หนังสืออ่านสนุกมีอยู่มาก แล้วหนังสือเล่มไหนล่ะที่เปลี่ยนความคิดและชีวิตของเรา?
ในชีวิตหนึ่งเราอ่านหนังสือมาเล่มแล้วเล่มเล่า อาจมากเกินจำได้ อาจเล็กน้อยจนหลงลืมไป ตัวหนังสือที่ร้อยเรียงเรื่องราวบนหน้ากระดาษ สร้างประสบการณ์ให้ผู้อ่านในแบบที่ต่างกันออกไป บ้างหลงใหลในสำนวนสละสลวย บ้างตะลึงพรึงเพริดกับเนื้อเรื่องเกินคาดเดาได้ บ้างหัวเราะร่าให้กับอารมณ์ขัน บ้างตกตะกอนกับความหมายระหว่างบรรทัด
เรามีหนังสือถูกจริต ประทับจิต ประทับใจ แต่ไม่ใช่ทุกเล่มที่จะเปลี่ยนความคิดหรือชีวิตเราได้ หนังสือบางเล่มเราอาจไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันกำลังทำงานอยู่ในความคิดเรา เปลี่ยนวิธีที่เรามองโลก เปลี่ยนวิธีที่เรามองตัวเองทีละนิด ประกอบสิ่งละอันพันละน้อยเข้ากับประสบการณ์ในชีวิตจริง จนกลายเป็นเราในวันนี้ หากจะเรียกว่าหนังสือเปลี่ยนชีวิตก็คงไม่เกินจริงนัก
The MATTER อยากชวนไปสำรวจหนังสือเปลี่ยนชีวิตของใครหลายคน ทั้งเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคต เปิดใจให้กับหมวดหมู่ที่หลากหลาย หรือแม้แต่ความเข้มข้นที่กวนตะกอนขุ่นในใจ
ดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ – กระทรวงศึกษาธิการ

พอจั่วหัวว่าเป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิต หลายคนอาจเดาไปถึงหนังสือที่มีเนื้อหาหนักแน่น ซ่อนความหมายแยบคาย แต่สำหรับเต้ย หนังสือเล่มที่ว่านั้นของเขาเป็นแบบเรียนจากกระทรวงศึกษาธิการ เล่าเรื่องดาวเคราะห์ เต้ยเล่าว่า นิสัยรักการอ่านส่วนหนึ่งของเขามาจากการสนับสนุนของพ่อ ที่คอยซื้อหนังสือเล่มที่สนใจได้อย่างไม่จำกัด
“หนังสือเล่มแรกในชีวิตที่พ่อซื้อให้ในซีเอ็ด มันเป็นภาพดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ ไล่ไปตั้งแต่ดวงอาทิตย์ ดาวพุธ ศุกร์ โลก อังคาร บลาๆ พร้อมข้อความประกอบ คุณลักษณะต่างๆ ของดาวดวงนั้น อุณหภูมิเท่าไร บนดาวเป็นยังไง พร้อมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เช่นดาวเคราะห์แก๊ส ถ้าเอาไปใส่แก้วจะลอยน้ำได้ น่าจะเป็นต้นกำเนิดที่ทำให้ชอบอ่านหนังสือ และชอบอวกาศ ซึ่งมันก็นำไปสู่การชอบดูสารคดี การชอบเรียนภาษาอังกฤษ”
ปีศาจ – เสนีย์ เสาวพงศ์

นวนิยายแหวกขนบชนชั้น เล่าถึงชีวิตของ สาย สีมา ลูกชาวนาที่ดั้นด้นร่ำเรียน ใช้วิชาติดตัวผลักดันชีวิตให้ลืมตาอ้าปากได้ หวังเพียงได้ขยับฐานะทางสังคมให้ดีขึ้น แต่กำแพงใดเล่าจะสูงเท่ากำแพงแห่งชนชั้น
“เจไม่ได้เป็นแอคทิวิสต์ นักต่อสู้อะไร แต่เล่มนี้มันจุดประกายเล็กๆในใจ เหมือนสร้างหัวใจนักปฏิวัติให้เรา (นิดๆ) ทำให้เราเป็นคนที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น ทำให้เราเห็นความทุกข์ยาก ทำให้เรามีความหวังว่าสังคมมันดีขึ้นได้ แล้วตอนอ่านคือเพิ่งเรียนกฎหมายตอนปี 1 ก็ทำให้เราอยากเป็นแบบ สาย สีมา อยากใช้กฎหมายทำให้สังคมดีขึ้น”
A Little Life – Hanya Yanagihara

