“ช่วยผมด้วย ผมขยับตัวบนหน้าผานี้ ไม่ได้…ได้โปรด พาผมออกไปที…”
1.
24 กรกฎาคม ปี 1989 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไดเซ็ตสึซัน (Daisetsuzan National Park) ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ได้รับแจ้งว่า มีนักปีนเขา 2 คนสูญหายในผืนป่า ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 2,267 ตารางกิโลเมตร
นี่คือเรื่องใหญ่ พวกเขาประสานไปยังตำรวจฮอกไกโด เพื่อแจ้งทีมช่วยเหลือ นำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นค้นหาโดยเร็ว ขณะนั้นยังมีแสงเพียงพอจะสำรวจช่วยเหลือนักปีนเขาที่หายตัวไป
ทางการทำงานแข่งกับเวลา หากช้า พอความมืดปกคลุมต่อให้ระดมกำลังมานับพันก็ไม่อาจค้นหาใครได้ และพวกเขาจะตกอยู่ในอันตราย ยิ่งไม่เร่งทำอะไร นาทีที่เสียไป มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียนักปีนเขา 2 รายนี้ไปตลอดกาล
ก่อนจะนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้น เจ้าหน้าที่สอบถามข้อมูล รับแจ้งว่า 2 นักปีนเขา มุ่งหน้าจากภูเขาคุโรดาเกะ (Mount Kurodake) ไปยังภูเขาอาซาฮิดาเกะ (Mount Asahidake) ซึ่งได้รับสมญานามว่า หลังคาแห่งฮอกไกโด เพราะมีความสูงถึง 2.2 พันเมตร สูงที่สุดในพื้นที่ ก่อนหายตัวไป คาดว่าทั้งคู่น่าจะเดินเท้าลงใต้ไปยังแม่น้ำชูเบ็ตสึ (Chubetsugawa River)
เจ้าหน้าที่บินสำรวจอย่างละเอียด แสงอาทิตย์ยังส่องอยู่ แต่มันมีเวลาจำกัด แม้เครื่องจะทะยานบนฟากฟ้าด้วยความไว ทว่าการมองลงมายังเบื้องล่าง ส่องทะลุป่า ควานหาคนในพงไพร กลับยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก มันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะค้นพบสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์
ทว่าราวปาฏิหาริย์ หลังบินห่างจากหลังคาแห่งฮอกไกโด มาทางทิศใต้ราว 4 กิโลเมตร แม้จะไม่พบเส้นทางเดินเขา และไม่เห็นร่องรอยของคน
แต่ทีมค้นหากลับพบ ข้อความ ที่ทำจากต้นเบิร์ช ไม้ยืนต้นที่มักจะขึ้นในประเทศเขตหนาว โดยลำต้นจำนวน 19 ต้น วางเรียงเป็นความกว้าง 3 เมตร ยาว 5 เมตร เป็นตัวหนังสือว่า ‘SOS’
นี่คือตัวอักษร ที่มีความหมายสากล แปลว่า ต้องการความช่วยเหลือ โดยตัวอักษร 3 ตัวนี้ ไม่ใช่คำย่อของอะไรทั้งสิ้น แต่มาจากการส่งรหัสมอร์ส ของนักเดินเรือสมัยก่อน ที่พบว่า SOS นี้ สามารถส่งข้อความง่ายๆ คือ …—… หากกดที่เครื่องส่งตามนี้ เป็นอันรู้กันว่า มันคือข้อความต้องการความช่วยเหลือ
บัดนี้เฮลิคอปเตอร์ที่ค้นหา เจอตัวหนังสือนี้ปรากฏกลางป่าแบบชัดแจ้ง พวกเขาสามารถจำกัดการค้นหาและบินวนอย่างละเอียด พอขึ้นไปทางเหนือจากจุดที่พบ SOS ราว 1-2 กิโลเมตร ก็พบ 2 นักปีนเขาที่สูญหายพอดี
เครื่องลงจอด ทางการรีบรุดไปพาทั้งคู่ออกจากป่า เมื่อขึ้นเฮลิคอปเตอร์ทีมปฐมพยาบาลตรวจสอบร่างกาย ทั้ง 2 ปลอดภัย ไม่ได้รับอันตราย แค่อิดโรย ตื่นตระหนกบ้างเล็กน้อย เจ้าหน้าที่นำอาหารและน้ำมามอบให้ ก่อนที่ตำรวจที่นั่งมาด้วย จะเอ่ยปากถามด้วยความชื่นชม
“พวกคุณเก่งมาก ที่ทำสัญลักษณ์ SOS ให้พวกเราเห็น”
“หา…สัญลักษณ์อะไรเหรอครับ?”
