ช่วงนี้ ตื่นมาแล้ว ไม่ค่อยมีแรงทำอะไร นอนไถมือถืออย่างไรจุดหมาย
ถึงชีวิตจริง อาจจะไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่มีความเครียดที่เฉพาะเจาะจง ไม่ได้มีประเด็นในการใช้ชีวิต แต่ลึกๆ แล้วกลับรู้สึกล้า เหนื่อย อึน หม่นๆ จะเศร้าก็ไม่ใช่ สุขก็ไม่เชิง
สิ่งที่คุณหรือเรากำลังเป็น คือการที่เรา ‘ถูกความรู้สึกบางอย่าง’ เป็นความรู้สึกที่เราไม่รู้จะนิยามมันอย่างไร เป็นความรู้สึกที่ซับซ้อน บอกไม่ถูก คือเป็นความรู้สึกที่ ‘ไม่มีชื่อ’
เจ้าความ ‘ไร้ชื่อ’ ‘ไร้นิยาม’ นี่แหละ อาจเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญ มากไปกว่านั้นเราไม่ได้กำลังเผชิญกับสิ่งไร้ชื่อนี้โดยลำพัง เพราะสิ่งนี้ดูจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป เมื่อคนเรากำลังอยู่ในยุคของความรู้สึก ‘อึนๆ’ และพยายามที่จะเข้าใจความรู้สึกไร้ชื่อเหล่านั้น

หากกลับไปที่ประเด็นเรื่องปรัชญาของภาษา ‘คำ’ นำไปสู่การกำหนดความหมายและความเป็นไปของความเป็นจริง เมื่อเรามองเห็นสิ่งต่างๆ อาจต้องมีคำคำนั้นขึ้นมานิยามก่อน จากทฤษฎีภาษาศาสตร์ ถ้าเราอยู่ในภาษาที่รายล้อมด้วยความหนาวเหน็บ เราอาจมีคำที่เกี่ยวกับน้ำแข็งและหิมะนับร้อย ซึ่งเราจะมองเห็นน้ำแข็งและหิมะมากเท่าที่คลังคำของเรามี
ความรู้สึกเองก็เช่นกัน เราอยู่ในโลกที่ความรู้สึกของเราเริ่มซับซ้อน หลายความรู้สึกตั้งอยู่บนพื้นที่ ‘ในระหว่าง’ และปรากฏการณ์นี้ เป็นสิ่งที่คนในโลกยุคหลังเอไอ กำลังไขว่คว้าหาความหมายเพื่อปลดตัวเองออกจากความรู้สึกนั้นๆ และดูเหมือนว่า ‘ภาษา’ จะเป็นเครื่องมือสำคัญ เป็นสะพานสำคัญ
เมื่อ ‘ความอึน’ แผ่คลุมคลุมหัวใจ
การสำรวจความรู้สึกที่สะท้อนว่าผู้คนประสบกับความรู้สึกอึมครึม และพยายามรับมือกับความรู้สึก มาจากรายงาน Emotional Awareness Report 2026 Why More People Are Feeling “Off” รายงานรวบรวมคำสำคัญในการเสริชจากกูเกิลของปี 2025 ต่อเนื่อง 2026 ในมิติของอารมณ์ความรู้สึก พบว่าผู้คนส่วนใหญ่ ค้นหาเกี่ยวกับความรู้สึกที่มีความซับซ้อน ซึ่งไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่ถูกนิยามตรงๆ แบบก่อน
ตัวอย่างสำคัญคือ ก่อนหน้านี้ การเสริชจะว่าด้วยคำนิยามที่พอจะเข้าใจง่าย (กว่านี้) เช่น เครียด โกรธ กังวล แต่คำสำคัญในช่วงปีหลังนี้จะว่าด้วยความรู้สึกที่ไม่รู้จะนิยามอย่างไร เช่น รู้สึกแปลกๆ (feeling off) เหมือนมีอะไรไม่ถูก (something feels wrong) รู้สึกถึงหายนะ (doom) รู้สึกตัดขาด (disconnect) หวาดหวั่น (dread) รู้สึกแปลกๆ (feeling strange) ไปจนถึงแบบ หนักๆ ถาโถม ชาด้าน (Numbness)
หากย้อนดูชุดคำที่เรานิยามความรู้สึกกันมาก่อน ซึ่งก่อนนี้ก็ถือว่าซับซ้อนแล้ว เช่น โดดเดี่ยว กลัว โกรธ เหงา เศร้า รัก ชอบ แต่ชุดคำคลาสสิกด้านความรู้สึก ยังถือว่ามีหลัก มีความหมายบางอย่างให้เราค่อยๆ สืบเสาะความรู้สึกเพื่อจัดการกับพวกมันได้

