พอมีปัญหาว่าเด็กติดหน้าจอ สังคมมักจะกล่าวโทษไปที่การเลี้ยงดูของพ่อแม่ว่าเหตุใดถึงปล่อยให้ลูกอยู่กับหน้าจอ ซึ่งนั่นทำให้เรามองข้ามอีกคำถามไปว่า นอกจากการให้พ่อแม่เปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูลูกแล้ว สังคมมีตัวเลือกอื่นๆ ให้เด็กหรือพ่อแม่อย่างไรบ้าง
ในวันที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ในสังคมไทย หมดเรี่ยวแรงไปกับการหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว แต่ตัวช่วยในการดูแลบุตรหลานกลับมีน้อยเหลือเกิน หน้าจอต่างๆ จึงเข้ามาแทนที่ช่องว่างนี้
The MATTER ชวนคุยกับ ศิริยุภา เลาหภิญโญจันทรา นักพัฒนาการเด็ก ในยุคสมัยของหน้าจอ เราจะทำอย่างไรให้พวกเขาสนุกกับโลกไร้หน้าจอ เราจะปล่อยให้ลูกเบื่อบ้างได้หรือไม่ ไปจนถึงคำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องการเลี้ยงลูกว่า เราจะสร้างสภาพแวดล้อมแบบไหนให้ทั้งเด็กและคนดูแลเด็กเติบโตไปด้วยกันได้
‘สื่อหน้าจอ’ ทำงานกับเด็กเล็กอย่างไร
เด็กยุคใหม่เติบโตขึ้นท่ามกลางหน้าจอ ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โทรทัศน์ ไปจนถึงจอโฆษณาที่พบเห็นนอกบ้าน สื่อเหล่านี้สามารถส่งทั้งภาพ เสียง และเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาอยู่ตรงหน้าเด็กได้ตลอดเวลา ขณะที่เด็กเล็ก โดยเฉพาะวัย 0-6 ปี ยังอยู่ระหว่างพัฒนาความสามารถในการควบคุมตัวเอง
จึงเป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังให้เด็กสามารถกำหนดได้ด้วยตัวเองว่าควรดูอะไร ดูนานแค่ไหน และเมื่อไรควรหยุด
ศิริยุภา เลาหภิญโญจันทรา นักพัฒนาการเด็ก จากก่อร่างสร้างเด็ก อธิบายว่า เมื่อสื่อจำนวนมากมีภาพและเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปล่อยให้เด็กอยู่กับจอตามลำพังจึงอาจทำให้เขาจดจ่ออยู่กับสื่อที่ป้อนมาอย่างไม่รู้จบ พอจะต้องหยุด ก็เกิดภาวะไม่ขุ่นข้อง ไม่พอใจตามมา และอาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางอารมณ์และสติปัญญาได้
แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่ควรเหมารวมว่า สื่อหน้าจอเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เด็กควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือมีพัฒนาการที่ถดถอย สิ่งที่น่าคิดตามคือ หน้าจอมันไปขโมยความสนใจของเด็กต่อกิจกรรมที่จำเป็นต่อพัฒนาการมากกว่า เช่น การเล่น การเคลื่อนไหว การนอน การพูดคุย และปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อเด็กช่วงวัยนี้ ที่กำลังเริ่มต้นทำความเข้าใจโลก
ศิริยุภามองว่าเด็กวัย 0-6 ปีเรียนรู้โลกผ่านร่างกายและประสาทสัมผัส ทั้งการมอง ฟัง หยิบจับ เคลื่อนไหว และทดลองทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ต่างจากการนั่งรับภาพผ่านหน้าจออยู่คนเดียว โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังต้องเรียนรู้จากสีหน้า แววตา รูปปาก น้ำเสียง และปฏิกิริยาของคนจริงที่อยู่ตรงหน้า
แนวคิดนี้สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่มองเวลาหน้าจอควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวและการนอน
- สำหรับเด็กอายุ 0 – 1 ปี WHO ไม่แนะนำให้ใช้เวลานั่งดูหน้าจอ
- เมื่ออายุ 2 ปี เวลานั่งดูหน้าจอไม่ควรเกินวันละ 1 ชั่วโมง โดยยิ่งน้อยยิ่งดี
- ขณะเดียวกัน เด็กอายุ 1-4 ปีควรมีกิจกรรมทางกายรวมอย่างน้อยวันละ 180 นาทีตามความเหมาะสมของแต่ละวัย
American Academy of Pediatrics (AAP) หรือสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐฯ ให้คำแนะนำในทิศทางคล้ายกัน คือ เด็กอายุต่ำกว่า 18 เดือนควรหลีกเลี่ยงสื่อหน้าจอ ยกเว้นการวิดีโอคอล ส่วนช่วง 18-24 เดือน หากจะเริ่มใช้ ควรเลือกเนื้อหาคุณภาพและมีผู้ใหญ่ดูไปด้วย ขณะที่เด็กอายุ 2-5 ปีควรจำกัดไว้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง และควรเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพเช่นกัน
นั่นหมายความว่า การพูดเรื่องเวลาหน้าจอ จึงไม่ควรดูแค่ว่าเด็กใช้เวลาไปกี่นาที แต่ต้องตามต่อว่า เด็กดูอะไร ดูกับใคร และเวลานั้นกำลังเบียดบังกิจกรรมอะไรออกไปจากชีวิตของเขาหรือไม่?
