารของรัฐในยุคนั้นประมาณ 80% ใช้รูปแบบนี้ จนสุดท้าย Art Deco ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคคณะราษฎร
ปัญหาคือ ในประวัติศาสตร์กระแสหลักของสังคมไทย คณะราษฎรมักถูกเล่าว่าเป็นฝ่ายที่ “ล้มเจ้า” “แย่งอำนาจ” หรือ “ชิงสุกก่อนห่าม” ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับเรื่องเล่านี้หรือไม่ แต่นี่คือการรับรู้ที่ถูกผลิตซ้ำมาอย่างยาวนาน เมื่อคณะราษฎรถูกทำให้เป็นผู้ร้าย ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรก็พลอยถูกทำให้มีภาพลักษณ์เชิงลบไปด้วย
ตึกของคณะราษฎรไม่ดี เสื้อผ้าของคณะราษฎรไม่ดี สถาปัตยกรรมของคณะราษฎรก็ไม่ดี
เราเลยเห็นอยู่บ่อยๆ ว่าในโซเชียลมีเดียมีคนเรียก Art Deco ว่าเป็นสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์บ้าง เป็นสถาปัตยกรรมฟาสซิสต์บ้าง ทั้งที่ในความเป็นจริงมันเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ถูกใช้กันทั่วโลก และไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่งโดยตัวของมันเอง
ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อคณะราษฎรถูกทำให้เป็น ‘ผู้ร้าย’ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ย่อมถูกทำให้เป็น ‘พระเอก’ ยุคสมัยของรัชกาลที่ 5-7 จึงถูกมองว่าเป็นยุคแห่งความรุ่งเรือง ความงดงาม และความถูกต้อง สถาปัตยกรรมแบบ Neo-classical Revival ก็ได้รับภาพลักษณ์เชิงบวกไปพร้อมกัน
เพราะฉะนั้น ในมุมของผม โครงการเปลี่ยน Façade บนถนนราชดำเนินจึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงอาคารให้ดูสวยหรือทันสมัยขึ้น แต่มันคือโครงการทางอุดมการณ์ที่พยายามลบความทรงจำของยุคคณะราษฎร และแทนที่ด้วยภาพจำของยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผ่านสถาปัตยกรรมแบบ Neo-classical Revival ซึ่งในความรับรู้ของสังคมไทยถูกเชื่อมโยงกับสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 มาโดยตลอด
ถ้าจำเป็นต้องบูรณะ เราควรบูรณะกันอย่างไร?
หลายคนมักมองว่า “ก็แค่เปลี่ยน Façade” และเทียบเคียงกับห้างสรรพสินค้าที่ผ่านไปสิบปีก็รีโนเวต เปลี่ยนหน้าตาให้ดูทันสมัยขึ้น หรือบางคนก็บอกว่าแบบใหม่สวยกว่าเสียอีก
แต่ผมคิดว่าเราต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่กำลังพูดถึงไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า ไม่ใช่อาคารเอกชนที่เจ้าของจะเปลี่ยนหน้าตาเมื่อไรก็ได้ เพราะอาคารเหล่านี้ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนิน ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การเมืองไทย ดังนั้น เราต้องมองการบูรณะพื้นที่บนเงื่อนไขที่ต่างกัน
ผมคิดว่าเรื่องความเชื่อและอุดมการณ์ทางการเมือง เราเปลี่ยนกันไม่ได้ แต่ว่าเราควรจะมีเส้นที่เราไม่ควรข้าม ไม่ว่าเราจะเกลียดชังกันยังไง ในกรณีการอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรม เมื่ออาคารชุดใดชุดหนึ่งผ่านกาลเวลาจนมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ต่อผู้คนแล้ว ไม่ว่าคุณจะเกลียดมัน หรือมองว่ามันไม่สวยอย่างไร คุณก็ไม่ควรเข้าไปทำลายหรือรื้อมัน
ในกรณีกลุ่มอาคารสองข้างถนนราชดำเนิน ผมคิดว่ามันได้เป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญของชาติไปแล้ว เหตุผลแรกคือเรื่องอายุ ปัจจุบันอาคารเหล่านี้มีอายุเกือบ 90 ปีแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งคือ มันเป็นฉากของเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์แทบทุกยุค ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 พฤษภาคม 2535 การชุมนุมของ กปปส. การเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงาน กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือการชุมนุมของเยาวชนในปี 2563
ในมาตรฐานสากล อาคารแบบนี้ควรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมไปนานแล้ว แต่ในกรณีของประเทศไทย เรากลับกำลังเปลี่ยนหน้าตาของมัน ทำให้ผมคิดว่าสังคมเราควรตั้งมั่นอยู่บนหลักการมากกว่าความชอบหรือเกลียดทางการเมือง ไม่งั้นเละเทะกันหมดสิ
แปลว่าเราไม่ได้เลือกอนุรักษ์แค่อาคารในสมัยคณะราษฎรใช่ไหม?
