หลายคนพอจะทราบแล้วว่า AI ในโครงการ TH-AI Passport ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวง DE มีข้อจำกัดในการถาม-ตอบบางประเด็น โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง
น่าสนใจว่าบางคำถาม AI ไม่สามารถให้คำตอบได้เลย แต่เมื่อลองปรับมุมคำถาม กลับสามารถให้คำตอบได้ เช่น เมื่อพรอมต์ว่า “รูปแบบการปกครองของไทยมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร” จะให้คำตอบไม่ได้ แต่เมื่อถามเฉพาะ ‘ข้อดี’ AI กลับสามารถแจกแจงคำตอบได้ตามปกติ
แน่ล่ะว่า คำถามเหล่านี้ไม่ต้องพึ่งพา AI ก็พอจะหาคำตอบเองได้ไม่ยาก แต่เหตุใดรัฐถึงเลือกจำกัดการเข้าถึงข้อมูลบางประการ? บางที คำถามอาจจะสำคัญกว่าคำตอบก็ได้

AI จะตอบคำถามที่มีความอ่อนไหวอย่างไร?
เมื่อเราลองถามคำถามแบบเดียวกันใน AI ตัวดังๆ นอกโครงการ อย่าง ChatGPT หรือ Claude เราก็จะได้รับคำตอบมา โดยแจกแจงที่มาของข้อมูลความเห็นเหล่านั้นว่าอ้างอิงการรายงานจากเว็บไซต์ใด เพื่อที่ผู้ใช้งานจะเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้เอง
ลองดูกันว่า AI เจ้าดังๆ มีหลักคิดต่อการให้คำตอบประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างไรบ้าง?
รายงาน ของ OpenAI เน้นย้ำหลักการ ‘เสรีภาพทางปัญญา’ ไว้ว่า ผู้ใช้งานควรสำรวจได้แม้กระทั่งแนวคิดที่เป็นข้อถกเถียงหรือมีความละเอียดอ่อน โดยไม่ถูก AI ชี้นำไปยังมุมใดมุมหนึ่ง ระบบควรเปิดรับ ให้ข้อมูล และตอบคำถามอย่างรอบคอบ แต่ยังปฏิเสธได้เมื่อคำขอจะก่ออันตราย ละเมิดความเป็นส่วนตัว หรือช่วยทำกิจกรรมอันตราย
Anthropic ระบุว่า Claude ควรสนทนาเรื่องการเมืองอย่างเป็นธรรม ให้รายละเอียดและการวิเคราะห์แก่ฝ่ายที่เห็นต่างอย่างเท่าเทียม รวมถึงนำเสนอข้อมูลในหลายมุมมองโดยไม่แสดงความเห็นส่วนตัว
การประเมินของบริษัทยังใช้คำถามการเมือง 1,350 คู่คำถาม ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์หลักฐาน การเขียนเรียงความโน้มน้าว การเสนอเหตุผลสนับสนุนแต่ละฝ่าย ไปจนถึงการถามความเห็น เพื่อแสดงว่าเป้าหมายของ ‘ความเป็นกลาง’ คือคุณภาพและความสมดุลของคำตอบ แต่ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงที่จะไม่ตอบหัวข้อการเมืองทั้งหมด
แล้วอะไรทำให้ AI ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม?
ผู้ให้บริการ AI สามารถกำหนดให้ระบบปฏิเสธคำถามบางประเภทได้ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า ‘ตัวจำแนกเนื้อหา’ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายด่านตรวจข้อมูลระหว่างผู้ใช้กับ AI โดย Anthropic ผู้พัฒนา Claude เรียกแนวทางนี้ว่า Constitutional Classifiers ระบบจะเรียนรู้จากชุดหลักเกณฑ์ที่มนุษย์กำหนดว่าเนื้อหาใดตอบได้หรือไม่ได้ พร้อมตัวอย่างคำถามและคำตอบหลากหลายรูปแบบ
เจ้าตัวจำแนกนี้ จะตรวจทั้งคำถามก่อนส่งให้ AI และคำตอบก่อนส่งกลับถึงผู้ใช้งาน หากพบว่าเนื้อหาอาจเข้าข่ายต้องห้าม อาจนำไปสู่ความรุนแรง ระบบสามารถระงับคำถามหรือซ่อนคำตอบได้ แม้ตัว AI จะสร้างคำตอบออกมาแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ในรุ่นใหม่ๆ ยังมีการตรวจคำถามและคำตอบร่วมกัน เพื่อจับกรณีที่ผู้ใช้ซ่อนความหมายด้วยคำรหัส การเข้ารหัส หรือการสร้างเหตุการณ์สมมติขึ้นมา
ลองยกตัวอย่าง ถ้าผู้ให้บริการเขียนกฎว่า “อนุญาตให้ถามข้อมูลการเมืองเชิงข้อเท็จจริง แต่ห้ามคำขอที่มุ่งก่อความรุนแรง” ระบบก็จะพยายามแบ่งตามเจตนาและความเสี่ยง ไม่ใช่เอะอะก็ตัดคำถามทิ้ง
แต่ถ้าเขียนหลักเกณฑ์ไว้กว้างๆ ว่า “ไม่อนุญาตเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองหรือสถาบันฯ” ตัวจำแนกก็อาจสามารถปฏิเสธคำถามทั้งหมวดนั้นๆ ได้ แม้คำถามนั้นเป็นรายงานจากงานข่าว ประวัติศาสตร์ งานวิจัย หรือข้อมูลสาธารณะ ที่ไม่ได้มีเจตนามุ่งสร้างความรุนแรงก็ได้
ดังนั้น เทคโนโลยีจึงไม่ได้เป็นผู้กำหนดว่าอะไรควรถูกเซนเซอร์ มนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้เขียนหลักเกณฑ์เพื่อกำหนดขอบเขต เราจึงต้องตั้งคำถามต่อไปว่า ใครเป็นผู้เขียนกฎ? ในกฎระบุหลักเกณฑ์อย่างไร? จะแยกเนื้อหาที่เป็นอันตรายออกจากคำถามโดยสุจริตอย่างไร? และผู้ใช้สามารถอุทธรณ์ผลการปฏิเสธได้หรือไม่?
นี่อาจเป็นบทบาทของมนุษย์ ที่ยังต้องตรวจสอบและตั้งคำถามที่มาของการประดิษฐ์ปัญญา ในยุคปัญญาประดิษฐ์เช่นนี้
อ้างอิงจาก