ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกลุ่มประชาชนที่เดินทางมาจากภาคใต้และภาคตะวันออกเข้ามาชุมนุมปักหลักอยู่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการผลักดัน พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor, SEC), โครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงส่งเสียงคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไปยังพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี
วันนี้ (1 กรกฎาคม 2569) ผู้ชุมนุมได้แยกย้ายเดินทางกลับภูมิลำเนาแล้ว หลังจากเจรจาบรรลุข้อตกลงกับ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่าจะยกเลิกการเสนอร่าง SEC ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) พร้อมยุติกลไกเดิมทั้งหมด แล้วเปลี่ยนมาตั้งคณะกรรมการศึกษาร่วมกับภาคประชาชนคู่ขนานไปกับชุดของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รวมถึงเตรียมตั้งคณะกรรมการเพื่อร่วมเขียนแผนพัฒนาภาคใต้ขึ้นมาใหม่
แม้การชุมนุมครั้งนี้จะยุติลงชั่วคราว แต่ก่อนหน้านี้ The MATTER ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับ ทม สินสุวรรณ และ สมคิด คำฉวาง สองผู้ชุมนุมจากภาคใต้ ถึงเหตุผลที่พวกเขาเดินทางไกลมานอนตากแดดตากฝนอยู่หน้าทำเนียบฯ พร้อม เอื้องฟ้า ชำเกตุ ผู้ชุมนุมจากภาคตะวันออก ที่มาร่วมส่งเสียงว่าไม่อยากให้อนาคตของภาคใต้ต้องซ้ำรอยกับ EEC
9 วัน หน้าทำเนียบรัฐบาล
การชุมนุมครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 หลังรัฐบาลมีนโยบายผลักดันร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งยังเห็นชอบให้มีการขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกไปยัง จ.ปราจีนบุรี โดยประชาชนจากภาคใต้และภาคตะวันออกซึ่งรวมตัวเป็น ‘เครือข่ายประชาชนหยุดกฎหมายขายแผ่นดิน’ ได้มาปักหลักชุมนุมบริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล
เฟซบุ๊กเพจ ‘ปกป้องแผ่นดินใต้ SEC WATCH’ ระบุสาระสำคัญที่ทำให้ประชาชนออกมารวมตัวคัดค้านกฎหมายดังกล่าวว่า กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้อาจนำไปสู่การทำลายเศรษฐกิจของคนไทย ซึ่งส่งผลให้ที่ดินและทรัพยากรของคนไทยไปสู่มือต่างชาติ แม้รัฐบาลจะโฆษณาว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้จะทำให้เศรษฐกิจเติบโต เกิดการจ้างงาน แต่เมื่อพิจารณาผลที่เกิดขึ้นในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกกลับไม่เป็นเช่นนั้น
กฎหมายดังกล่าวจะให้สิทธิพิเศษกับนักลงทุนต่างชาติหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ‘การจ้างงาน’ ที่สามารถนำแรงงานจากประเทศอื่นๆ เข้ามา, การยกเลิกอาชีพสงวนของคนไทย, ให้บริษัทที่ต่างชาติถือหุ้น 100 % ดำเนินการได้ ทำให้ตั้งแต่มี EEC ก็เกิดการจ้างงานลดลง ขณะที่แผ่นดินภาคตะวันออกเต็มไปด้วยมลพิษ
ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลสำหรับการชุมนุมครั้งนี้มี 5 ข้อ ดังนี้
- รัฐบาลต้องยุติการผลักดันกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) โดยทันทีและต้องมีหนังสือยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่นำเสนอกฎหมายในลักษณะนี้อีก ไม่ว่าโดยหน่วยงานของรัฐหรือพรรคการเมือง
- รัฐบาลต้องยุติการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายในโครงการแลนด์บริดจ์โดยทันที ทั้งกิจการท่าเรือ ทางหลวงพิเศษ ทางรถไฟ และการพิจารณาการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในภาคใต้ โดยให้รัฐบาลรอผลการศึกษาของคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้