ฝึกวินัยเรื่องหน้าจอให้ลูกไม่ง่ายเลย งดไปเลยจะดีกว่าไหม?
สำหรับศิริยุภา หากครอบครัวสามารถจัดสภาพแวดล้อมให้เด็กมีสิ่งอื่นทำได้ตลอดวัน การไม่ใช้หน้าจอเลยก็เป็นทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะเด็กอายุ 0-2 ปี ซึ่งเธอเสนอว่า หากงดได้ก็ควรงด และเปลี่ยนไปใช้หนังสือนิทาน เพลง การพูดคุย หรือประสบการณ์จากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน
แต่สำหรับครอบครัวที่จำเป็นต้องใช้หน้าจอ ก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่กำลังทำผิด สิ่งสำคัญคือการกำหนดขอบเขตให้ชัด เช่น บอกเด็กก่อนว่า ระหว่างแม่อาบน้ำสามารถดูได้ 20 นาที เมื่อแม่กลับมาแล้วจะปิด จากนั้นจึงไปทำกิจกรรมอื่นต่อ รวมถึงผู้ใหญ่ควรเป็นฝ่ายพิจารณาเนื้อหาที่มีคุณภาพ แทนการปล่อยให้เด็กเลื่อนหน้าจอและเลือกดูไปเรื่อยๆ ด้วยตัวเอง
ศิริยุภาได้แลกเปลี่ยนกับพ่อแม่จำนวนมาก ส่วนหนึ่งได้เข้าใจว่า เวลาหน้าจอของลูกๆ มักกลายเป็นเวลาพักของพ่อแม่ เมื่อผู้ใหญ่ต้องทำงานบ้าน อาบน้ำ กินข้าว หรือจัดการภาระอื่นๆ การจะบอกให้พ่อแม่เลิกใช้หน้าจอกับลูกโดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดเหล่านี้จึงอาจไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง
อย่างน้อยที่สุด เธอแนะนำให้ผู้ใหญ่ดูสื่อร่วมกับเด็ก เลือกเนื้อหาที่เหมาะสม และไม่ใช้หน้าจอเป็นวิธีเดียวในการปลอบหรือทำให้เด็กสงบ เพราะอย่าลืมว่า เด็กๆ ยังต้องเรียนรู้การจัดการอารมณ์ของตัวเองให้เป็นด้วยเช่นกัน
“เวลาอาหารก็คือให้เขากิน ให้เขาโฟกัสกับการกิน เพราะว่าสมองของเด็กช่วงวัยนี้เขาใช้เวลาประมวลผล… การที่เราให้เขาทำอันนี้ด้วย อันนี้ด้วย มันก็จะทำให้เขาไม่โฟกัส” ซึ่งนั่น นำไปสู่การที่เด็กจะพึ่งพิงหน้าจอเป็นนิสัย เช่น ถ้าไม่ดูอะไรไปด้วย เขาก็จะกินข้าวได้ยากขึ้น
เราอาจไม่ต้องทำให้เด็กสามารถควบคุมตัวเองได้ตั้งแต่ยังเล็ก ไอเดียคือ ผู้ใหญ่อย่างเราจะช่วยสร้างขอบเขตและสภาพแวดล้อม ที่ทำให้เด็กเรียนรู้การไม่ต้องพึ่งพาหน้าจอได้อย่างไรมากกว่า
ทำอย่างไรให้เด็ก ‘ติดใจ’ กับการใช้ชีวิตโดยปราศจากหน้าจอ
คำตอบของศิริยุภาคือ อาจไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้เด็กชอบโลกข้างนอกมากกว่าหน้าจอ เพราะโดยธรรมชาติ เด็กวัย 0-6 ปีมีความอยากรู้อยากเห็นอยู่แล้ว พวกเขาชอบสำรวจ หยิบจับ เคลื่อนไหว และเล่นสนุกกับผู้คน สิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องระวังคือการยื่นหน้าจอให้บ่อยเสียจนเด็กเรียนรู้ว่า ‘หน้าจอคือของเล่น’ และกลายเป็นสิ่งแรกที่นึกถึงเมื่อไม่มีอะไรทำ