2 นักปีนเขาทำหน้างวยงง ไม่เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ต้องการสื่อสารอะไร
“ก็ที่คุณเอาต้นเบิร์ช มาวางเรียงต่อกัน เป็นคำว่า SOS ไง เราเห็นมัน แล้วจึงพบพวกคุณ”
ผู้รอดชีวิตอ้าปากค้าง ก่อนตอบไปว่า
“พวกเราไม่ได้เป็นคนทำครับ”
คราวนี้ทีมค้นหาทั้งหมดเป็นฝ่ายอึ้งแทน หัวหน้าชุด สั่งให้เฮลิคอปเตอร์ บินวนกลับไปยังตัวหนังสือ SOS อีกรอบ เมื่อขับไปเห็น นักปีนทั้งคู่เขาส่ายหน้าปฏิเสธว่า นี่ไม่ใช่ฝีมือของพวกเขาอย่างแน่นอน
ทางการขนลุก นับเป็นเรื่องโชคดี หากคนบนเฮลิคอปเตอร์ไม่เห็นคำว่า SOS ก็คงไม่พบผู้สูญหาย และอาจต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าจะเจอ
กระนั้นคำถามตัวโตๆ ผุดขึ้นในใจคนบนเครื่อง ใครเป็นผู้ทำสัญลักษณ์นี้ไว้
“หรือว่า ตอนนี้ ยังมีคนที่กำลังรอความช่วยเหลือ จากพวกเราอยู่อีก”
2.
เมื่อข้อมูลการค้นพบ SOS กระจายออกไป ทางเจ้าหน้าที่เรียกประชุมทันที กลายเป็นว่า ไม่มีใครเคยเห็นสัญลักษณ์นี้มาก่อนเลย ทุกคนสรุปว่า จะต้องไปที่จุดดังกล่าว เพื่อสำรวจทุกอย่างแบบละเอียด
น่าเสียดาย ตอนนี้มืดแล้ว ทุกคนจึงเก็บข้อสงสัยไว้ในใจ พรุ่งนี้ จะต้องไขปริศนานี้ให้ได้
“ถ้ายังมีคนที่รอการช่วยเหลืออยู่ตรงนั้น เราจะไปช่วยพวกเขาเอง”
เช้าตรู่ ทีมค้นหา ตำรวจ และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ นั่งเฮลิคอปเตอร์ ไปลงยังจุดที่เจอ SOS แล้วจึงปูพรมสำรวจรอบๆ ก่อนจะพบว่าตัวลำต้นที่นำมาวางเรียงกันนั้น เมื่อมาอยู่ตรงพื้นดิน มันใหญ่ไม่ใช่น้อย
“คนที่สามารถตัดต้นเบิร์ช แล้วเอามาวางเรียงต่อกันแบบนี้ได้ จะต้องแข็งแรงมากๆ และคนเดียวไม่น่าจะทำได้”
พอทีมงานเดินค้นไปอีก ก็พบโครงกระโหลกมนุษย์ ใกล้กับสัญลักษณ์นี้ บางชิ้นแตก มีร่องรอยของสัตว์แทะ
“มีคนอยู่ตรงนี้จริงๆ” ตำรวจหวาดหวั่น ขณะทยอยเก็บหลักฐาน
เมื่อเช็กไปรอบๆ พวกเขาเจอหลุมเล็กๆ ใกล้กับคำว่า SOS มันกว้างพอให้มีมนุษย์ลงไปอยู่ ได้แค่รายเดียวเท่านั้น พอส่งคนลงไปดู ก็พบกระเป๋าสะพายถูกทิ้งไว้ ภายในมีเทปคาสเซ็ต 4 ตลับ เครื่องบันทึกเสียง แหวน รองเท้าบาสเก็ตบอล 1 คู่ กล้อง 2 ตัว สมุดบันทึก และหัวกะโหลกคน พร้อมกับใบขับขี่ ที่ระบุชื่อชายหนุ่ม วัย 25 ปี นาม เคนจิ อิวามูระ (Kenji Iwamura)
ตำรวจส่งข้อมูลตรงนี้ เพื่อหาข้อมูลเพิ่ม ก่อนพบว่าเคนจิ เป็นพนักงานออฟฟิศ อยู่ที่จังหวัดไอจิ ซึ่งอยู่ตอนกลางของญี่ปุ่น ห่างจากจุดเกิดเหตุ นับพันกิโลเมตร
