เราก็คงเห็นกันแล้วว่า หนึ่งในเครื่องมือสื่อสารของโดนัลด์ ทรัมป์ คือการโพสต์ข้อความ–วันละหลายโพสต์ บน Truth Social หรือโซเชียลมีเดียของเขาเอง ทำให้ที่ผ่านมาหลายคนจับตาความคืบหน้าในประเด็นต่างๆ ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ทรัมป์ใช้ Truth Social อัปเดตสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่การกำหนดเดดไลน์ให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ว่าจะทำลายอารยธรรมอย่างสิ้นซาก จนถึงประกาศว่าทั้งสองบรรลุข้อตกลงหยุดยิงแล้ว
แม้จะเป็นเรื่องดีที่ใครๆ ก็สามารถเข้าไปอ่านความคืบหน้าของการเจรจาหยุดยิงผ่านโพสต์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อความเหล่านั้นมีความแปรปรวนและชวนเราสับสนอยู่ไม่น้อย จนทำให้ทั้งโลกพากันงงว่า ตกลงอนาคตของความขัดแย้งที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่วโลกนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไป?
The MATTER ชวนติดตามความคืบหน้าของการเจรจา ผ่านโพสต์ของทรัมป์จาก Truth Social ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน ซึ่งเป็นเดดไลน์ที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านทำข้อตกลง จนถึงวันนี้ ที่แม้จะมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์แล้ว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าการเจรจาระหว่างทั้งสองจะเป็นที่สิ้นสุดแต่อย่างใด
*หมายเหตุ อ้างอิงตามเวลาประเทศไทย

7 เมษายน 2026, 19:06 น.
ย้อนกลับไปก่อนวันที่ 7 เมษายน ขณะนั้นมีการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอยู่หลายครั้ง และผ่านตัวกลางจากหลายประเทศ แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก จนทำให้หลายๆ ประเทศเดือดร้อนไปตามๆ กัน
ในช่วงนั้นทรัมป์ก็ออกมากดดันอิหร่านให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอยู่เรื่อยๆ พร้อมกำหนดเดดไลน์–ที่เคยเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง ในการบรรลุข้อตกลง โดยขู่ว่าจะทำลายโครงข่ายไฟฟ้าและสะพานสำคัญของอิหร่าน หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ
จนมาถึงวันที่ 7 เมษายน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ออกมาโพสต์ข้อความบน Truth Social โดยขึ้นต้นว่า “อารยธรรมหนึ่งจะล่มสลายจนสิ้นซากในค่ำคืนนี้ และจะไม่มีวันฟื้นคืนมาอีก” เขาย้ำว่าตัวเองไม่ได้อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่ก็คงจะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามเขาระบุว่า ในเมื่อตอนนี้อิหร่านมีการเปลี่ยนแปลงระบอบอย่างสมบูรณ์แล้ว ซึ่งน่าจะหมายถึงกรณีที่อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านถูกสังหาร และมีโมจตาบา คาเมเนอี ลูกชายขึ้นมาแทนที่ ทรัมป์กล่าวบนโพสต์ดังกล่าวว่า บางที่อาจมีความคิดที่แตกต่าง ฉลาดกว่า และไม่สุดโต่งจะเข้ามาแทนที่
ทรัมป์ย้ำว่า “บางทีสิ่งมหัศจรรย์ที่ปฏิวัติวงการอาจเกิดขึ้นก็ได้ ใครจะรู้? เราจะรู้กันในคืนนี้” พร้อมระบุว่า หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์อันยาวนานและซับซ้อนของโลก รวมถึง 47 ปีแห่งการรีดไถ การทุจริต และความตาย จะสิ้นสุดลงในที่สุด “ขอพระเจ้าอวยพรประชาชนชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่!”
8 เมษายน 2026, 05:32 น.