ความสัมพันธ์ของเพื่อน 4 คน ต่างที่มา ต่างภูมิหลัง แต่ตัวนวนิยายจะพาเราไปสำรวจผ่านการเล่าในมุมมองของแต่ละตัวละคร แม้ความโดดเด่นของเรื่องจะเป็นเนื้อหาอันหนักอึ้ง ความรุนแรงที่ตัวละครต้องเผชิญ แต่สิ่งที่ธอธอตกตะกอนได้คือความหมายของชีวิต
“ก่อนหน้าที่จะได้อ่านเล่มนี้ เราไม่เคยนิยามหรือสร้างความหมายของ ‘ชีวิต’ ของตัวเองได้เลย เคยมองว่าชีวิตเป็นเพียงก้อนใหญ่ๆ ก้อนหนึ่งที่เราต้องใช้มันไปข้างหน้า นั่นทำให้เรามักผูกคุณค่าทุกอย่างเอาไว้กับวันพรุ่งนี้ จนละทิ้งอดีต และใช้ปัจจุบันเป็นแค่สะพานทอดไปสู่อนาคต จนกระทั่งได้อ่าน A Little Life หนังสือเล่มนี้ก็ได้เปลี่ยนมุมมองในการใช้ชีวิตเราไปตลอดกาล
มันทำให้เราเห็นคุณค่าและความสำคัญของทุกเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น การที่ตัวเรามีชีวิตอยู่ในวันนี้ได้นั้น เพราะตัวเราในเมื่อวานเป็นผู้พาผ่านพ้นอดีตมา ไม่ใช่แค่เราใช้ชีวิตมาจนถึงตรงนี้เท่านั้น หลังจากอ่านเล่มนี้ เราก็เลยพบอีกแนวทางในการใช้ชีวิตของตัวเอง ด้วยการตั้งใจทำปัจจุบันให้ออกมาดีที่สุด แต่ไม่ใช่แค่เพื่อปูไปสู่อนาคตที่ดีเท่านั้น หากแต่ยังเพื่อทำให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้มองย้อนกลับมาแล้วรู้สึกภาคภูมิใจกับตัวเราในเมื่อวานด้วยเช่นกัน”
คำสารภาพ – มินะโตะ คะนะเอะ

เคยจินตนาการไหมว่าความแค้นจะหน้าตาแบบไหน เป็นความเกรี้ยวกราดพังทลายทุกสิ่ง เป็นความรุนแรงให้สาสมกับความเจ็บปวดที่ได้รับ แต่ความแค้นในเรื่องนี้ต่างออกไป
จาวาชิปมองว่าการแก้แค้นอันเยือกเย็นในเรื่องนี้ จุดประกายให้เธอได้สัมผัสความกลัวจากตัวหนังสือเป็นครั้งแรก แม้เธอจะเป็นเพียงคนนอกที่อ่านเรื่องราวนี้ ไม่ได้เป็นผู้ประสบพบเจอเหตุการณ์เองก็ตาม
“ตอนนั้นเราอ่านนิยายสืบสวนเล่มอื่นๆ ความสนุกมันอยู่ตรงที่ได้ไล่ล่าคนร้าย คาดเดาเหตุการณ์ต่างๆ นานา แต่เล่มนี้ต่างออกไปมาก มันมีการกลั่นแกล้งเป็นจุดเริ่มต้น ความไม่ละอายต่อความผิดเป็นตัวจุดชนวน จนเกิดเป็นการแก้แค้นที่สงบนิ่งแต่เลือดเย็น เป็นเล่มแรกที่ต้องอ่านแล้วพัก เพราะความเข้มข้นระหว่างบรรทัดมันอัดแน่นในหัวไปหมด เพิ่งเคยโดนตัวหนังสือเล่นงานจนรู้สึกขนลุกขึ้นมาจริงๆ”
การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก – ฮารูกิ มูราคามิ

