วันนี้ (8 พฤษภาคม 2569) ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ iLaw, We Watch และเครือข่ายภาคประชาชนจัดกิจกรรม ‘ยกขบวนทวงคะแนน กกต.’ เพื่อเรียกร้องให้ กกต. เผยแพร่ผลการนับคะแนนรายหน่วยของการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569
iLaw เรียกร้อง กกต. เปิดผลประชามติรายเขต-เลือกตั้ง 100%
ชยพล ดโนทัย ตัวแทนจาก iLaw ระบุว่า การเลือกตั้งสิ้นสุดไปแล้วกว่า 3 เดือน จนมีการจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี แต่ผลการเลือกตั้ง 100% ยังไม่ถูกประกาศจาก กกต. แม้จะมีการเผยแพร่คะแนนเลือกตั้งรายหน่วยผ่านแบบ ส.ส. 5/18 และแบบ ส.ส. 5/18 (บช.) แต่พบว่ามีบางเขตที่ยังอัปโหลดคะแนนไม่สมบูรณ์ โดยมีทั้งไฟล์หาย การอัปโหลดที่ผิดพลาด และการอัปโหลดซ้ำ เช่น จังหวัดกาฬสินธุ์ที่เอกสารขาดไปอย่างน้อย 18 หน่วย

ขณะที่การออกเสียงประชามติ ซึ่งประชาชนทราบเพียงว่ามีผู้ออกเสียงเห็นชอบ 21.6 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 11.2 ล้านเสียง และไม่แสดงความคิดเห็น 3 ล้านเสียง แต่ไม่มีข้อมูลเลยว่าแต่ละเขตหรือจังหวัดไหนออกเสียงเท่าไหร่ ซึ่งชยพลมองว่าการจัดทำประชามติเป็นวาระสำคัญทางการเมืองไทย กกต. ควรจัดทำกระบวนการให้เป็นไปอย่างชอบธรรมและโปร่งใส
นอกจากนั้น เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. ได้ประกาศปิดเว็บไซต์รายงานผลเรียลไทม์หรือ ‘Ect Report 69’ โดยให้เหตุผลว่า การรายงานผลผ่านเว็บไซต์อาจมีข้อผิดพลาดจากการคีย์คะแนนจาก กปน. ซึ่งเป็นการรายงานผลเพียง 95% จะหลับมาอีกครั้งหลังมีการรายงานครบ 100% แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่มีวี่แววว่าเว็บไซต์ดังกล่าวจะกลับมาใช้งานอีกครั้ง
ดังนั้น iLaw และภาคประชาสังคมจึงเดินทางมาเพื่อเรียกร้องให้มีการเปิดเผยผลการนับคะแนนเลือกตั้งให้ครบทุกเขต และเปิดเผยผลคะแนนการออกเสียงประชามติในประเด็นรัฐธรรมนูญทุกเขต ทั่วประเทศไทยโดยเร็ว โดยขอให้เปิดเผยอย่างเคารพและสะดวกต่อการเข้าถึงของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
We Watch ยื่นข้อเสนอคืนความโปร่งใสเลือกตั้ง-ยุติดำเนินคดีกับประชาชน
พงศธร กันทวงค์ ตัวแทนจาก We Watch แถลงข้อเรียกร้องคืนความโปร่งใสเลือกตั้ง เริ่มจากเรียกร้องให้ กกต. แจงงบประมาณการเลือกตั้ง และแก้ปัญหาจากการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตซึ่งพบว่ามีเจ้าหน้าที่เขียนรหัสเขตเลือกตั้งบนหน้าซองผิด ซึ่งอาจส่งผลต่อผลคะแนนการเลือกตั้งในเขตต่างๆ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการทำงานของ กกต.
ในส่วนที่ กกต. เคยฟ้องร้องดำเนินคดีกับประชาชนที่มีส่วนร่วมเรียกร้องตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา We Watch ขอให้ กกต. ยุติการดำเนินคดีกับประชาชน เพราะนอกจากจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในความโปร่งใสในการทำงานของ กกต. แล้ว ยังสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอีกด้วย
ส่วนข้อเสนอระยะยาวสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็ไม่ควรมี QR code หรือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งซึ่งอาจสร้างความไม่มั่นใจกับประชาชนว่าการออกเสียงของตนเองจะยังเป็น ‘ลับ’ ตามหลักการเลือกตั้งอยู่หรือไม่ และขอเสนอให้มีการติดตั้งกล้องวงจนปิดทุกหน่วยเลือกตั้ง เพื่อให้การดำเนินงานของ กปน. สามารถตรวจสอบได้ โดยต้องเลือกติดในมุมที่ไม่ละเมิดการใช้สิทธิออกเสียงของประชาชน
สุดท้ายเป็นขอเรียกร้องต่อพรรคการเมืองในการ ‘ปฏิรูปกฎหมายการเลือกตั้ง’ ยกตัวอย่าง การกำหนดให้ผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งจากพรรคการเมืองต้องนำไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ซึ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับพรรคการเมืองที่อาจไม่ได้มีทุนมากพอ และถือเป็นการตัดการมีส่วนร่วมในการร่วมตรวจสอบหรือสังเกตการณ์เลือกตั้งของพรรคการเมือง
รวมถึงการ ‘ปฏิรูปองค์กรจัดการเลือกตั้ง’ โดยลดบทบาทและกลไกจากกระทรวงมหาดไทยลง เนื่องจากพบข้อสังเกตว่าในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด มีการดึงกลไกกระทรวงมหาดไทยมาใช้เป็นหลักในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งและการทำประชามติ ซึ่งอาจกระทบต่อความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายบริหารที่มีความเชื่อมโยงทางการเมือง
พงศธรกล่าวเพิ่มว่าการปรับปรุงการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใสไม่ได้เป็นเพียงช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนเท่านั้น แต่จะเป็นผลดีต่อ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งด้วย