ทางการพบว่า เจ้าของใบขับขี่ หายตัวไปเมื่อ 5 ปีก่อน ครั้งสุดท้ายที่มีคนพบตัว คือวันที่ 10 กรกฏาคม 1984 ขณะกำลังจะไปปีนเขา ผ่านไป 1 สัปดาห์ เพื่อนร่วมงานสังเกตว่า เคนจิไม่โผล่มาที่สำนักงาน จึงแจ้งความ ตำรวจไอจิระดมกำลังค้นหา แต่ไม่พบความคืบหน้า ชายหนุ่มหายสาบสูญแบบไร้ร่องรอย
เมื่อนำเบาะแสมาประมวล ทางการฮอกไกโด สรุปได้ว่า ข้าวของที่พบ โครงกระดูกทั้งหลาย น่าจะเป็นเคนจินั่นเอง แต่เพื่อความถูกต้อง จึงส่งมันไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง
กินเวลาไม่นาน แพทย์ที่ชันสูตรแจ้งผลมาว่า
“นี่ไม่ใช่โครงกระดูกผู้ชาย แต่เป็นผู้หญิง อายุประมาณ 20 ถึง 40 ปี”
คำตอบนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่งงเป็นไก่ตาแตก ถ้าข้าวของน่าจะเป็นของเคนจิ แต่ร่างที่พบไม่ใช่ แล้วชายคนนี้หายไปไหน ทำไมถึงทิ้งของส่วนตัวไว้แบบนี้ล่ะ
คำถามยังไม่จบเพียงเท่านี้ นักสืบกุมขมับ
“เรามีงานที่ต้องทำเพิ่มอีก ถ้านี่ไม่ใช่เคนจิ แต่เป็นร่างของหญิงสาว”
“แล้วเธอคือใครกัน?
3.
คดีนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ การค้นพบ 2 นักปีนเขาที่สูญหาย เป็นเรื่องน่ายินดี แต่มันถูกกลบด้วยข้อสงสัยว่า ใครมาทำสัญลักษณ์ SOS กลางป่าแบบนี้ แล้วโครงกระดูกที่พบเป็นของใคร ข้าวของเคนจิ ทำไมถึงไปอยู่ตรงนั้น
เกิดอะไรขึ้นในบริเวณดังกล่าว
นักสืบฮอกไกโด เข้ามาทำคดีนี้ เพื่อคลี่ทุกปม พวกเขานำเทปคาสเซ็ตไปเปิดฟัง เพื่อหวังว่าจะมีหลักฐานอะไร แต่กลับเจอเพลงอนิเมะ ซึ่งเคนจิชอบฟัง และมักจะพกพาติดตัวไปด้วยเสมอ ทางเพื่อนฝูงเชื่อว่า รองเท้าบาสเก็ตบอล น่าเป็นของเขาจริงๆ
ทว่าเมื่อตำรวจเอาเครื่องบันทึกเสียงมาเปิดดู ก็พบสิ่งที่ชวนขนลุก
เพราะพวกเขาได้ยินคำพูดอ้อนวอน ยาว 2 นาทีกับ 17 วินาที เป็นเสียงชายหนุ่มพูดคร่ำครวญ เปล่งตะโกนกลางป่าเขา ร้องขอความช่วยเหลือ
“SOS ช่วยผมด้วย ผมขยับตัวบนหน้าผานี้ ไม่ได้ SOS ช่วยผมด้วย ตรงนี้ ผมเห็นเฮลิคอปเตอร์บินผ่าน แต่พวกคุณไม่เห็น ได้โปรด พาผมออกไปที”
ตำรวจนำเสียงนี้ ไปให้พ่อแม่ของเคนจิฟัง ทว่าทั้งคู่ไม่สามารถยืนยันได้ว่า นี่คือเสียงของลูกตัวเองจริงๆ แม้จะดูเหมือนคนหนุ่มพูดด้วยความทุรนทุราย แต่ไม่น่าใช่เสียงของเขาเลย
ทางการวิเคราะห์ประโยคที่ชายลึกลับเปล่งออกมา เจ้าตัวน่าจะได้ยินและเห็นเฮลิคอปเตอร์บินผ่าน จนถึงกับต้องเอามาพูด สิ่งนี้ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ปวดขมับ เพราะถ้าบินผ่านมาแถวนี้ พวกเขาจะต้องเห็นสัญลักษณ์ SOS อย่างแน่นอน จะต้องลงจอด แล้วค้นหา