สาวลึกลับ หนุ่มขี้เหงา และบาร์แจ๊ส คอมโบแสนอร่อยในงานเขียนของมูราคามิ ความเหงาเหมือนหมอกจางระหว่างโลกและตัวเรา ความชิดใกล้แต่ห่างไกลเกินจะเข้าใจ ความคุ้นเคยไร้ที่มาที่ไป กลายมาเป็นความแฟนตาซีในอีกรูปแบบที่ Tada ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“อ่านมูราคามิครั้งแรก South of The Border West of The Sun ได้มาจากการแลกหนังสืออ่านกับรุ่นน้องคนหนึ่ง ปกติอ่านแต่แฟนตาซี มังกร อัศวิน เวทมนตร์ จนมารู้ว่าโห หนังสืออะไรเนี่ย อ่านไม่ต้องเข้าใจก็สนุก มู้ดๆ ว่ะ ภาษาก็สวย ไม่ต้องเวทมนตร์ก็แฟนตาซีได้ (หัวเราะ) มันทำให้เริ่มเปิดใจรับอีกแนวไปเลย ส่งผลต่อวิธีการเขียน ทำให้อยากเป็นนักเขียนเลย ได้ทำงานเป็นนักเขียนสมใจ และทำได้ดีด้วย ตอนสัมภาษณ์เราก็บอกว่าเราได้ทุกอย่างมาจากมูราคามิ”
พันธุ์หมาบ้า – ชาติ กอบจิตติ

ชีวิตวัยรุ่นหนึ่งหน เรากอบโกยประสบการณ์สุดเหวี่ยงไว้มากมาย แต่ระหว่างทางเราสูญเสียไปไม่น้อยเช่นกัน พันธุ์หมาบ้า เล่าเรื่องราวชีวิตวัยรุ่น ความสูญเสียที่ทิ้งบาดแผลไว้ให้คนข้างหลัง อีกหนึ่งผลงานขึ้นหิ้งของชาติ กอบจิตติ
“เล่มนี้ทำให้เลือกเรียนคณะศิลปะตอนมหาลัย เพราะอยากเท่และมีเพื่อนเฟี้ยวๆ เหมือนตัวละครในเรื่อง เป็นหนังสือที่ coming of age สไตล์วัยรุ่นไทย ที่เราจะได้ซึมซับมิตรภาพของผองเพื่อนเคล้ากลิ่นควัน และการใช้ชีวิตไปพร้อมๆกัน
พันธุ์หมาบ้าทำให้เราเป็นคนมีสติตอนช่วงการทดลองใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่น และให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของเพื่อน ครอบครัว และคนรัก”
สิทธารถะ – แฮร์มันน์ เฮสเส

หนึ่งผลงานอมตะของแฮร์มันน์ เฮสเส เรื่องราวของ 2 หนุ่มวรรณะพราหมณ์ ผู้อยากเดินทางแสวงหาสัจธรรมด้วยตนเอง จนได้มาฟังธรรมะจากพระโอษฐ์แห่งพระพุทธองค์ ฟังเหมือนกันแต่ผลลัพธ์ต่างกัน จึงเกิดเป็นเส้นทางธรรมของตน
“เราอ่านเล่มนี้เพราะแบบ ได้ยินชื่อเฮสเสมานาน แค่ไม่เคยอ่าน แล้วรู้สึกว่า เอ แล้วคนเยอรมันมันจะมี perspective กับพระพุทธศาสนายังไงนะ อีกอย่างที่อยากรู้คือ ทำไมมันชื่อสิทธารถะวะ ทำไมไม่สิทธัตถะ (หัวเราะ)
เราเคยคิดว่าพุทธประวัติมันเป็นอะไรที่ไม่ได้มีอะไร ไม่สนุก ไม่เห็นสอนอะไร และพุทธศาสนามันถูกบิดไปด้วยทุนนิยมจนไม่เหลืออะไรที่มันน่านับถือแล้ว
แต่สิทธารถะมันคือการเขียนนิยายที่ reflect พุทธประวัติ แต่ไม่เป็น retelling ซึ่งเราว่านั่นคือส่วนที่มันทำให้เราเปิดรับขึ้น พอเราเปิดรับขึ้นเราว่ามันทำให้เราเข้าใจ point ของพุทธศาสนา มันไม่ใช่เรื่องเล่าหลอกเด็กแต่มันมีเรื่องปรัชญาเบื้องหลังเรื่องเล่า ซึ่งมันปลดล็อกว่า เออ ความเชื่อมันไม่ใช่เรื่อง worship อย่างเดียว มันเป็นอะไรก็ได้ที่เราอยากให้มันเป็น จะยึดเหนี่ยวก็ได้ จะใช้มันหาคำตอบให้ชีวิตก็ได้ หรือ จะใช้มันเป็น cope ก็ได้”
แล้วทุกคนมีหนังสือเล่มไหนเปลี่ยนชีวิตบ้าง?