“What’s the worst UK accent?”
“Scouse” “Birmingham”
คลิปสัมภาษณ์สั้นๆ ในโลกออนไลน์ กับคำถามยอดฮิตถึงสำเนียงที่แย่ที่สุด บางคนอาจนึกถึงสำเนียงที่ฟังยาก บางคนอาจนึกถึงสำเนียงที่ไม่เข้าหู ไม่คุ้นเคย แต่เหตุผลพวกนั้นทำให้เรารู้สึกว่าสำเนียงใดสำเนียงหนึ่งแย่งั้นหรือ
ข้อถกเถียงเรื่องสำเนียงในสหราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นคลิปสัมภาษณ์ บนเว็บบอร์ด แพล็ตฟอร์มต่างๆ ล้วนเป็นเรื่องที่ถกกันได้ออกรสชาติ อาจกล่าวได้ว่าสหราชอาณาจักร เป็นพื้นที่แห่งความหลากหลายทางสำเนียง บางคนถึงกับเล่าว่าพื้นที่ใกล้เคียงกัน เพียงข้ามหมู่บ้านหรือภูเขาสักลูกไปก็เป็นคนละสำเนียงแล้ว จะเหลืออะไรกับพื้นที่ห่างไกล อย่างตอนเหนือ ตอนใต้ ตะวันออก ตะวันตก ทั้งที่แต่ละสำเนียงต่างสื่อสารความหมายได้ครบถ้วนเหมือนกัน เข้าใจตรงกันเหมือนกัน แต่กลับถูกตีมูลค่าทางสังคมไม่เท่ากัน
กำแพงแก้วในสำเนียง สุ้มเสียงแห่งชนชั้น
ความรู้สึกติดขัดในสำเนียงพื้นที่ใด อาจเพราะสังคมได้ตัดสินไปล่วงหน้าแล้วว่าสำเนียงแบบไหนปกติ เป็นค่าเริ่มต้นของประเทศนั้น และสำเนียงแบบไหนแปลก ทั้งที่ในทางภาษาศาสตร์ ไม่มีสำเนียงไหนถูกหรือผิดมากกว่ากัน เพียงแต่สำเนียงที่เป็นค่ากลางมักได้รับการยอมรับมากที่สุด ก็คือสุ้มเสียงของคนที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจมากที่สุด ใกล้สถานีข่าวที่อ่านข่าวภาคค่ำ ใกล้สถานที่ราชการที่ออกเอกสารทางการทุกฉบับ
นักภาษาศาสตร์มีคำเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Standard Language Ideology’ คือความเชื่อที่ฝังลึกในสังคมว่ามีภาษาแบบหนึ่งที่บริสุทธิ์กว่าแบบอื่น ทั้งที่จริงแล้วภาษานั้นถูกกำหนดขึ้นมาจากวิธีพูดของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดโดยเฉพาะ (และมักจะเป็นชนชั้นกลางค่อนบนในเมือง) แล้วสถาบันที่มีอำนาจก็ค่อยๆ ผลักดันให้ภาษาแบบนั้นกลายเป็นมาตรฐานที่ทุกคนต้องเทียบเคียง ส่วนภาษาแบบอื่นก็ถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งของสิ่งที่ต้องปรับให้ใกล้เคียงมาตรฐานมากขึ้นเรื่อยๆ

แนวคิดนี้ไม่ได้ทำงานแค่ระดับความรู้สึกส่วนตัว แต่มันแทรกซึมเข้าไปอยู่ในหน่วยใหญ่ขึ้นในสังคม ตั้งแต่ในห้องเรียนที่ครูอาจแก้ไขนักเรียนที่พูดสำเนียงถิ่นให้พูดให้ชัด ทั้งที่เด็กๆ พูดภาษาถิ่นของตัวเองได้ชัดถ้อยชัดคำอยู่แล้ว ไปจนถึงในที่ทำงาน ตอนสัมภาษณ์ คนที่พูดสำเนียงค่ากลาง มักถูกมองว่าน่าเชื่อถือกว่า หรืออย่างน้อยก็ไม่มีใครแอบขำคิกคักในใจ เมื่อได้ยินคำเดียวกันที่สำเนียงไม่คุ้นหู
ปี 1960 วอลเลซ แลมเบิร์ต (Wallace Lambert) นักจิตวิทยาและทีมของเขาที่ McGill University ร่วมกันออกแบบการทดลองที่เรียกว่า Matched-Guise Technique ในมอนทรีออล (Montréal) เมืองใหญ่อันดับ 2 ในแคนาดา และเป็นเมืองที่คนพูดฝรั่งเศสกับคนพูดอังกฤษอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน รวมถึงมีประวัติศาสตร์ตึงเครียดระหว่าง 2 ภาษานี้