ทางเลือกจึงไม่จำเป็นต้องเป็นของเล่นราคาแพงหรือกิจกรรมที่หวือหวาเสมอไป ศิริยุภายกตัวอย่างง่ายๆ อย่างการช่วยเหลืองานบ้าน งานครัว ให้เด็กช่วยรดน้ำต้นไม้ เด็ดผัก เช็ดโต๊ะ หรือถูพื้น แม้เด็กจะทำได้ไม่เรียบร้อยเท่าผู้ใหญ่ นั่นไม่สำคัญ สำคัญว่ากระบวนการเหล่านี้ช่วยเปิดโอกาสให้เขาได้เคลื่อนไหว สังเกต ทดลอง และลงมือทำจริงมากขึ้นหรือไม่
“เด็กจะได้ค้นพบความชอบของเขา เขาชอบอันนี้ หรือทำอันนี้มันไม่ดีสำหรับเขา เขาอยากจะเปลี่ยนไปทำใหม่ มันคือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในตัวเขา และมันเกิดจากการลงมือทำล้วนๆ เลย” ศิริยุภามองว่า สิ่งสำคัญกว่าคือการเปิดพื้นที่ให้เด็กริเริ่มว่า อยากเล่นอะไร และ จะเล่นอย่างไร เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่กำลังพัฒนาเขาอยู่ คือ ความสามารถที่จะลงมือทำและดูแลตัวเองในอนาคต
ปล่อยให้เด็กรู้จักกับ ‘ความเบื่อ’
ภาพที่คุ้นเคยของพ่อแม่จำนวนมากคือ เมื่อลูกต้องนั่งรออาหาร หรือรอผู้ใหญ่ทำธุระ สิ่งแรกที่หยิบขึ้นมาอาจเป็นโทรศัพท์ เพราะกลัวว่าเด็กจะเบื่อ งอแง หรือไม่มีอะไรทำ
แต่ศิริยุภาชวนตั้งคำถามว่า เราจำเป็นต้องตีความการนั่งเฉยๆ ของเด็กว่าเป็น ‘ความเบื่อ’ เสมอไปหรือไม่
“เด็กปกติเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวน้อย เป็นคนริเริ่มการเล่นของเขาเองได้ เป็นคนกำกับในการเล่นของเขาเองได้” เธอเสริมว่า ในช่วงเวลาที่ดูเหมือนไม่มีอะไร เด็กอาจกำลังมองสิ่งแวดล้อม ฟังเสียง สังเกตผู้คน หรือเก็บข้อมูลจากสิ่งรอบตัวโดยไม่ได้แสดงออกมาให้ผู้ใหญ่เห็น การนั่งเฉยๆ จึงอาจเป็นทั้งช่วงพักและพื้นที่ให้สมองได้สำรวจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
และเมื่อไม่มีสิ่งบันเทิงมาปลุกเร้า เด็กก็มีโอกาสถามตัวเองว่า “ต่อไปจะทำอะไรดี” ก่อนจะลุกไปหาสิ่งของมาเล่นหรือคิดกิจกรรมขึ้นมาเอง ศิริยุภามองว่านี่คือส่วนหนึ่งของการเปิดโอกาสให้เด็กค้นหาความสนใจและริเริ่มการเล่นด้วยตัวเอง
อย่าปล่อยให้การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งเป็นเรื่องของพ่อแม่อย่างเดียว
ปัจจุบันหน้าจอกลายเป็นส่วนหนึ่งของชั้นเรียนไปแล้ว เด็กไทยราว 81% มีมือถือเป็นของตัวเอง เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และสมาธิของพวกเขาจะเดินทางไปที่ไหนก็ได้ตามที่อัลกอริทึมป้อนให้บนหน้าฟีด การเรียนรู้กำลังถูกรบกวนด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ปรากฎขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม หากต้องการลดหน้าจอ ปัญหานี้ก็ไม่ควรถูกผลักไปเป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่เพียงฝ่ายเดียว แต่ทั้งโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก ชุมชน และภาครัฐต้องมีส่วนร่วมด้วย ตั้งแต่กำหนดแนวทางว่าเด็กแต่ละวัยควรใช้จอในการเรียนมากน้อยเพียงใด ไปจนถึงจัดหาพื้นที่ หนังสือ และกิจกรรมที่เด็กสามารถเข้าถึงได้ง่าย และมีคุณภาพ
