AI เข้ามาช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก ให้เราในระดับไหนถึงจะพอรับได้
ช่วยเขียนอีเมล แปลภาษา วางแผนทริป แน่นอนว่าได้ ช่วยประหยัดแรง ประหยัดเวลาไปได้เยอะ หากขยับมาเป็นวินิจฉัยอาการเจ็บไข้ได้ป่วยเบื้องต้น เขียนข้อความขอโทษคนรัก หลายคนอาจเริ่มลังเล หากหมอที่กำลังจะบอกเราว่าเราเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายเป็น AI ล่ะ ยังถือว่ารับได้อยู่หรือเปล่า
ในทางเทคนิคแล้วมันทำได้ ไม่มีอะไรที่ห้าม AI พูดประโยคนั้นออกมา น้ำเสียงมันจะนุ่มนวลแค่ไหนก็ปรับได้ตามสั่ง แต่หลายคนอาจรู้สึกมีอะไรบางอย่างผิดที่ผิดทางอยู่ดี
เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บิล เกตส์ (Bill Gates) ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ เผยแพร่บทความในชื่อ The turbulent AI era is here. The choices we make now are critical. เสนอแนวคิดที่เรียกว่า ‘Human Reserved’ ว่าด้วยการสงวนบางอาชีพไว้ให้มนุษย์ทำเท่านั้นกับงานบางประเภท ต่อให้ AI จะเก่งพอจะทำแทนได้ก็ตาม แต่เราควรเลือกไม่ให้ AI ได้ทำงานเหล่านั้น อย่างงานดูแลเด็ก คนชรา ลูกขุนในศาล ไปจนถึงการศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งเขามองว่า AI เข้ามาช่วยได้มาก แต่ต้องให้มนุษย์เข้ามามีส่วนร่วมและเป็นคนตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เสมอ
นั่นหมายความว่าตลาดแรงงานของเรากำลังถูกรุกล้ำจริงๆ ถึงขนาดผู้ก่อตั้งบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ ยังต้องออกมาเสนอแนวคิดให้มีอาชีพที่สงวนไว้ให้มนุษย์เท่านั้นแล้วหรือ แปลว่าความกลัว AI จะแย่งงานมันกำลังจะเป็นจริงๆ เร็วๆ นี้แล้วไหมนะ

AI เปลี่ยนแปลงโลกการทำงานไปอย่างไร?
รายงานของ Boston Consulting Group เมื่อต้นปีที่ผ่านมา วิเคราะห์ตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยเฉพาะ (ทั้งนี้ เป็นข้อมูลจากบริบทอเมริกัน ใช้ฐานข้อมูลอาชีพและกฎหมายแรงงานของสหรัฐฯ ทั้งหมด โครงสร้างตลาดแรงงานไทยต่างออกไปพอสมควร โดยเฉพาะสัดส่วนแรงงานนอกระบบและภาคเกษตรที่สูงกว่ามาก จึงไม่อาจเทียบเคียงแบบตรงตัวไม่ได้ทั้งหมด) ประเมินว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า งาน 50-55% ในสหรัฐฯ จะถูกปรับรูปแบบใหม่โดย AI ว่าต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน ส่วนงานที่จะถูกแทนที่จริงๆ จนหายไปเลยนั้น ประเมินไว้ที่ 10-15% ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า
โดย BCG แบ่งอาชีพออกเป็น 6 กลุ่ม โดยดูจาก 2 แกนหลัก
- AI ช่วยเสริมงานนั้น หรือ AI แทนที่ไปเลย ขึ้นกับว่างานนั้นต้องใช้วิจารณญาณและปฏิสัมพันธ์กับคนมากแค่ไหน
- ความต้องการในตลาดของงานนั้นขยายตัวได้เรื่อยๆ หรือมีเพดานตายตัว