การทดลองให้คนที่พูด 2 ภาษา อัดเสียงพูดทั้งภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ แล้วเอาไปให้ผู้ฟังทั้งกลุ่มที่พูดฝรั่งเศสและกลุ่มที่พูดอังกฤษประเมินบุคลิกของคนพูด โดยไม่รู้เลยว่าเสียงทั้งสองแบบมาจากปากคนคนเดียวกัน
ผลลัพธ์ก็พอจะคาดเดาได้ แต่ก็มีจุดน่าสนใจตรงที่ ไม่ใช่แค่กลุ่มคนพูดอังกฤษที่ประเมินเสียงพูดฝรั่งเศสด้อยกว่าด้านความน่าเชื่อถือและสถานะทางสังคม แม้แต่กลุ่มคนพูดฝรั่งเศสเองก็ยังให้คะแนนเสียงฝรั่งเศสต่ำกว่าเสียงอังกฤษ ทั้งที่พวกเขาเองก็พูดฝรั่งเศสเป็นภาษาแม่ นั่นแปลว่าอคติแบบนี้ไม่ได้ฝังอยู่แค่ในหัวของคนนอกกลุ่ม แต่ฝังลึกจนคนในกลุ่มเองก็ซึมซับมันเข้าไปโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน
ทั้งที่ตัดตัวแปรที่อาจส่งผลต่ออคติออกไปแทบทั้งหมด ไม่มีเรื่องหน้าตา ไม่มีเรื่องท่าทาง ไม่มีแม้กระทั่งความแตกต่างเรื่องน้ำเสียงหรือจังหวะการพูด เพราะเป็นคนคนเดียวกันพูดเป๊ะๆ สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือ ภาษาที่ได้ยิน ดังนั้นถ้าคะแนนออกมาต่างกัน มันแปลว่าความต่างนั้นมาจาก อคติต่อภาษา

แล้วถ้าการทดลองนี้เอามาทดลองกับสำเนียงในประเทศเดียวกันได้ไหม ไม่ต้องถึงขั้นเป็นคนละภาษา แค่คนละสำเนียงก็พอ แน่นอนว่าได้ และเป็นการทดลองในประเทศไทยเองนี่แหละ
ปี 2018 ผศ.ดร.อำนาจ ปักษาสุข จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตีพิมพ์บทความวิจัยเรื่อง ทัศนคติทางภาษาของวัยรุ่นไทยที่มีต่อผู้พูดภาษาไทยกลางและผู้พูดภาษาไทยถิ่นอีสาน โดยใช้การทดสอบเดียวกันนี้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 30 คน แบ่งเป็นเพศชาย 15 คน เพศหญิง 15 คน เปรียบเทียบทัศนคติที่มีต่อผู้พูดภาษาไทยกลางกับผู้พูดภาษาไทยถิ่นอีสาน
ผลการทดสอบพบว่า ผู้พูดภาษาไทยกลางได้คะแนนสูงกว่าในด้านที่เกี่ยวกับความรู้และสถานภาพ พูดง่ายๆ คือ ฟังดูฉลาดกว่า มีการศึกษากว่า และน่าจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากกว่า แต่พอเปลี่ยนมาวัดด้านจริยธรรม ผู้พูดภาษาไทยถิ่นอีสานได้คะแนนสูงกว่าผู้พูดภาคกลาง ดูน่าไว้ใจกว่า จริงใจกว่า และเป็นคนดีกว่า
นักภาษาศาสตร์เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า การแบ่งขั้วระหว่างสถานะกับความเป็นมิตร ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น แต่เป็นแพทเทิร์นที่พบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในงานวิจัยแทบทุกประเทศที่มีเรื่องอคติสำเนียง
สำเนียงที่ผูกกับศูนย์กลางอำนาจมักได้เปรียบด้านความฉลาดและสถานะ แต่สำเนียงท้องถิ่นกลับมักได้เปรียบด้านความเป็นมิตรและความจริงใจ มันคืออคติที่บอกว่าคนพูดสำเนียงถิ่นไม่น่าจะฉลาดเท่าคนสำเนียงค่ากลาง ส่วนสำเนียงถิ่นก็แค่ซื่อๆ เป็นคุณสมบัติเดียวที่สังคมยอมให้พวกเขามีคุณค่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการตัดสินคนจากวิธีที่เขาออกเสียง ไม่ใช่จากสิ่งที่เจ้าตัวเป็นเสียด้วยซ้ำ