ใช่ ผมพูดเรื่องนี้มาหลายครั้ง ไม่ใช่เฉพาะกรณีราชดำเนิน ไม่ว่าจะเป็นอาคารศาลฎีกาหลังเดิม ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการรื้อตึกออก
หรือถ้าวันหนึ่งมันเกิดกรณีสุดโต่ง มีคนเสนอให้ย้ายพระบรมรูปทรงม้าออกจากที่ตั้งเดิม ผมก็จะเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน เพราะมันเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญเกี่ยวกับการสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แม้คุณจะไม่ปลื้มระบอบนั้นก็ตาม
อย่าลืมว่า ความหมายของสถานที่หรืออนุสาวรีย์ไม่มีทางหยุดนิ่ง ยกตัวอย่างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตอนสร้างขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม มันก็มีความหมายแบบหนึ่ง หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ความหมายก็เปลี่ยน หลังพฤษภาคม 2535 ก็เปลี่ยนอีก มาถึงการชุมนุมของเยาวชนในปี 2563-2564 ความหมายก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง แต่ยิ่งความหมายเปลี่ยน คุณค่าของมันกลับยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะมันสะสมความทรงจำของผู้คนแต่ละยุคเข้าไปเรื่อย ๆ
กลุ่มอาคารลักษณะนี้จึงควรจะอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองและควรค่าต่อทำการอนุรักษ์
ว่าด้วยการสถาปนา ‘ถนนช็องเซลีเซเมืองไทย’
ในทางประวัติศาสตร์ เราไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าตอนสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงที่ตัดถนนราชดำเนินนั้น มีความตั้งใจจะสร้างให้เหมือนถนนถนนช็องเซลีเซของฝรั่งเศส
ผมคิดว่าต้นแบบที่ใกล้เคียงกว่าคือแนวคิดของถนนแบบ Boulevard ในยุโรป ซึ่งเป็นถนนขนาดใหญ่ ใช้เป็นหน้าตาของเมืองและเชื่อมเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจ จะพบได้ทั้งในลอนดอน โรม หรือเมืองสำคัญหลายแห่งในยุโรป
ถ้าจะหาต้นแบบจริงๆ ผมกลับคิดว่าถนน The Mall ที่พุ่งตรงเข้าสู่พระราชวัง Buckingham ในอังกฤษน่าจะใกล้เคียงกว่า เพราะแม้แต่ชื่อ ราชดำเนิน ก็น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากถนนเส้นเล็กภายในพื้นที่พระราชวัง Buckingham ที่ชื่อ Queen’s Walk มากกว่า พอแปลงให้เข้ากับบริบทไทย ก็กลายเป็น ‘ราชดำเนิน’ หรือถนนที่พระมหากษัตริย์เสด็จผ่าน
ส่วนชื่อ “ช็องเซลีเซเมืองไทย” น่าจะเกิดขึ้นภายหลังปฏิวัติ 2475 โดยเฉพาะในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม อย่าลืมว่าจอมพล ป. เคยไปศึกษาที่ฝรั่งเศส และในยุคนั้นก็มีการขยายถนนราชดำเนิน สร้างตึกแถวสองฝั่ง รวมถึงวางผังเมืองใหม่ ผู้คนจึงเริ่มนำไปเปรียบเทียบกับช็องเซลีเซ
แต่คำเปรียบเทียบนี้ก็ยังเป็นเพียงการพูดกันทั่วไป มันเพิ่งกลายเป็นรูปธรรมจริง ๆ ในปี พ.ศ. 2548 เมื่อมีการจัดทำ แผนแม่บทการพัฒนาถนนราชดำเนินกลาง ภายใต้การกำกับดูแลของ กบพร. (คณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน) ซึ่งคนทั่วไปเรียกมันอย่างชื่อเล่นว่าเป็นชองเซลิเซ่
แผนในตอนนั้น คือต้องการปรับให้ราชดำเนินเป็นถนนเศรษฐกิจ เป็นแหล่งสร้างรายได้ให้รัฐ มีพิพิธภัณฑ์ มีโรงแรม มีร้านค้า และมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาวางแนวทางพัฒนาโดยเฉพาะ และเริ่มหมายถึงการพัฒนาพื้นที่ในเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น