แต่เพราะไม่มีการบินสำรวจจุดดังกล่าวเลย จนมารับแจ้ง 2 ผู้สูญหาย จึงมาพบสัญลักษณ์นี้กัน แล้วชายคนนี้ ไปเห็นเฮลิคอปเตอร์ จากจุดไหนในป่าแห่งนี้ล่ะ
หรือจะมีคนหายก่อนปี 1989 หรือไม่ แต่เมื่อเช็กข้อมูลย้อนหลัง พบว่าทางอุทยานไม่ได้รับแจ้งเรื่องนี้เลย
ยังไม่ทันได้ข้อสรุปเรื่องนี้ ก็มาเจอปมใหม่ขึ้น เมื่อแพทย์ชันสูตรแจ้งข้อมูลมาอีกว่า “โครงกระดูกที่พบตอนแรกว่า เป็นผู้หญิงนะ มันยังมีร่างอื่นปนอยู่ด้วย เราเชื่อว่า น่าจะมีกระดูกของผู้ชายอย่างน้อย 2 คนด้วยกัน อยู่ตรงนั้น”
นักสืบช็อค จากปริศนามากมายที่ไม่อาจไขได้ บัดนี้กลับมีคำถามผุดพรายเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ทางการนำกำลังขึ้นเฮลิคอปเตอร์ บินไปยังจุดที่พบสัญลักษณ์ SOS อีกรอบ คราวนี้พาผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานไปเช็กต้นเบิร์ช เพื่อดูว่า มันถูกนำมาวางไว้นานหรือยัง
“น่าจะสร้างไว้อย่างน้อยตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน ปี 1987”
หรือเกือบ 2 ปีก่อนที่จะมีใครพบ
แสดงว่ามีคนหายในป่าแห่งนี้มาก่อน โดยที่ไม่มีใครรู้ หรือรับแจ้งเลย
นักข่าวลงพื้นที่เกาะติด เพราะมันคือคดีปริศนาที่ไม่มีใครรู้ว่า ความจริงคืออะไรกันแน่ ยิ่งมารู้ว่า โครงกระดูกที่พบ หมายความว่า มีผู้ชาย 2 คน และผู้หญิง 1 คนมาตายตรงนี้ด้วย ยิ่งกระพือความสงสัยในสังคมญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง
ทางการคลำหาทุกเบาะแส แต่ไม่พบความคืบหน้าอะไรเลย อุทยานระบุว่า ไม่มีใครมาแจ้งให้หาผู้หญิงหลงป่า ที่สำคัญ ตัวเคนจิเอง ก็ชอบปีนเขาท่องป่าคนเดียว ไม่เคยพาใครไปด้วย
แล้วโครงกระดูกสาวผู้นี้คือใคร รวมถึงร่างของผู้ชายตรงนั้นล่ะ เป็นผู้ใดกันแน่
3 ร่างในจุดเกิดเหตุ อาจหลงมาเจอกันตรงนี้ เพราะบาดเจ็บ เนื่องจากจุดเกิดเหตุ ไม่มีทางเดินป่า และคนก็ไม่นิยมใช้ทางนี้ จึงอาจพลาดลื่นไถล จนไม่อาจไปไหนรอด
ทว่าหากเป็นแบบนั้น พวกเขาทั้ง 3 คน ตัดต้นเบิร์ช ซึ่งสูงหลายเมตร มาเรียงเป็นคำว่า SOS ได้อย่างไร
เพราะตรงจุดดังกล่าว ไม่พบเลื่อย มีด หรือของมีคมสักชิ้นเลย
และที่สำคัญ โครงกระดูกที่ชันสูตรนั้น พบว่าก่อนจะตาย เจ้าของร่างไม่ได้รับอาหาร ผอม แทบจะไม่มีแรงยกอะไรได้ด้วยซ้ำ
แล้วใครกันล่ะ ที่จะสามารถเอาไม้มาเรียงเป็นคำว่า SOS ได้
เมื่อสื่อมวลชนและสังคมก่นถาม
เจ้าหน้าที่ตอบกลับมาว่า
“พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน”
4.