กลุ่มที่น่าสนใจที่สุดคือ Amplified คิดเป็น 5% ของงานทั้งหมด อยู่ในกลุ่มที่ AI เข้ามาส่งเสริมงาน และความต้องการในตลาดขยายได้ไม่มีเพดาน ถือเป็นบวกทั้ง 2 แกนที่ตั้งไว้ ตัวอย่างคลาสสิกคือวิศวกรซอฟต์แวร์ AI เขียนโค้ดเก่งขึ้นเรื่อยๆ ก็จริง แต่ความต้องการซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ในโลกแทบไม่มีวันอิ่มตัว ทำให้จำนวนวิศวกรซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัวในปี 2022 ไม่ใช่ล้มหายตายจากตามที่หลายคนกลัวกันตอนแรก
รายงานเรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่าเป็นเงาสะท้อนของ Jevons Paradox ปรากฏการณ์ทางเศรษฐศาสตร์ที่เมื่อต้นทุนของบางอย่างถูกลง การใช้งานสิ่งนั้นกลับพุ่งขึ้นแทนที่จะลดลง เพราะความต้องการที่เคยถูกกดไว้ด้วยราคาแพงถูกปลดล็อกออกมา
ตรงข้ามกันคือกลุ่ม Substituted คิดเป็น 12% ซึ่ง AI เข้ามาแทนที่โดยตรง และมีเพดานชัดเจน อย่างพนักงานคอลเซนเตอร์และนักวิเคราะห์การเงินบางกลุ่ม จำนวนสายที่ลูกค้าโทรเข้ามาไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่ต้นทุนลดลง งานวิเคราะห์การเงินก็ผูกกับรอบการรายงานผลที่ตายตัวอยู่แล้ว พอ AI ทำงานพวกนี้ได้ ตำแหน่งงานก็หายไป
ตรงกลางระหว่าง 2 ขั้วนี้ยังมีกลุ่ม Rebalanced คิดเป็น 14% อย่างงานคอนเทนต์มาร์เก็ตติง และงานวิจัยเชิงวิชาการ ที่งานประจำถูกทำโดย AI แต่คนต้องขยับไปทำงานที่ซับซ้อนขึ้น กลุ่ม Divergent คิดเป็น 12% อย่างตัวแทนขายประกันและช่างซ่อมไอทีระดับเริ่มต้น ที่ตำแหน่งงานระดับล่างหายไปก่อน ขณะที่ตำแหน่งอาวุโสยังอยู่หรือโตขึ้น และกลุ่ม Enabled คิดเป็น 23% อย่างผู้ช่วยพยาบาลและช่างเทคนิคห้องแล็บ ที่งานหลักยังต้องใช้มือและอยู่กับคนไข้ แต่ AI เข้ามาช่วยงานเอกสารและการวิเคราะห์เบื้องต้น
ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ Limited-Exposure คิดเป็น 34% งานที่ AI แทบแตะต้องไม่ได้ในอนาคตอันใกล้ เพราะขึ้นกับการตัดสินใจเฉพาะหน้าและปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ ตัวอย่างที่ BCG ยกมาคือหมอกับครู ซึ่งตรงกับความเห็นของเกตส์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างอาชีพที่ควรสงวนไว้ให้มนุษย์ด้วยเจตจำนงทางศีลธรรม

สิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ (อย่างน้อยก็ตอนนี้)
หากถามคนทั่วไปหรือกระทั่งความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่ยกมาในบทความนี้ก็ตาม อาชีพที่ AI ไม่มีวันแทนได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่ไวๆ นี้ คำตอบที่คนนึกถึงอยู่บ่อยๆ มักจะเป็น หมอ ครู ลูกขุน คนดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ล้วนเป็นงานที่ต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ในบรรดางานที่ต้องเป็นมนุษย์เท่านั้นนั้น สังคมให้คุณค่ากับมันเท่ากันหมดหรือเปล่า คำตอบคือไม่เลย