- รัฐบาลต้องยุติการเห็นชอบการขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ไปยัง จ.ปราจีนบุรีและ จ.อื่นโดยทันที และให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันในการทำการประเมินผลการดำเนินงานของ EEC เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษต่อไป
- รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่ยอมรับร่วมกันเพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ที่นำสู่เศรษฐกิจที่เป็นธรรมและต้องมีกลไกการผลักดันแผนแม่บทดังกล่าวสู่การบังคับใช้จริง
- รัฐบาลต้องยุติการนำเสนอกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น EEC และ SEC ในภูมิภาคอื่น เพื่อรักษาที่ดิน ทรัพยากร ไว้ให้คนไทย
เมื่อข้อเรียกร้องไม่ถูกตอบรับ กลุ่มผู้ชุมนุมได้ขยับและเพิ่มจุดปักหลักเป็นบริเวณหน้าประตู 2 ของทำเนียบ ในวันที่ 27 มิถุนายน 2569
การชุมนุมครั้งนี้เป็นไปอย่างสันติ โดยผู้เข้าร่วมจะนั่งตากแดดและฝนอยู่บริเวณริมถนนทุกช่วงกลางวัน และจะจัดกิจกรรมเสวนาพูดคุยในเวลากลางคืน ถึงอย่างนั้น ช่วงบ่ายวันที่ 29 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต ได้แจ้งให้ผู้ชุมนุมย้ายไปอยู่บริเวณกรมหลวงชุมพร เนื่องจากพื้นที่โดยรอบทำเนียบรัฐบาลอยู่ในระยะ 50 เมตรที่ห้ามมีการชุมนุม ด้านผู้ชุมนุมยืนยันอยู่ต่อ ก่อนมีบางส่วนเดินเท้าไปปักหลักที่ประตู 5 เพื่อปิดเส้นทางเข้าออกทำเนียบ ในช่วงเย็นวันเดียวกัน

30 มิถุนายน พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ได้มาหารือข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 4 ชั่วโมง ซึ่งผลการเจรจาได้บรรลุข้อเรียกร้องและมีการทำบันทึกข้อตกลง ดังนี้
- นายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งหยุดการผลักดันร่างกฎหมาย SEC ของ สนข. โดยทันที
- ชะลอกระบวนการศึกษาเเละจัดทำโครงการเเลนด์บริดจ์ โดยการผลักดันโครงการเเลนด์บริดจ์จะต้องรอผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาการขับเคลื่อนเเลนด์บริดจ์ ที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน เเละคณะกรรมการออกเเบบเเผนการพัฒนาภาคใต้ ซึ่งตั้งตามข้อเรียกร้องที่ 3 ของภาคประชาชน ประกอบการตัดสินใจโครงการ
- ให้ตั้งคณะกรรมการออกเเบบเขียนการพัฒนาภาคใต้ โดยมีกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน นักวิชาการ เเละหน่วยงานต่างๆ เพื่อออกเเบบการพัฒนาภาคใต้
- แจ้งนายกรัฐมนตรีให้ทบทวนการขยาย EEC ไปยัง จ.ปราจีนบุรี
- การเยียวยาผลกระทบของการถมทะเล จะมีการเร่งให้นายกดำเนินการให้เกิดการชดเยียวยากับประชาชน ภายใน 6 เดือน
และข้อตกลงดังกล่าวได้ถูกทำบันทึกข้อความต่อ สนข. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อเวลา 14:00 น. ของวันที่ 1 กรกฎาคม

วันนี้ เครือข่ายประชาชนหยุดกฎหมายขายแผ่นดินประกาศยุติการชุมนุม ผู้เข้าร่วมต่างเดินทางกลับบ้าน หลังข้อเรียกร้องได้รับการตอบรับ ซึ่งต้องคอยจับตาสถานการณ์กันต่อไป

“ม๊ะมายื่นหนังสือลาออกจากคณะกรรมการศึกษาฯ แลนด์บริดจ์ ตอนแรก ม๊ะนึกว่าจะได้มาประชุมที่ทำเนียบ ที่รัฐสภา แต่ไม่ใช่ เขาประชุมทางซูม แต่ม๊ะทำไม่เป็น”
ทม สินสุวรรณ หรือที่ใครๆ เรียกว่า ‘ม๊ะทม‘ ชาวประมงพื้นบ้าน วัย 67 ปี จากระนอง เล่าว่า เธอมาร่วมการชุมนุมในวันที่ 25 มิถุนายน เพื่อมายื่นหนังสือ ‘ลาออก’ จากการเป็นคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มีเอกนัฏเป็นประธาน
ม๊ะทมรู้สึกว่า กระบวนการศึกษาครั้งนี้มิได้นำไปสู่การรับฟังเสียงของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง โดยที่ผ่านมาการประชุมคณะกรรมการฯ จะใช้ Zoom ในการพูดคุย แต่เมื่อเข้าไปแล้วเธอกลับไม่ได้พูดเลยสักคำ จึงขอลาออก เพราะไม่ต้องการเป็นเครื่องมือที่สร้างความชอบธรรมให้โครงการเดินหน้าต่อ
ม๊ะทมยื่นหนังสือลาออกในวันที่ 26 มิถุนายน และอยู่ร่วมชุมนุมกับพี่น้องที่เดินทางมาจากภาคใต้และภาคตะวันออก ตลอดระยะเวลา 4 วัน