สำเนียงทำงานกับจิตใจอย่างไร
ลองนึกถึงตอนที่เราอ่านลายมือใครสักคนที่หวัดจนอ่านยาก เราต้องเพ่งสายตา ต้องอ่านซ้ำกว่าจะเข้าใจ พอเหนื่อยกับความพยายามนั้นเข้า เรามักจะสรุปแบบไม่รู้ตัวว่า คนเขียนลายมือแบบนี้ดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ หรือเกิดข้อสรุปด้านลบกับเจ้าของลายมือนั้น ทั้งที่เนื้อหาที่เขียนอาจสำคัญและถูกต้องพอๆ กับฉบับลายมือบรรจงสวย สมองเราทำงานแบบนี้เช่นเดียวกันในตอนที่ฟังสำเนียงไม่คุ้นหู
ในปี 2010 ชิรี เลฟ อะรี (Shiri Lev-Ari) และ โบแอซ เคย์ซาร์ (Boaz Keysar) นักจิตวิทยาทำการทดลองให้ผู้เข้าร่วมทดสอง นั่งฟังข้อเท็จจริงทั่วไป โดยข้อความที่ว่านั้นกล่าวโดยสำเนียงมาตรฐานและสำเนียงต่างชาติ ผลคือ ข้อความเดียวกัน ความหมายเดียวกัน แต่พอพูดด้วยสำเนียงที่ฟังยากกว่า คนกลับให้คะแนน ความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งนี้เรียกว่า ความลื่นไหลในการประมวลผล (Processing Fluency) สมองของเราถูกออกแบบมาให้คลิกกับสิ่งที่เข้าใจง่าย ประมวลผลเร็ว ใช้พลังงานน้อย เวลาเราฟังอะไรแล้วต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติ สมองจะรู้สึกถึงความติดขัดตรงนั้น แล้วปัญหาคือสมองมักตีความไปผิดที่ผิดทาง แทนที่จะคิดว่า “อ๋อ ฉันไม่คุ้นกับสำเนียงนี้เลยรู้สึกไม่คุ้นหู” สมองกลับไปโทษที่ตัวคนพูดหรือตัวเนื้อหาแทนว่า “ฟังดูไม่น่าเชื่อถือเลย” โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
สำเนียงที่ไม่ใช่มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นสำเนียงต่างชาติหรือสำเนียงท้องถิ่นในประเทศเดียวกัน ถึงมักถูกประเมินด้อยกว่าอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่เพราะแค่อคติทางสังคม แต่มีความยากง่ายในการประมวลผลทางสมองซ้อนอยู่ด้วย เวลาเราได้ยินสำเนียงที่ต่างจากที่หูเราคุ้นหู สมองต้องทำงานหนักขึ้นเล็กน้อย แล้วแปลงเป็นความรู้สึกลบต่อคนพูดโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ
อคติเรื่องสำเนียงไม่ได้เป็นแค่ค่านิยมทางสังคมที่เราถูกปลูกฝังมาอย่างเดียว แต่มันยังมีฐานอยู่ในวิธีที่สมองมนุษย์ประมวลผลเสียงและความคุ้นเคยด้วย แต่ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าอคติแบบนี้มาจากความไม่คุ้นเคยเป็นหลัก นั่นแปลว่ามันสามารถเปลี่ยนแปลงได้หากได้ฟังสำเนียงที่หลากหลายมากขึ้น บ่อยขึ้น จนสมองเราค่อยๆ ประมวลผลมันได้ลื่นไหลเหมือนสำเนียงที่เราคุ้นเคยอยู่แล้วก็ได้
น่าเศร้าที่สิ่งนี้เกิดขึ้นจริงๆ ในสังคม ชีวิตประจำวันทั่วไป ข้ามพ้นจากแค่ความรู้สึกในใจคนฟัง หรือมุกตลกในกลุ่มเพื่อน ไปสู่สิ่งที่ส่งผลกระทบจริงต่อชีวิตคน หลายคนถูกลดทอนโอกาสได้บ้าน โอกาสได้งาน โอกาสถูกเชื่อถือในสถานการณ์ที่สำคัญ ถูกตัดสินไปแล้วตั้งแต่คำแรกที่หลุดออกจากปาก
เวลาเราหัวเราะสำเนียงคนอื่นแม้เพียงในใจ ลองตรองดูว่า เรากำลังหัวเราะที่ตัวเขา หัวเราะกับความไม่คุ้นหู หรือกำลังหัวเราะตามอคติในสังคม
อ้างอิงจาก