เคยส่งข้อความหาใคร แม้จะรู้ว่าคนนั้นจะไม่มีวันตอบกลับเรามาอีกหรือเปล่า
ช่องแชตยังเหมือนเดิม รูปบัญชีผู้ใช้งานอีกฝ่ายก็กำลังยิ้มอย่างมีความสุข แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือไม่มีการเคลื่อนไหวมาสักพักแล้ว กล่องข้อความจึงเป็นเหมือนช่องทางเดียวที่เชื่อมเรากับเขาได้อยู่
ความสูญเสียเป็นเรื่องทำใจได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อเป็นการจากไปที่ไม่มีวันหวนกลับ แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าเราคงไม่ได้รับข้อความตอบกลับเหมือนวันวานอีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเลือกที่จะส่งข้อความไปบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ร้านอาหารแสนอร่อยที่ชอบไปกินด้วยกัน ไปจนถึงความกังวลใจที่บอกใครไม่ได้ เหมือนว่าเขายังอยู่กับเราตรงนี้ไม่เปลี่ยนแปลง
เรื่องราวการติดต่อถึงคนที่จากไปไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่ถูกนำมาถ่ายทอดในภาพยนตร์เรื่อง Voicemails for Isabelle ว่าด้วยเรื่องราวการส่งข้อความเสียง หรือ voicemails ถึงน้องสาวที่จากไป โดยลีอาห์ แม็กเคนดริก (Leah McKendrick) ผู้กำกับและคนเขียนบทของเรื่องนี้ เผยว่าได้แรงบันดาลใจมาจากความสัมพันธ์กับน้องสาวของเธอ ที่มักแบ่งปันเรื่องราวในชีวิตประจำวันผ่านข้อความเสียง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งที่คอยเชื่อมโยงพวกเธอไว้ด้วยกัน
ลองจินตนาการว่าเราจะรู้สึกยังไงหากวันหนึ่งข้อความที่เคยได้รับการตอบกลับอยู่เสมอต้องหายไป แล้วทำไมการส่งข้อความถึงคนที่จากไป ถึงช่วยให้เรารู้สึกสบายใจขึ้นได้นะ

แม้คนจากไป แต่ความเศร้ายังอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง
หากใครเคยมีคนที่รักจากไป คงนึกออกว่าการส่งข้อความถึงพวกเขาช่วยเยียวยาจิตใจเราได้มากขนาดไหน แม้จะเจือไปด้วยความเศร้า ที่เราไม่สามารถเห็นข้อความจากเขาได้อีกแล้ว หรือแชตที่เริ่มหนักขวามากขึ้นทุกที แต่ถึงอย่างนั้น การได้พูดคุยเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ เสมือนว่าอีกฝ่ายยังคอยเฝ้าดูอยู่ ก็ช่วยให้เรารู้สึกมีกำลังใจใช้ชีวิตไปได้
แม็กเคนดริก เผยว่าไอเดียตั้งต้นเรื่อง Voicemails for Isabelle มาจากการดูแสตนอัปคอเมดี้ โดยเพื่อนของเธอเล่าเรื่องตลกเกี่ยวกับข้อความเสียงจากพ่อที่ทั้งยืดยาวและวกวนด้วยท่าทางขบขัน จากนั้นนักแสดงอีกคนที่ขึ้นเวทีต่อ กลับเล่าเรื่องที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง นั่นคือพ่อของเธอไม่ได้โทรมาฝากข้อความเสียงอีก เพราะเขาเสียชีวิตไปแล้ว
แม้จะดูเป็นเรื่องตลกร้าย แต่ความรู้สึกนี้กลับติดอยู่ในใจ แม็กเคนดริกเริ่มตั้งคำถามว่าจะเป็นอย่างไร หากเรายังคงฝากข้อความให้ใครบางคน ที่ไม่มีวันได้ฟังมันอีกตลอดกาล โดยเฉพาะหากมันเกิดกับน้องสาวความสัมพันธ์ที่เธอรักมากที่สุด
ไม่ต่างจากใครหลายคน เมื่อคนรักจากไป ลึกๆ แล้ว เราก็ยังคงปรารถนาให้อีกฝ่ายยังคงอยู่กับเราเหมือนเดิม นั่นเลยทำให้เราเลือกกดส่งข้อความ หรือติดต่อไปยังช่องทางที่เราและเขาเคยใช้ประจำ เพื่อส่งความคิดถึงที่ท่วมท้นอยู่ในใจ
อันที่จริงการส่งข้อความไปยังคนที่จากไปไม่เพียงแต่มาจากความคิดถึงเท่านั้น แต่ยังถือเป็นวิธีเยียวยาความเศร้าจากความสูญเสียด้วย แดน วูล์ฟสัน (Dan Wolfson) นักจิตวิทยาคลินิกและอดีตผู้อำนวยการในค่ายสำหรับเด็กที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก อธิบายว่าวิธีนี้ช่วยให้เราได้ประมวลอารมณ์จากความเศร้า ได้พูดในสิ่งที่ยังไม่ได้พูด และค่อยๆ หลอมรวมความทรงจำของผู้จากไปเข้ากับชีวิตบทใหม่หลังการสูญเสีย