ในกรณีปัจจุบัน ดูเหมือนว่าการค้นหานิยามและทางแก้ นอกจากจะมาพร้อมกับคำที่ไม่รู้จะอธิบายอะไร เป็นคำที่กึ่งๆ กลางๆ ในแง่ของการค้นหาความหมายจากการเสริช รายงานระบุว่ามักจะมีการนำด้วยการหาความรู้สึกทางกายก่อน เช่น เหนื่อยแล้วพักแต่ไม่หาย ไม่สบายใจแต่ไม่เจอว่ากังวลอะไร
สิ่งที่น่าสนใจคือจากรายการการค้นหาในโลกออนไลน์ ผู้คนไม่เชิงจะค้นหานิยามหรือชื่อ แต่ผู้คนค่อนไปทางการหาทางเพื่อรับมือและอยู่ร่วมกับความรู้สึกหนักๆ เหล่านั้น
สิ่งที่อาจจะพอตีความได้คือความวิตกกังวลของยุคสมัย การมาถึงของ AI การเข้าถึงข้อมูลมหาศาล สงคราม ความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิอากาศ ความวิตกกังวลต่อ ‘บรรยากาศ’ ของความเปลี่ยนแปลง จึงอาจเปลี่ยน เรื่องน่ากังวลที่เฉพาะเจาะจง (เช่น กังวลเรื่องตกงาน เรื่องราคาสินค้า) กลายเป็นบรรยากาศความอึมครึมของยุคสมัย ทำให้เราอยู่ภายใต้ความรู้สึกหรือบรรยากาศแปลกๆ ที่แผ่คลุมหัวใจหรือกดทับลงมาบ่าเราโดยไม่รู้ตัว
หรือนิยามจะช่วยได้ ย้อนดูงานวิจัยคลาสสิก
อันที่จริง การที่เราพยายามจับต้องความรู้สึก ‘อึนๆ’ ‘งงๆ’ หรือ ‘ครึ่งๆ กลางๆ’ เหล่านั้น ถ็ค่อนข้างถือเป็นการพยายามจับต้องสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เรารับรู้ถึงความรู้สึกหนักๆ บางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกไม่สบายกายไม่สบายใจซะทีเดียว
แต่ประเด็นเรื่องการใช้ภาษามาร่วมจัดการความรู้สึก การนิยามหรือกระทั่งแปะป้ายให้ความรู้สึกที่เราเผชิญ อาจเป็นวิธีการสำคัญในการบรรเทาความรู้สึกนั้นๆ ให้ร่างกายปลดภาระทางความรู้สึกลง อ้างอิงจากงานศึกษาสำคัญจากปี 2007 ชื่อ Putting Feelings Into Words Affect Labeling Disrupts Amygdala Activity in Response to Affective Stimuli
งานศึกษาดังกล่าวเป็นงานศึกษาสำคัญที่แสดงการทำงานของสมองทั้งสองพื้นที่ ในการจัดการสิ่งซับซ้อนอย่างความรู้สึกและอารมณ์ ส่วนแรกคือสมองส่วนอะมิกดาล่า (amygdala) ซึ่งมีหน้าที่ตอบสนองต่ออารมณ์ กับสมองส่วน RVLPFC หรือสมองส่วนที่เกี่ยวกับการประมวลผลความคิดและการประมวลผลเชิงสัญลักษณ์ แยกอย่างลำลองคือสมองส่วนเหตุผล ซึ่งสองส่วนนี้ทำงานผกผันกัน

ในการทดลองจะให้กลุ่มตัวอย่างดูภาพที่แสดงอารมณ์ลบ เช่น กลัวหรือโกรธ โดยให้กลุ่มตัวอย่างทั้งเลือกคำที่ตรง (affect labeling) เลือกชื่อที่ตรงกับใบหน้า (ระดับชื่อคนและเพศ) จับคู่ใบหน้าที่มีอารมณ์เหมือนกันและดูเฉยๆ คือมีการแสดงสมองและให้ทำกิจกรรมที่แตกต่างกันต่อการรับรู้อารมณ์นั้นๆ
ผลคือกลุ่มตัวอย่างที่ระบุชื่ออารมณ์ออกมาเป็นคำ ‘กลัว’ หรืออะไรก็แล้วแต่ พบว่า การตอบสนองทางอารมณ์ซึ่งเกิดขึ้นในอะมิกดาล่า ทำงานลดลง พร้อมกันนั้นสมองส่วน RVLPFC หรือสมองส่วนยับยั้ง-เหตุผล ทำงานเพิ่มขึ้น งานศึกษานี้จึงแสดงให้เห็นการทำงานอันซับซ้อนของการประมวลผลและจัดการอารมณ์มีภาษาหรือถ้อยคำเข้ามาเป็นปัจจัยหลักในการจัดการ ซึ่งสะท้อนว่าสมองของเราจัดการกับอารมณ์ได้ดี โดยมีภาษาเข้ามาช่วยกำกับในการประมวลสิ่งอันเป็นนามธรรมเหล่านั้น
สิ่งที่น่าคิดคือ ในโลกที่เราทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ อยู่เสมอผ่านอินเตอร์เน็ตหรือถาม AI สิ่งที่พื้นฐานที่สุดทว่าซับซ้อนที่สุดของเราอย่างความรู้สึกในหัวใจ กลับยังคงทั้งมีความลึกลับและซับซ้อน และยังคงต้องการสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์อย่าง ‘ภาษา’ และการกลับไปถามหาคำและความจากหัวใจของเรา เพื่อคลี่คลายความรู้สึกที่ยังคงเข้าใจไม่ได้เหล่านั้น
แง่หนึ่ง ความคลุมเครือซับซ้อนของความรู้สึก ก้อนมวลของอารมณ์ และการมีบางส่วนที่คำและความยังไม่สามารถให้ความกระจ่างได้ ความคลุมเครือนี้ ก็อาจเป็นหัวใจสำคัญของความรู้สึกของเรา เป็นที่ว่างบางอย่าง ที่เราอาจทั้งรักและชัง ทั้งอยากทำให้กระจ่าง และอาจต้องรักษาความรู้สึกอันแปลกประหลาด อธิบายไม่ได้นี้ไว้
อ้างอิงจาก