ในวันต่อมา–เพียงไม่ถึงสองชั่วโมงก่อนถึงกำหนดเส้นตายดังกล่าว ทรัมป์ก็ประกาศว่า เขาได้ตกลงที่จะ “หยุดยิงสองฝ่าย” กับอิหร่านแล้ว
บน Truth Social ทรัมป์เขียนว่า จากการสนทนากับเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน และจอมพลอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน พวกเขาได้ร้องขอให้ทรัมป์ระงับการส่งกำลังทำลายล้างไปยังอิหร่านในคืนเดดไลน์ โดนอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่อิหร่านตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ “อย่างสมบูรณ์ ทันที และปลอดภัย”
“ผมจึงตกลงที่จะระงับการทิ้งระเบิดและการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์” ทรัมป์ย้ำว่า “นี่จะเป็นการหยุดยิงสองฝ่าย!” พร้อมชี้ว่าสหรัฐฯ ได้บรรลุและเป้าหมายทางทหารทั้งหมดแล้ว
สำหรับแผนการเจรจาในขั้นต่อไป ทรัมป์กล่าวบนโพสต์เดียวกันนั้นว่า “เราได้รับข้อเสนอ 10 ข้อจากอิหร่าน และเชื่อว่าเป็นพื้นฐานที่ใช้ได้จริงในการเจรจา เกือบทุกประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งในอดีต ได้รับการตกลงกันแล้วระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน” ซึ่งระยะเวลา 2 สัปดาห์นี้ จะช่วยให้ข้อตกลงระหว่างทั้งสองประเทศเสร็จสมบูรณ์และมีผลบังคับใช้ต่อไป
8 เมษายน 2026, 11:01 น.
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา การเจรจาของทั้งสองประเทศก็ดูจะเป็นไปอย่างราบรื่น โดยทรัมป์โพสต์ว่า “วันนี้เป็นวันสำคัญสำหรับสันติภาพโลก!”
เขาเขียนว่า “อิหร่านต้องการให้มันเกิดขึ้น พวกเขาอดทนมามากพอแล้ว! เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ด้วย! สหรัฐอเมริกาจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องการจราจรติดขัดในช่องแคบฮอร์มุซ จะมีการดำเนินการเชิงบวกมากมาย!”
ทรัมป์ชี้ว่า ต่อจากนี้จะมีการสร้างรายได้มหาศาล โดยอิหร่านจะสามารถเริ่มต้นกระบวนการฟื้นฟูประเทศได้ ทั้งนี้สหรัฐฯ จะจัดส่งเสบียงทุกชนิด และ “คอยดูแล” เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี
“นี่อาจเป็นยุคทองของตะวันออกกลาง!!!” เขากล่าวปิดท้าย
8 เมษายน 2026, 18:22 น.
จากนั้นทรัมป์ก็โพสต์ว่า สหรัฐอเมริกาจะทำงานร่วมกับอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยสหรัฐฯ ได้พิจารณาแล้วว่า “อิหร่านได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่สร้างสรรค์อย่างมาก!”
ทั้งนี้เขากล่าวในเชิงบวกว่า ต่อจากนี้จะไม่มีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในอิหร่าน รวมถึงสหรัฐฯ กำลังจะเจรจาเรื่องการลดภาษี และมาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่านอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังโพสต์ในวันเดียวกันว่า ประเทศใดก็ตามที่จัดหาอาวุธทางทหารให้แก่อิหร่าน จะถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรทันทีในอัตรา 50% สำหรับสินค้าทุกชนิดที่จำหน่ายให้แก่สหรัฐอเมริกา โดยมีผลบังคับใช้ทันที และ “จะไม่มีข้อยกเว้นหรือการผ่อนผันใดๆ!”
10 เมษายน 2026, 04:08 น.
เหมือนอะไรๆ จะดีขึ้นแล้ว แต่สองวันต่อมาทรัมป์ก็โพสต์ถึงความคืบหน้าที่ไม่ดีนักว่า มีรายงานกรณีอิหร่านเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำอีกว่า “พวกเขาไม่ควรทำเช่นนั้น และหากทำอยู่ก็ควรหยุดเดี๋ยวนี้!”
10 เมษายน 2026, 05:29 น.
ราวหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น เขาก็ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่า “อิหร่านกำลังทำหน้าที่ได้แย่มาก” โดยชี้ว่านี่อาจเป็นเรื่องเสียเกียรติ ที่อิหร่านได้อนุญาตให้น้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมกล่าวว่า “นั่นไม่ใช่ข้อตกลงที่เรามี!”
10 เมษายน 2026, 23:28 น.
ในวันเดียวกันนั้น เขาก็โพสต์ต่อว่าอิหร่านว่า “ดูเหมือนอิหร่านจะไม่รู้ตัวว่า พวกเขาไม่มีไพ่เหลืออยู่ในมือแล้ว” นอกจากใช้เส้นทางน้ำระหว่างประเทศ เพื่อข่มขู่โลกในระยะสั้น และเหตุผลเดียวที่อิหร่านยังอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้ก็คือการเจรจา!
13 เมษายน 2026, 11:43 น.
ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะต่อมาทรัมป์ก็ขู่ว่า สหรัฐฯ จะปิดล้อมเรือที่เข้าหรือออก จากท่าเรืออิหร่านในวันที่ 13 เมษายน เวลา 10:00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ทำให้เกิดความกังวลอีกครั้งว่า สถานการณ์ระหว่างทั้งสองประเทศจะเลวร้ายลง
17 เมษายน 2026, 20:06 น.
เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็มาอัปเดตความคืบหน้าว่า “อิหร่านเพิ่งประกาศว่า ช่องแคบอิหร่านเปิดอย่างเต็มที่แล้ว และพร้อมสำหรับการสัญจรอย่างเต็มรูปแบบแล้ว”
17 เมษายน 2026, 20:27 น.
ราว 20 นาทีต่อมา ทรัมป์ก็ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “ช่องแคบฮอร์มุซเปิดอย่างสมบูรณ์และพร้อมสำหรับการค้าและการสัญจรอย่างเต็มที่” แต่การปิดล้อมทางทะเลจะยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่เฉพาะกับอิหร่านเท่านั้น จนกว่าการทำธุรกรรมของเรากับอิหร่านจะเสร็จสมบูรณ์ 100% ซึ่งขณะนี้ประเด็นส่วนใหญ่ได้รับการเจรจาแล้ว
นอกเหนือจากโพสต์บน Truth Social ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์ผ่าน CBS News ว่า อิหร่านได้ “ยอมตกลงทุกอย่างแล้ว” และจะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการกำจัดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ทั้งนี้เขากล่าวว่าสหรัฐฯ จะ “รับ” ยูเรเนียมนั้น
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังบอกกับ CBS News ด้วยว่า เตหะรานตกลงที่จะหยุดให้การสนับสนุนกลุ่มตัวแทน เช่น ฮิซบอลลาห์และฮามาส ซึ่งสหรัฐฯ ถือว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย
แต่สิ่งที่น่าสับสนคือ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ CBS News โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ก็ได้ออกแถลงการณ์ที่ย้ำชัดเจนว่า “ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะนั้นศักดิ์สิทธิ์สำหรับเรา เช่นเดียวกับดินแดนของอิหร่าน และจะไม่ถูกขนย้ายไปยังที่ใดภายใต้สถานการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น”
โฆษกของอิหร่านยังระบุต่อว่า “การถ่ายโอนยูเรเนียมไปยังสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ใช่ทางเลือก” ทำให้ทั่วโลกเกิดคำถามทันทีว่า ตกลงการส่งมอบยูเรเนียมไปสหรัฐฯ จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และคำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด
17 เมษายน 2026, 21:33 น.
“เป็นวันที่ยิ่งใหญ่และสดใสสำหรับโลกของเรา! DJT” ทรัมป์โพสต์ข้อความสั้นๆ บน Truth Social
17 เมษายน 2026, 21:40 น.
7 นาทีต่อจากนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็รายงานว่า อิหร่านตกลงที่จะไม่ปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกต่อไปแล้ว และ “จะไม่ใช้ช่องแคบนี้เป็นอาวุธต่อต้านโลกอีกต่อไป!” กลายเป็นสัญญาณที่ดีต่อระบบขนส่งน้ำมันและสินค้าทั่วโลก
19 เมษายน 2026, 19:10 น.
แต่ก็ดีใจได้ไม่นาน เพราะสองวันต่อมา ทรัมป์ก็โพสต์ข้อความยาวเหยียดบน Truth Social โดยระบุว่า “อิหร่านตัดสินใจยิงปืนในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของเราอย่างร้ายแรง!”
เขากล่าวว่า กระสุนหลายนัดได้พุ่งเป้าไปยังเรือของฝรั่งเศสและเรือบรรทุกสินค้าจากสหราชอาณาจักร โดยอิหร่านเพิ่งประกาศว่ากำลังจะปิดช่องแคบอีกครั้ง แต่ทรัมป์ก็บอกว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะสหรัฐฯ ได้ปิดล้อมไปแล้ว
“พวกเขากำลังช่วยเหลือเราโดยไม่รู้ตัว เพราะพวกเขาเป็นฝ่ายที่สูญเสีย จากการปิดช่องแคบนี้ ถึงวันละ 500 ล้านดอลลาร์! แต่สหรัฐอเมริกาไม่สูญเสียอะไรเลย” ทรัมป์ย้ำ
นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า ตัวแทนของสหรัฐ กำลังเดินทางไปที่กรุงอิสลามาบัด เมื่อหลวงของปากีสถาน เพื่อเจรจาสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“เรากำลังเสนอข้อตกลงที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลมาก และผมหวังว่าพวกเขาจะรับข้อเสนอนี้ เพราะถ้าพวกเขาไม่รับ สหรัฐอเมริกาจะทำลายโรงไฟฟ้าและสะพานทุกแห่งในอิหร่าน ไม่มีคนใจดีอีกต่อไป!”