เวลาเราอยากคุยกับใครสักคน แต่ทำไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกไม่สอดคล้องกันอยู่ภายใน จากการติดอยู่ในวังวนของความอึดอัดและสับสน เช่นเดียวกับเมื่อเราสูญเสียคนที่รัก เราจะรู้สึกเหมือนหัวใจมีรูโหว่ขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้เวลากว่าจะยอมรับความจริง และเรียนรู้การใช้ชีวิตต่อไป
ดังนั้นจึงไม่แปลก หากเราจะยังโหยหาจะได้พูดคุยกับเขาอีกครั้ง แม้ว่าอีกฝ่ายจะจากไปแล้ว อยากเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน อยากแบ่งปันความรู้สึกที่เกิดช่วงนี้ให้เขารับรู้ เพื่อให้เรารู้สึกสบายใจ เหมือนทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง เพราะการทำกิจวัตรประจำวันให้เหมือนเดิมหลังการสูญเสีย ก็เป็นวิธีรับมือกับความเศร้ารูปแบบหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งช่วยให้เราควบคุมสิ่งต่างๆ หลังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจนยากจะรับมือ
ไม่เพียงแต่การส่งข้อความถึงคนที่จากไปจะช่วยให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับพวกเขามากขึ้นเท่านั้น แต่การเขียน หรือการบอกเล่าความรู้สึก ก็เป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่ช่วยให้สมองจัดการกับความเศร้าง่ายขึ้นด้วย โดยวูล์ฟสันอธิบายว่า การบอกว่าวันนี้เราเจอเรื่องอะไร รู้สึกยังไง ไม่ใช่แค่การบันทึกเหตุการณ์เท่านั้น แต่เป็นการสร้างบทสนทนากับตัวเอง ให้ค่อยๆ คลี่คลายความเศร้าในพื้นที่ของตัวเอง
ดังนั้นแล้ว เมื่อวันที่คนรักจากไป แทนที่เราจะเก็บความรู้สึกโศกเศร้าไว้คนเดียว การได้ส่งข้อความไปถึงพวกเขาก็อาจเป็นอึกหนึ่งทางที่ช่วยให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลงได้เหมือนกัน

แด่เธอที่จากไป จากนี้เราจะก้าวต่อไปด้วยตัวเอง
แม้ว่าการส่งข้อความจะช่วยเยียวยาจิตใจได้ แต่ก็ใช่ว่าเป็นหนทางเดียวที่ใช้รับมือกับความเศร้าไปได้ตลอด เพราะในแง่หนึ่งการพึ่งพาคนที่จากไปแล้ว อาจทำให้เราไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าเขาไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ซึ่งสร้างความเจ็บปวดในใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเกินกว่าจะรับไหว แต่ ทันยา แครบ (Tanya S. Crabb) นักจิตวิทยาคลินิก แนะนำว่าเราควรรับมือกับความสูญเสียด้วยวิธีอื่นๆ ด้วย เพราะการยึดติดอยู่กับอดีต ไม่ใช่หนทางที่ทำให้เราสามารถก้าวต่อไปข้างหน้า และเยียวยาตัวเองได้อย่างสมบูรณ์
ดังนั้นแล้ว คงไม่ผิดอะไรหากเราจะใช้ช่องแชต หรือข้อความเสียงเป็นสะพานเพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกเรากับคนที่จากไปให้ใกล้ชิดกัน หรือตีว่ามันเสมือนหลุมศพที่เรากลับไปรำลึกได้เสมอ เพื่อให้เราค่อยๆ ปรับตัว และประมวลความรู้สึกหลังการสูญเสีย
และหลังจากนั้นเราก็อาจต้องเริ่มจัดการความโศกเศร้าด้วยวิธีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การสานต่อสิ่งที่อีกฝ่ายตั้งใจไว้ การนึกถึงความทรงจำดีๆ ไว้เป็นแรงผลักดันให้เราก้าวต่อ หรือแม้แต่การพูดคุยกับคนที่เข้าใจความสูญเสียนี้ เช่น เพื่อนสนิท ญาติ หรือพ่อแม่ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่ายังมีอีกหลายคนที่รู้สึกคิดถึงคนที่จากไปเหมือนกับเรา เพราะการแบ่งปันกำลังใจจะช่วยให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ง่ายขึ้น
ที่สำคัญอย่าลืมหน้าที่ของคนที่อยู่ต่อ การก้าวต่อไปข้างหน้า เพื่อรักษาความทรงจำดีๆ ที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ให้เราเท่านั้นเอง
อ้างอิงจาก