เดวิด เกรเบอร์ (David Graeber) นักมานุษยวิทยาผู้เขียนหนังสือ Bullshit Jobs เคยตั้งข้อสังเกตว่า งานดูแลอย่างพยาบาล พี่เลี้ยงเด็ก หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุ ถูกสังคมทุนนิยมมองว่ามีคุณค่าต่ำ เพราะมันไม่ได้ผลิตสินค้าอะไรที่จับต้องได้ ทั้งที่งานเหล่านี้คืองานที่ทำให้งานอื่นๆ ทั้งหมดในสังคมดำเนินต่อไปได้ เขาชี้ว่าสาเหตุที่งานประเภทนี้มักได้ค่าจ้างต่ำ เป็นเพราะมรดกทางวัฒนธรรม 2 อย่างซ้อนกัน ทั้งค่านิยมทางเพศที่มองว่างานดูแลเป็นงานของผู้หญิงจึงมีมูลค่าน้อยกว่าโดยอัตโนมัติ และตรรกะแบบทุนนิยมที่ให้มูลค่ากับสิ่งที่ผลิตเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่าความสัมพันธ์ที่จับต้องไม่ได้
งานที่อาศัยความเป็นมนุษย์อย่างแทนที่ไม่ได้ในสังคมเรา อย่างการดูแลคนแก่ คนป่วย เด็กเล็ก ถูกสงวนไว้ให้มนุษย์มาโดยตลอดอยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะสังคมยกย่องว่าเป็นอาชีพพิเศษ ที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ แต่เพราะยังไม่มีใครหาทางแทนที่มันด้วยเครื่องจักรได้ (แต่ตอนนี้ที่หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุเริ่มถูกพัฒนาขึ้นจริงจังในบางประเทศ) ถึงอย่างนั้น แม้ไม่มีเครื่องจักรมาแย่งงาน ค่าจ้างของงานเหล่านี้ก็ไม่เคยถูกผลักดันให้สูงขึ้นตามความสำคัญมันเลย
แต่หากบอกว่างานที่ควรสงวนไว้เหล่านี้ ยังอยู่ได้เพราะอาศัยความเป็นมนุษย์ด้วยกัน แปลว่าอาชีพที่ถูกรุกล้ำจนหายไปจากตลาด เพราะ AI เข้ามากำกับดูแล เป็นงานที่ไม่ต้องอาศัยความเป็นมนุษย์อย่างนั้นหรือ
คอลเซนเตอร์ที่รับสายต้องคอยสังเกตน้ำเสียง อารมณ์ หาทางแก้ปัญหาให้ลูกค้า ทนายคดีครอบครัว ต้องรับฟังเรื่องราวและหาทางแก้ไขให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้ทางลงที่ดีที่สุด นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ คอยแนะนำทำเลที่เหมาะกับชีวิตของผู้ซื้อ ใกล้ตลาด ใกล้โรงเรียน ใกล้ออฟฟิศ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม หรือแม้แต่ไอทีในออฟฟิศเล็กๆ แห่งหนึ่ง ก็ต้องคอยแนะนำสิ่งเดิมซ้ำๆ ด้วยความเข้าอกเข้าใจในยูสเซอร์แต่ละคน
หากบอกว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ได้อาศัยความเป็นมนุษย์ คงพูดได้ไม่เต็มปาก เมื่อสิ่งใดก็ล้วนสอดแทรกความเป็นมนุษย์ไว้ได้ทั้งนั้น เส้นแบ่งของงานที่อยู่ในพื้นที่สงวนสำหรับมนุษย์ก็คงเป็นไอเดียที่ยากจะฟันธงในเร็ววันนี้
แล้วในทางกลับกันล่ะ หากวันหนึ่ง AI มีความรู้สึกนึกคิด ตระหนักรู้ได้แบบมนุษย์เรา เราจะยอมให้ AI เข้ามาทำอาชีพที่สงวนไว้ได้หรือไม่กันนะ
อ้างอิงจาก