เดตนี้เกือบจะผ่านไปอย่างราบรื่นอยู่แล้วเชียว ติดอยู่อย่างเดียวตรงที่ค่าอาหาร ค่าเดินทางสูงปรี๊ดเกินจะรับไหว แบบนี้คงต้องโบกมือลาเดตครั้งหน้าแล้วสินะ
ในยุคที่ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ การออกเดตแต่ละครั้งนอกจากเราจะต้องเลือกสถานที่อันยอดเยี่ยม ชุดสุดเพอร์เฟ็กต์แล้ว เราอาจต้องคำนวนค่าใช้จ่ายในการออกเดตด้วยว่าคุ้มค่ากับที่เราลงทุนไปหรือเปล่า
หากเป็นเมื่อก่อน เราอาจไปเดตกับใครสักคนเพื่อศึกษานิสัยใจคอ ไม่พอใจก็แค่ลองเดตกับคนใหม่ แต่ทุกวันนี้จะออกเดตแต่ละทีเราต้องเลือกแล้วเลือกอีก เพราะเดตแต่ละครั้งเสียค่าใช้จ่ายไปไม่น้อย ทั้งค่ากิน ค่าเดินทาง จะดูหนังสักเรื่องยังต้องคิดแล้วคิดอีกว่าควรซื้อป็อปคอร์นดีหรือเปล่า รวมๆ เงินที่ใช้กับการเดตแต่ละครั้งเบียดบังเงินในกระเป๋าไปไม่น้อย จนอดคิดไม่ได้ว่าหรือการอยู่เป็นโสดต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องแย่ ถ้าการมีแฟนมันจะเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายขนาดนี้
ในวันที่ค่าครองชีพสูงเกินรับไหว เราชวนไปรู้จัก Date-Flation หรือราคาค่าออกเดตที่แพงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ สิ่งนี้ส่งผลกับเราอย่างไร แล้วเราหาทางออกยังไงในสถานการณ์นี้ได้บ้าง
เมื่อข้าวของแพงทำให้คนเดตกันน้อยลง
แม้ใครต่อใครจะหันมาสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่สร้างครอบครัว แต่หากจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อย่างเดตยังทำได้ยาก แผนการเพิ่มประชากรก็คงไม่สำเร็จในเร็ววันนี้แน่ๆ นั่นเพราะทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายในการเดตที่เพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้คนรุ่นใหม่หลายคนเลือกไม่เสียเวลาไปกับการเดตด้วยซ้ำ
ในฝั่งอเมริกามีการมีการสำรวจเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดตของคนรุ่นใหม่ จากการสำรวจของ BMO Financial Group ในปี 2026 พบการเดตที่เป็นผลจากเงินเฟ้อ หรือ Date-flation เพิ่มขึ้น โดยคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะชาวเจน Y มีการใช้เงินกับการเดตต่อครั้งเฉลี่ย 252 ดอลลาร์ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 8,000 บาท) ซึ่งเงินก้อนนี้เพิ่มขึ้นจากปี 2025 ถึง 32% แถมยังเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่สูงที่สุดกว่าคนรุ่นอื่นๆ ด้วย
ตัดกลับมาที่ไทย แม้จะไม่มีผลสำรวจค่าใช้จ่ายจากการเดตโดยตรง แต่ก็มีรายงานว่าค่าครองชีพของคนไทยที่พุ่งสูงขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ปี 2568 พบว่าครัวเรือนไทยมีรายได้เฉลี่ย 28,000 บาท จากก้อนนี้คิดเป็นค่าใช้จ่ายราว 22,000 บาท โดยกว่าครึ่งถูกแบ่งเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่ม ราว 8,000 บาท และค่าเดินทางอีกประมาณ 3,400 บาท ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมค่าที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เงินสำหรับการออกเดตของคนไทยก็เหลือน้อยลงเรื่อยๆ เช่นกัน

ค่าครองชีพที่นับวันมีแต่เพิ่มขึ้น กลายเป็นกำแพงที่ทำให้หลายคนไม่กล้าเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใคร จนถึงกับถูกเรียกว่า ภาวะการเดตถดถอย (Dating Recession) ที่หมายถึงการเดตที่เปลี่ยนไปในสังคมยุคนี้
มีการศึกษาเกี่ยวกับการเดตถดถอยอย่างจริงจัง จากรายงาน State of Our Unions ปี 2026 ที่ศึกษาการออกเดตของคนหนุ่มสาวอายุ 22-35 ปี ที่ยังไม่แต่งงาน จำนวนกว่า 5,000 คน ในสหรัฐอเมริกา พบว่า 52% ยกให้ความกังวลเรื่องการเงินเป็นเหตุผลสำคัญที่พวกเขาเลือกที่จะไม่เดตกับใคร
ไม่ว่าใครก็คงพอนึกออกว่าปัญหาการเงินสร้างความกังวลให้กับเรามากแค่ไหน หากแค่การเดตเรายังต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะทานอาหารร้านไหน ใครจะเป็นคนจ่าย เงินค่ารถจะพอหรือเปล่า ก็คงต้องลืมเรื่องใหญ่ๆ อย่างการแต่งงาน หรือการมีลูกไปได้เลย เช่นเดียวกับในผลสำรวจที่พบว่าหลายคนเชื่อว่าควรมีฐานะการเงินมั่นคงก่อนจะพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์จริงจัง จนถึงขั้นแต่งงานได้ในที่สุด
บรูซ ลี (Bruce Y. Lee) ศาสตราจารย์ด้านนโยบายและการจัดการด้านสุขภาพ จากมหาวิทยาลัยซิตี้แห่งนิวยอร์ก (CUNY) ชี้ว่าสิ่งที่ตามมาเมื่อเราต้องจ่ายเงินกับการเดตมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำให้เราเดตกันน้อยลงแล้ว ยังส่งผลต่อมุมมองการเดตในยุคนี้ด้วย
บรูซ อธิบายยกตัวอย่างว่า บางคนอาจเลือกอย่างรอบคอบมากขึ้น เพราะเราอาจไม่สามารถไปเดตได้บ่อยๆ เช่น บางคนอาจให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกมากกว่าเดิม หรืออาจใส่ใจกับนิสัยใจคอมากขึ้น ขึ้นกับการให้ความสำคัญของแต่ละคน นอกจากนี้เราอาจเห็นบทบาททางเพศแบบเดิมๆ กลายเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เช่น ผู้ชายอาจถูกคาดหวังให้เป็นคนออกเงิน หรือผู้หญิงควรเป็นฝ่ายถูกดูแลมากกว่า ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
และเมื่อการเดตกลายเป็นพื้นที่แย่งชิงความมั่นคงในชีวิต มากกว่าการสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ความโดดเดี่ยวก็อาจยิ่งกัดกินในใจเรามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีได้โอกาสเจอคนที่เข้ากับเราได้จริงๆ

เดตทั้งทีต้องมีเงินจริงไหม?
แน่นอนว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่ต้องถูกแก้ตั้งแต่โครงสร้าง แต่หากรอให้สถานการณ์ดีขึ้น ก็อาจทำให้เราพลาดการสานความสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่หลายคนเริ่มยอมรับการเดตแบบจ่ายเงินไม่แพงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น เทรนด์การเดตในร้านกาแฟ หรือพื้นที่สาธารณะที่เข้าได้ฟรี เพื่อลดค่าใช้จ่าย
มีรายงานจากฝั่งอเมริกา โดย DatingNews.com และสถาบันคินซีย์ พบว่าคนรุ่นใหม่ ราว 1 ใน 3 หรือ 35% เลือกที่จะไปดื่มกาแฟแทนที่จะไปทานอาหารมื้อใหญ่ หรือถ้าหากต้องไปร้านอาหารพวกเขาก็มักเลือกร้านอาหารที่ราคาไม่แพงมากกว่าด้วย

จัสติน เลห์มิลเลอร์ (Justin Lehmiller) นักวิจัยอาวุโสประจำสถาบันคินซีย์ อธิบายต่อว่านอกจากการเดตในร้านกาแฟแล้ว เรายังสามารถไปเดตโดยที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินแพงๆ ได้อีกหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น ลองทำอาหารทานเองแทนการออกไปข้างนอก หรือชวนออกไปเดินเล่นในสวน เลือกสถานที่เดตใกล้บ้าน เพื่อประหยัดค่าเดินทาง ก็เป็นอีกหนึ่งทางที่ช่วยให้เราได้ใช้เวลาร่วมกัน
แม้มุมหนึ่งการเดตในสถานที่ราคาไม่แพงในเดตแรก อาจทำให้เรารู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่พร้อมทุ่มเทเพื่อสร้างความประทับใจ แต่ถึงอย่างนั้นไม่ได้หมายความอีกฝ่ายไม่จริงใจกับเราเสมอไป เพราะอันที่จริงมีอีกหลายสถานการณ์ที่ทำให้เรารู้จักคนๆ หนึ่งได้ดีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแสดงออก หรือความสม่ำเสมอ
ขณะเดียวกันเราอาจต้องย้อนกลับไปที่จุดประสงค์ของการเดตตั้งแต่แรกว่า จริงๆ แล้วเราต้องการเดตเพื่ออะไรกันแน่ หากเราต้องการทำความรู้จักหรือศึกษาดูใจว่าเราเข้ากันได้ไหม เราก็อาจไม่จำเป็นต้องเป็นเดตที่แพงเสมอไป แต่อาจลองเลือกจากความสนใจของแต่ละฝ่ายจริงๆ เช่น การพูดคุยในสวนสาธารณะ หรือใช้เวลาเงียบๆ ในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้เราเห็นตัวตนที่แท้จริงของกันและกันมากขึ้น
ในยุคที่เต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันรอบตัว การเดตที่ดีที่สุดอาจเป็นการได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่ทำให้เราได้เป็นตัวเองที่สุดก็ได้นะ
อ้างอิงจาก