“ทะเลฝั่งอันดามัน อย่างระนอง ภูเก็ต กระบี่ ล้วนเป็นแหล่งท่องเที่ยว ถ้าสร้างท่าเรือน้ำลึกและสะพาน ต้องถมทะเลออกไปเป็นพันไร่ จากทะเลสวยงาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็เปลี่ยนหมด”
สมคิด คำฉวาง ผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว อายุ 72 ปี เดินทางมาจาก จ.กระบี่ มองว่า ตอนนี้ทะเลชายฝั่งอันดามันยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม หากโครงการนี้เกิดขึ้นและต้องถมทะเลหลักพันไร่เพื่อนำไปสร้างท่าเรือน้ำลึก จะทำให้ความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่หายไป
โครงการแลนด์บริดจ์ ถูกวางให้เป็นเส้นทางเลือกใหม่ในการขนส่งสินค้าแทนช่องแคบมะละกา โดยจะสร้างเส้นทางเชื่อมต่อพื้นที่จากแหลมริ่ว อ.หลังสวน จ.ชุมพร และยกขึ้นเรืออีกฝั่ง ที่แหลมอ่าวอ่าง อ. เมืองระนอง จ. ระนอง เพื่อการขนส่งข้ามระยะทางกว่า 90 กิโลเมตร
การสร้างเส้นทางนี้ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าต่อผลกระทบต่อสิ่งแวด เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องตัดผ่านและก่อสร้างในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติสูงอย่างป่าชายเลนและป่าพรุ โดยทะเลฝั่งชุมพรจะมีการถมทะเลกว่า 5,800 ไร่ ขณะที่ทางฝั่งระนองทะเลอันดาจะมีการถมทะเลถึง 6,975 ไร่
นอกจากนั้น ยังเสี่ยวต่อการสูญเสียที่ดินทำกินและวิถีชีวิตดั้งเดิมในบริเวณที่จะมีการเวนคืนที่ดิน เช่น การทำประมงพื้นบ้าน และความเสี่ยงจากมลพิษทางน้ำ จากคราบน้ำมันที่เกิดจากการจอดเทียบท่าและกิจกรรมของเรือสินค้าขนาดใหญ่
“ส่วนหนึ่งที่มาที่นี่ก็ด้วยความคิดที่ว่าอยากอนุรักษ์ท้องถิ่นไว้นี่แหละ” สมคิด กล่าว
“EEC 3 จังหวัด ที่ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ก็ไม่ได้พัฒนาอย่างยั่งยืน กลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย มลพิษก็ตกอยู่ที่พวกเรา”
เอื้องฟ้า ชำเกตุ เกษตรกร อายุ 56 ปี จาก จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า เธอมาร่วมคัดค้านโครงการ SEC เนื่องจากเธอได้เห็นผลลัพธ์จากโครง EEC ที่บ้านของเธอแล้ว ซึ่งไม่ได้เป็นการพัฒนาที่มันยั่งยืน แต่เป็นการพัฒนาเมืองในรูปแบบอุตสาหกรรม ที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเสียและก่อให้เกิดมลพิษ
ผลกระทบแรกๆ ที่เกิดขึ้น คือ การปรับผังเมืองเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งบางพื้นที่ขี้ดเส้นติดๆ กับสวนของเกษตรกรและที่อยู่อาศัยของชุมชน ทำให้เกิดน้ำเสียโดยเฉพาะน้ำใต้ดิน และอากาศที่ไม่บริสุทธิ์
“บางคืนเราได้กลิ่นเหม็น ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นอะไร มันจะลอยมาตอนดึกๆ เป็นกลิ่นคล้ายๆ สารเคมีหรือยาฆ่าหญ้า แต่พอมันมาตอนดึก มันก็ไม่ใช่การฉีดในระบบเกษตรกรรม เพราะเหม็นไปทั่ว ได้กลิ่นเกือบทุกบ้าน” เอื้องฟ้า กล่าว
“บ้านเรา (ฉะเชิงเทรา) มันเสียไปแล้ว เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ คนตัวเล็กตัวน้อยยังต้องพึ่งพาทรัพยากรต่างๆ ในการทำมาหากิน”
บ้านของเอื้องฟ้าอยู่ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นหนึ่งในสามจังหวัดที่อยู่ในเขต EEC เมื่อเธอเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านตัวเอง จึงรู้สึกว่าไม่อยากให้มีโครงการลักษณะนี้เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ อีกแล้ว
ไม่ใช่แค่ SEC แต่รวมถึงการขยายเขต EEC ไปที่ จ.ปราจีนบุรี ด้วย เพราะประชาชนหลายคนยังต้องพึ่งพิงทรัพยากรในพื้นที่ในการอยู่อาศัยและประกอบอาชีพ
“ถ้าต่างชาติเข้ามาอยู่ได้ถึง 99 ปี มันก็เท่ากับชั่วลูกชั่วหลานของคน คนในพื้นที่ บางคนก็ยากจนอยู่แล้ว ถ้าพื้นที่ทำกินโดนเบียดบังไปอีก เขาจะอยู่กันอย่างไร…โครงการทำทุน ได้กำไรให้ประเทศ แต่เงินตรงนั้นไม่ได้มาพัฒนาบ้านเรา”
พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ได้กำหนดสิทธิการเช่าภายใต้เงื่อนไขและกรอบระยะเวลาที่จำกัด คือ ‘ไม่เกิน 99 ปี’ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขรัฐสามารถเพิกถอนสิทธิได้
กฎหมายดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลต่อการจัดสรรพื้นที่ ว่าอาจเป็นการเบียดบังพื้นที่ทำกินของชุมชน และส่งผลไปถึงรุ่นลูกหลายของคนในพื้นที่
“อยากฝากถึงรัฐบาลภายใต้อนุทิน ว่าอยากให้หยุดและยกเลิกกฎหมายนี้ เพราะมันจะส่งผลกระทบต่อพวกเราทั้งประเทศ ไม่ไม่ใช่แต่พี่น้องภาคใต้ การพัฒนาประเทศต้องขึ้นกับประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ขึ้นกับทุนต่างชาติ” เอื้องฟ้า กล่าว
“พี่น้องที่ระยอง เขาโดนมาเต็มๆ แล้ว เขาบอกว่ามันไม่มีอะไรดีเลย มะเร็งจะเอาเขาตายอยู่แล้ว แล้วคนระนอง ชุมพร นคร สุราษฎร์ จะยอมให้มันเกิดขึ้นหรอคะ? ที่เกิดแล้วยังแก้ไม่ได้ ที่กำลังจะเกิด ประโยชน์ได้กับใครรัฐบาลต้องคิดไม่ใช่จะเอาแต่สนับสนุนนายทุน”
ม๊ะทมกล่าวว่า เมื่อเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก EEC กับชาวระยองและจังหวัดอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเร็วขึ้น ทั้งยังมีปัญหามลพิษที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตก แต่รัฐบาลก็ยังอยากดำเนินโครงการลักษณะเดียวกันในภาคใต้
ม๊ะทมจึงตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อใคร และให้คิดทบทวนว่าที่รัฐบาลมีตำแหน่ง มีเก้าอี้ตอนนี้ ก็มาจากเสียงของประชาชนที่เลือกมา ดังนั้น รัฐบาลต้องเลือกดูแลประชาชนก่อนเอาใจกลุ่มทุน
“เราไม่ได้คัดค้านการพัฒนาพื้นที่ แต่อยากให้ศึกษาอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่ว่าใช้อำนาจรัฐบาลอย่างเดียว ต้องฟังเสียงชาวบ้านด้วย โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม เราอาจมองไม่เห็นตอนนี้ แต่พอเกิดความเสียหายขึ้นมา เราจะแก้มันไม่ได้แล้ว”
สมคิดบอกว่า เขาไม่ได้คัดค้านการพัฒนาพื้นที่ เพียงแต่อยากให้มีการศึกษาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่จะได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อม
หากดันทุรังเดินหน้าโครงการโดยที่ยังไม่ทันศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบ เมื่อเกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมขึ้นมาจริงๆ ก็อาจเป็นเรื่องยากที่จะกลับไปแก้ไขแล้ว ทั้งยังส่งผลต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ต้องเปลี่ยนไป ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วจากโครงการ EEC
จากการพูดคุยกับผู้ร่วมชุมนุมทั้ง 3 คน สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนในพื้นที่ทั้งจากภาคใต้และภาคตะวันออก ต่างมีความกังวลร่วมกันต่อโครงการแลนด์บริดจ์และเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยพวกเขามองว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นของภาครัฐยังขาดส่วนร่วมที่แท้จริง และหวั่นเกรงว่าโครงการขนาดใหญ่นี้นำมาสู่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชนเดิม ซึ่งมีให้เห็นแล้วจากโครงการอย่าง EEC
แม้ตอนนี้จะมีการประกาศยุติการชุมนุมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และรัฐบาลยังตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าหน้าตาของคณะกรรมการชุดใหม่จะเป็นอย่างไร โดยหวังว่าครั้งนี้ ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่นี้อย่างแท้จริง
Photographer: Asadawut Boonlitsak ( IG: ong.asadawut)
Graphic Designer: Krittaporn Tochan (IG: krittochan)
Editor: Thanyawat Ippoodom