การสอบสวนเรื่องนี้ อยู่ในความสนใจของสังคมเป็นอย่างยิ่ง แต่ทุกครั้งที่นักสืบค้นหาเบาะแส ก็เจอแต่กำแพง และทางตัน พวกเขาไม่มีความคืบหน้า ไม่รู้วิธีคลี่ปมใดๆ ได้เลย คำถามที่ดาหน้ากันเข้ามา กลับไม่พบคำตอบแม้แต่ข้อเดียว
ทว่าในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี 1990 ทางการได้เปิดแถลงข่าว บอกว่าหลังจากชันสูตรกระดูกอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็พบว่า ร่างที่พบในป่าแห่งนี้ เป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง และน่าจะเป็นร่างเดียว นั่นคือ ตัวของเคนจิ ซึ่งหายตัวไปนั่นเอง
ตำรวจสรุปว่า ระหว่างเดินป่าแห่งนี้ เขาประสบอุบัติเหตุที่หลังคาแห่งฮอกไกโด ได้รับบาดเจ็บ ไปไหนไม่ได้ พยายามอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ ตัดต้นเบิร์ช ในช่วงยังมีแรง มาทำเป็นสัญลักษณ์ SOS หวังให้เฮลิคอปเตอร์มาเจอจากที่สูง
แต่พอเวลาผ่านไป ก็ยังไร้วี่แวว จนผ่ายผอม จึงอัดเสียงเฮือกสุดท้าย หวังว่าจะมีคนมาช่วย แต่กลับไม่มีใครมา จึงต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า
คดีถูกปิดลงแล้ว
ทว่าคำถามมากมาย ยังไม่ได้รับความกระจ่าง เช่น ทำไมการชันสูตรของแพทย์ตอนแรกกับหลังผ่านมาหลายปี จึงแตกต่างกันขนาดนี้ ตำรวจรีบเร่งจะปิดเคสนี้หรือเปล่า
และถ้าร่างนั้นเป็นเคนจิจริง เขาใช้วิธีอะไรตัดต้นเบิร์ช โดยไม่ใช้มีด เพื่อมาทำเป็นคำว่า SOS
หรือยังมีคนหลงป่ารายอื่นๆ อยู่ในจุดดังกล่าวด้วยอีก แล้วเจ้าของเสียงในเครื่องอัดเทปล่ะ เป็นใครกัน เพราะพ่อแม่ของเคนจิ ไม่เคยยืนยันว่า คือเสียงของบุตรชาย
คำถามทั้งหมดนี้ มีน้ำหนัก ที่ทำให้เคสนี้ ไม่เคยจางหายไปจากสังคมญี่ปุ่น คดีประหลาดนี้ ยังคงถูกพูดถึงในฐานะเรื่องลึกลับจนถึงปัจจุบัน นักสืบมือใหม่ ตำรวจรุ่นหลัง และผู้สนใจต่างพยายามควานหาคำตอบ แต่มิอาจเข้าใกล้บทสรุปว่า เกิดอะไรขึ้นที่นั่น
จากวันนั้น จนถึงวันนี้ เกือบ 40 ปี ทุกอย่างยังคงอยู่ในม่านหมอกแห่งความลี้ลับดังเดิม
“และไม่มีใครสามารถคลี่คลายปริศนานี้ได้ แม้แต่คนเดียว”
อ้างอิงจาก