เพราะการชี้นิ้วบอกให้พ่อแม่ว่าอย่าให้ลูกอยู่กับจอ อาจทำได้ง่ายกว่าการตอบคำถามว่า แล้วในวันที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงาน ละแวกบ้านไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้วิ่งเล่น หรือไม่มีหนังสือและกิจกรรมอื่นๆ ให้เลือกทำ เด็กควรทำอะไรแทน?
“เราบอกผู้ปกครองให้งดใช้หน้าจอไปแบบโดดๆ ไม่ได้หรอก ถ้าเราไม่ทำให้เขาเห็นว่ามันมีกิจกรรมอย่างอื่นที่เขาสามารถทำได้” ศิริยุภากล่าว
เราต้องยอมรับว่าเด็กไทยจำนวนมากยังขาดทรัพยากรส่งเสริมการเรียนรู้ ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และเครือข่ายส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านและการพัฒนาเด็ก ระบุว่า เด็กเล็กไทยราว 38% มีพัฒนาการด้านภาษาล่าช้า ขณะที่ผลสำรวจเด็ก ป.1 ทั่วประเทศพบว่า ราว 6% มีระดับ IQ ต่ำกว่าเกณฑ์ และปัญหาที่พบมากที่สุดยังเกี่ยวข้องกับทักษะด้านภาษา
หนึ่งในปัญหาคือ เด็กแต่ละครอบครัวมีโอกาสเข้าถึงหนังสือไม่เท่ากัน ข้อมูลจาก สสส. ระบุว่า ครัวเรือนที่มีเด็กแรกเกิดถึง 3 ขวบกว่า 1.1 ล้านครัวเรือน มีหนังสือนิทานในบ้านไม่ถึง 3 เล่ม โดยข้อมูลยังพบอีกว่า ยิ่งเด็กยากจนมากเท่าไหร่ โอกาสยิ่งน้อยมากเท่านั้น
นั่นจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เกิดข้อเสนอเรื่อง “สวัสดิการหนังสือสำหรับเด็กปฐมวัย” เพื่อให้เด็กเข้าถึงหนังสือและสร้างพื้นฐานด้านภาษาและการอ่านได้ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต และเป็นทางเลือกในการเรียนรู้อื่นๆ สำหรับพ่อแม่อีกด้วย
เราอาจพูดกันเสมอว่าเด็กคืออนาคต แต่ก่อนจะไปถึงอนาคต สิ่งสำคัญกว่าคือการดูว่า วันนี้เด็กกำลังเติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน สิ่งที่ผู้ใหญ่ทำได้จึงอาจเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว คือการกลับมาใช้เวลากับเด็ก เปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้เล่น สำรวจ และเรียนรู้ตามวัย รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้ดูแลสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้จริง
เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะเรียกร้องให้พ่อแม่มีเวลาและมีพลังดูแลลูกอย่างเต็มที่ หากในแต่ละวันพวกเขายังต้องกังวลว่าจะประคองชีวิตและครอบครัวให้ผ่านไปได้อย่างไร
อ้างอิงจาก