ภาคประชาชนเตรียมล่าชื่อเสนอแก้ รธน. ยัน ‘สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้ง’ หลัง ครม. ไม่รับร่างเดิม
ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การจัดการเลือกตั้ง สส. ปี 2569 มีปัญหาอย่างมาก ส่วนหนึ่งมาจากบทบาทขององค์กรอิสระอย่าง กกต. ซึ่งเป็นผู้จัดการเลือกตั้งที่มีข้อกังขาว่าจัดการเลือกตั้งไม่โปร่งใส จากปัญหาที่พบผ่านการจัดทำคู่มือประชามติซึ่งสร้างความสับสน การนับคะแนน หรือการรายงานคะแนน ซึ่ง กกต. ไม่เคยออกมาให้ความชัดเจนหรือตอบคำถามที่ไขข้อสงสัยกับประชาชน
เหล่านี้เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ประชาชนส่วนใหญ่ออกเสียง ‘เห็นชอบ’ ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ ได้มีมติเห็นชอบและยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างอยู่จากสภาฯ ชุดที่แล้ว จำนวน 31 ฉบับ เพื่อให้เดินหน้าพิจารณาต่อในสมัยสภาฯ ปัจจุบัน แต่กลับไม่มีร่างแก้ รธน.มาตรา 256 รวมอยู่ในนั้น ทำให้หลายคนเกิดคำถามว่า ‘เรากำลังเสียโอกาสในการแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?’
ภัสราวลีกล่าวว่า ร่างแก้ รธน. มาตรา 256 เป็นร่างที่สมาชิกวุฒิสภายอมรับได้ แต่อาจจะยังไม่ใช่ร่างที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ดังนั้น แม้การตีตกดังกล่าวจะทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ช้าลง แต่ก็อาจทำให้ประชาชได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างหรือออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มากขึ้น
ด้วยเหตุนี้เอง เครือข่ายภาคประชาชนจึงจะติดตามวาระการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน และหากมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดที่มาของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญแบบไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ภาคประชาชนจะรณรงค์เข้าชื่อเพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีสาระสำคัญว่า “ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน”
iLaw จี้ กกต. ส่งคดี ‘โกงเลือก สว.’ ให้ศาลชี้ขาด เลี่ยงข้อครหาเอื้อประโยชน์พวกพ้อง
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ระบุว่า ในเวลาประมาณ 30 วันข้างหน้านี้ กกต. จะต้องวินิจฉัยและมีคำสั่งในคดีโกงเลือกสว. ซึ่งเวลาผ่านมาถึงตอนนี้ก็ปรากฏว่า 4 ใน 7 ของ กกต. ชุดนี้มีที่มาจาก สว. กลุ่มนี้ที่กำลังถูกตั้งข้อกล่าวหาอยู่ ทางเลือกของ กกต. ตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว คือ ต้องไม่ใช้อำนาจการวินิจฉัยส่วนตน และออกคำสั่งเพื่อส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยในคดีนี้ ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่มีความชอบธรรมและได้รับการยอมรับ
ถ้าหาก กกต. มีคำสั่ง ‘ไม่ฟ้อง’ คดี สว. ที่เลือกพวกตนมา กกต. ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงข้อครหาจากสังคมถึงการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันในหมู่ ‘สีน้ำเงิน’ ไปได้ หากสิ่งนี้เกิดขึ้นภาคประชาสังคมก็มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินคดีต่อ กกต. ในฐานที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเท่าที่กฎหมายจะมีช่องให้ทำได้ต่อไป
ยิ่งชีพกล่าวเพิ่มเติมว่า iLaw ได้ติดตามคดีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง และมีข้อมูลเกี่ยวกับการร่วมกันจัดตั้งคะแนนเสียง เส้นทางการโอนเงิน สถานที่และบุคคลที่เข้าร่วมประชุมเตรียมการโกงขนาดใหญ่ครั้งนี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งมอบข้อมูลให้หน่วยงานที่สอบสวนเรื่องนี้แล้ว
หาก กกต. ใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมทำให้คดีนี้จบไป iLaw ก็มีความจำเป็นที่จะต้องนำข้อมูลทั้งหมดที่มีเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อให้สังคมทำหน้าที่พิพากษา สว. เหล่านี้แทนกระบวนการทางกฎหมายที่ กกต. สร้างทางตันขึ้นมา
ดังนั้น ยิ่งชีพขอเป็นกำลังใจให้ กกต. ซึ่งอาจเข้ามาทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจและมีความมุ่งมั่นในการเข้ามาจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใสอย่างแท้จริง ในการส่งคดีโกงเลือก สว. ต่อศาลโดยเร็ว

หลังสิ้นสุดการแถลงข้อเรียกร้อง ผู้ร่วมกิจกรรมได้พูดพร้อมกันว่า “คะแนนประชามติอยู่ไหน?” และ “คะแนนเลือกตั้ง 100% กี่โมง” ก่อนจะร่วมตัดริบบิ้นแล้วตะโกนว่า “เอ้า! เปิด” เพื่อสื่อถึงการเรียกร้องให้ กกต. เปิดผลคะแนนเลือกตั้งอย่างโปร่งใส