ทุกวันนี้ ถ้าเรามองโครงการที่กำลังเกิดขึ้นบนถนนราชดำเนิน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือการนำอาคารสองข้างทางไปพัฒนาเป็นโครงการระดับพรีเมียม มีพิพิธภัณฑ์ โรงแรมหรู และยิ่งถ้ามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับ High-end มากขึ้น มันจึงยิ่งเสริมภาพ ‘ช็องเซลีเซ’ ที่ผนวกอุดมการณ์ราชาชาตินิยมและทุนนิยมไปพร้อมกัน
การผนวกรวมกันของราชาชาตินิยมและทุนนิยม
หากพื้นที่ราชดำเนินกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจแบบ High-end มีห้างหรู โรงแรมราคาแพง มีธุรกิจระดับบนเข้ามาเต็มพื้นที่ คำถามคือแล้วใครจะยอมให้มีการชุมนุมทางการเมืองหรือมีคนมาปิดถนนกัน? เพราะฉะนั้น ความเป็นถนนประชาพิธี หรือถนนที่ประชาชนใช้แสดงออกทางการเมือง มันก็จะถูกบีบให้ลดลง ถูกพยายามเอาออกไป
ถ้ามองย้อนกลับไป เมื่อก่อนเวลาพูดถึงถนนช็องเซลีเซ ในความหมายที่สื่อสมัยนั้นนำเสนอ มันคือถนนที่คนออกมาเดิน แต่งตัวโก้ๆ เดินเล่น เป็นภาพของความโก้หรู แต่ความหมายของช็องเซลีเซในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว มันกลายเป็นถนนการค้าที่สำคัญ เป็นย่านเศรษฐกิจ
แน่นอนว่าทุนนิยมไม่ปลื้มประชาพิธีอยู่แล้ว หรือถ้าจะมีประชาพิธี ก็ต้องเป็นประชาพิธีแบบ ‘เชื่องๆ’ เช่น การจัดอีเวนต์เปิดห้าง การจัดกิจกรรมที่ให้ประชาชนเข้ามาใช้พื้นที่ แบบนี้ทุนนิยมอาจยอมรับได้ แต่ถ้าเป็นประชาพิธีในความหมายของพลเมือง ที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อแสดงความคิดเห็น หรือเรียกร้องต่อรัฐ ผมคิดว่าถนนราชดำเนินในปัจจุบันไม่ยอมรับความหมายแบบนั้น
และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนถึงกังวลว่าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอาจจะไม่รอด
เพราะถ้าอนุสาวรีย์แห่งนี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการชุมนุมทางการเมืองที่สำคัญอยู่ มันก็จะทำให้การสร้างความหมายใหม่ของพื้นที่ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจทุนนิยมและในเชิงอุดมการณ์ราชาชาตินิยม ทำได้ยากขึ้น
ลองถอยมามองภาพใหญ่ รัฐไทยและผู้มีอำนาจกำลังพยายามควบคุมความหมายของถนนราชดำเนิน ให้ย้อนกลับไปหาภาพของถนนในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปรับปรุงอาคาร การเปลี่ยนรูปแบบสถาปัตยกรรมไปเป็น Neo-classical Revival เป็นมากกว่าเรื่องความสวยงาม แต่มันเกี่ยวข้องกับความพยายามลบหรือทำให้ประวัติศาสตร์และความทรงจำของคณะราษฎรเลือนหายไป
เพราะคณะราษฎรถูกผู้ชุมนุมในปัจจุบันดึงเอามาใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง การลบประวัติศาสตร์ชุดนี้จึงเป็นพันธกิจหลัก พร้อมๆ กับการพัฒนาพื้นที่ทางเศรษฐกิจแบบ High-end ซึ่งพื้นที่แบบนั้นก็ไม่สามารถยอมรับการเป็นพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองที่พร้อมจะมีคนเข้ามายึดครองหรือปิดถนนได้
สุดท้าย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือประชาชนอาจกำลังสูญเสียพื้นที่สาธารณะที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งไป พื้นที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้ามาแสดงออกถึงเสรีภาพ แสดงความคิด หรือแม้แต่แสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับรัฐได้
และพื้นที่เหล่านี้กำลังค่อยๆ หายไป