ทรัมป์ขู่ต่อว่า ทุกอย่างจะพังทลายลงอย่างรวยเร็วและง่ายดาย และหากอิหร่านไม่รับข้อเสนอนี้ “จะเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผมที่จะทำในสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งประธานาธิบดีคนอื่นๆ ควรทำกับอิหร่านมาตลอด 47 ปีที่ผ่านมา–ถึงเวลาแล้วที่เครื่องจักรสังหารอิหร่านจะต้องปิดฉากลง!”
21 เมษายน 2026, 18:09 น.
“อิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง!” ทรัมป์โพสต์ข้อความสั้นฯ
22 เมษายน 2026, 03:09 น.
นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญ เพราะทรัมป์ได้ขยายการหยุดยิงออกไป โดยมีแถลงการณ์ดังนี้
แถลงการณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์:
เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านแตกแยกอย่างรุนแรง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่คาดไม่ถึง และตามคำขอของจอมพลอาซิม มูนีร์ และนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน เราถูกขอให้ระงับการโจมตีประเทศอิหร่าน จนกว่าผู้นำและตัวแทนของพวกเขาจะสามารถเสนอข้อตกลงที่เป็นเอกภาพได้ ดังนั้น ผมจึงได้สั่งการให้กองทัพของเราดำเนินการปิดล้อมต่อไป และในอีกทุกๆ ด้าน พร้อมสั่งเตรียมพร้อมและสามารถปฏิบัติการได้ ทั้งนี้ จะขยายการหยุดยิงออกไป จนกว่าข้อเสนอของพวกเขาจะถูกส่งมา และการเจรจาจะสิ้นสุดลงไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ลงชื่อ ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์
22 เมษายน 2026, 07:36 น.
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากแถลงการณ์ขยายข้อตกลงเวลาหยุดยิง ทรัมป์ก็โพสต์ตำหนิอิหร่านอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขากล่าวว่า “อิหร่านไม่ได้ต้องการให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ พวกเขาต้องการเปิดเพื่อที่จะได้เงิน 500 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (ซึ่งนั่นคือสิ่งที่พวกเขาจะสูญเสียหากปิดช่องแคบ!)”
ทั้งนี้ยังกล่าวว่า อิหร่านพูดว่าอยากให้ปิดแคบ ก็เพื่อต้องการ “รักษาหน้า” เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงทรัมป์ได้ “ปิดล้อมอย่างสมบูรณ์” อยู่แล้ว (ปิดไปแล้ว!) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังเล่าว่า เมื่อสี่วันก่อนมีคนมาบอกเขาว่า “ท่านครับ อิหร่านต้องการเปิดช่องแคบทันที” แต่ทรัมป์ระบุว่า หากเป็นเช่นนั้น สหรัฐฯ จะไม่มีทางทำข้อตกลงกับอิหร่านได้เลย
“เว้นแต่ว่า เราจะระเบิดส่วนที่เหลือของประเทศ รวมถึงผู้นำของพวกเขาด้วย!”
22 เมษายน 2026, 10:41 น.
ความคืบหน้าล่าสุดบน Truth Social ของทรัมป์เกี่ยวกับสถานการณ์นี้คือ การโพสต์ในทำนองเดิมว่า อิหร่านกำลังขาดแคลนเงินสด เนื่องจากต้องสูญเสียเงินวันละ 500 ล้านดอลลาร์ จนทหารและตำรวจของประเทศนี้พากันบ่นว่าไม่ได้รับเงินเดือน
“อิหร่านกำลังล่มสลายทางการเงิน! พวกเขาต้องการให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที” ทรัมป์กล่าวพร้อมปิดท้ายว่า “SOS!!!”
*อัปเดต ณ วันที่ 23 เมษายน 2026, 15.00 น.
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่แน่นอนว่า อนาคตของสงครามครั้งนี้จะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่แน่นอนคือความสูญเสียต่อระบบต่างๆ โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไปจนถึงชีวิตของประชาชน–ไม่เพียงแค่ในตะวันออกกลาง แต่คนทั่วโลกก็ต่างได้รับผลกระทบไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง