ค่ำคืนนี้ แฟนบอลทั่วโลกคงกำลังตั้งตารอการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบรองชนะเลิศ ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนตินา คู่ปรับที่เคยดวลกันอย่างดุเดือดในศึกฟุตบอลโลกมาแล้วหลายครั้ง
แต่รู้หรือไม่ว่า ทั้งสองอาจไม่ใช่คู่ปรับแค่ในสนามฟุตบอล เพราะครั้งหนึ่งทั้งสองประเทศ เคยมีความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมายาวนาน จากกรณีข้อพิพาทเหนือ ‘หมู่เกาะฟอล์กแลนด์’ ที่สร้างความสูญเสียไปเกือบ 1,000 ชีวิต
ก่อนดูบอลคืนนี้ The MATTER ชวนอ่านประวัติศาสตร์ของข้อพิพาทระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนตินา เพื่อทำความเข้าใจศึกครั้งสำคัญระหว่างสองประเทศ ที่อาจไม่ได้อยู่แค่ในสนามฟุตบอล
รู้จัก ‘หมู่เกาะฟอล์กแลนด์’
ฟอล์กแลนด์ (The Falkland Islands) หรือที่รู้จักในอาร์เจนตินาว่า มัลวินาส (Islas Malvinas) เป็นหมู่เกาะที่ประกอบด้วยเกาะเล็กใหญ่มากกว่า 700 แห่งในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ ห่างจากสหราชอาณาจักรราว 12,000 กิโลเมตร (8,000 ไมล์) และห่างจากอาร์เจนตินาราว 480 กิโลเมตร (300 ไมล์)

แผนที่หมู่เกาะฟอล์กแลนด์
ในอดีต หมู่เกาะนี้เคยเป็นพื้นที่ว่างเปล่าและไม่มีชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ โดยคำถามที่ว่า ใครเป็นผู้ค้นพบหมู่เกาะแห่งนี้เป็นคนแรกยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในเอกสารของชาวยุโรปที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยถูกบันทึกไว้เกี่ยวกับหมู่เกาะแห่งนี้ คือเรื่องราวการเดินเรือของกัปตันจอห์น เดวิส (Captain John Davis) ในปี 1592
อย่างไรก็ตาม การขึ้นฝั่งของหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ถูกบันทึกเป็นครั้งแรกในปี 1690 โดยกัปตันจอห์น สตรอง (Captain John Strong) หรือผู้ที่ตั้งชื่อให้กับช่องแคบฟอล์กแลนด์ (Falkland Sound) ตามไวเคานต์ฟอล์กแลนด์ (Viscount Falkland) หรือเจ้าของเรือเวลแฟร์ (Welfare) ที่กัปตันสตรองใช้เดินทางสำรวจในตอนนั้น
ต่อมาในปี 1765 อังกฤษได้อ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะแห่งนี้ และตั้งกองทหารรักษาการณ์ที่ท่าเรือเอ็กมอนต์ (Port Egmont) โดยตลอดหลายปีต่อมา อังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน ได้ตั้งกองทหารรักษาการณ์ในหมู่เกาะนี้เป็นระยะๆ จนกระทั่งปี 1811 ที่ทุกกองทัพได้ถอนตัวออกไปจากเกาะ

บรรยากาศบนหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2023 (Photo by Jeremy Richards)
ข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยเหนือเกาะ
เหตุการณ์เริ่มซับซ้อนขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1832 ซึ่งกองทหารอาร์เจนตินาได้เดินทางมายังหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เพื่อประกาศอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะแห่งนี้ การเข้ามาครั้งนี้จึงยิ่งทำให้ข้อพิพาทด้านอธิปไตยระหว่างทั้งสองประเทศทวีความตึงเครียดขึ้น
ต่อมาในวันที่ 2 มกราคม 1833 กองทัพเรืออังกฤษได้ขับไล่ฐานทัพทหารอาร์เจนตินาออกไปโดยไม่มีผู้เสียชีวิต และต่อมา อังกฤษก็อนุญาตให้พลเรือนอาศัยอยู่ที่เกาะฟอล์กแลนด์ต่อ พร้อมก่อตั้งรัฐบาลอังกฤษขนาดเล็กขึ้นบนเกาะ และสถาปนาเมืองหลวงชื่อว่า ‘สแตนลีย์ (Stanley)’ ขึ้นในปี 1845
อังกฤษปกครองหมู่เกาะต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 2 เมษายน 1982 ซึ่งประธานาธิบดีเลโอโปลโด กัลติเอรี (Leopoldo Galtieri) ของอาร์เจนตินา ตัดสินใจนำกองกำลังทหารเข้าควบคุมหมู่เกาะแห่งนี้ และยึดครองพื้นที่เป็นเวลา 74 วัน

เลโอโปลโด กัลติเอรี อดีตผู้นำอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 2 เมษายน 1982 หลังจากกองกำลังอาร์เจนตินาบุกยึดหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ (Photo by CARLOS VENTURA / TELAM / AFP)
อาร์เจนตินาเรียกปฏิบัติการทางทหารในวันนั้นว่าเป็น “การทวงคืน” ดินแดน โดยมีการวิเคราะห์ว่า ที่อาร์เจนตินาเปิดปฏิบัติการนั้นไป ก็เพราะเชื่อว่าฝ่ายอังกฤษจะไม่ตอบโต้ เพราะก่อนหน้านั้น อาร์เจนตินาได้เข้ามาตั้งฐานทัพในหมู่เกาะเซาท์แซนด์วิช (South Sandwich Islands) ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง โดยไม่มีผู้ต่อต้านมาตั้งแต่ปี 1976 แล้ว
อย่างไรก็ตาม หลังจากกองกำลังอาร์เจนตินาเข้ายึดครองหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ในวันที่ 2 เมษายน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council หรือ UNSC) ก็มีมติที่ 502 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 1982 เรียกร้องให้ยุติการสู้รบทันที และให้อาร์เจนตินาถอนกำลังออกจากหมู่เกาะ พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้วิธีการทางการทูต เพื่อแก้ไขข้อพิพาทตามกฎบัตรสหประชาชาติ
สงคราม 74 วัน
แน่นอนว่าฝั่งอังกฤษก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยสามวันต่อมา นายกรัฐมนตรีอังกฤษ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ได้อนุมัติปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดเกาะคืน
สิ่งที่ทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้ถูกจับตามองจากทั่วโลก เพราะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองที่อังกฤษส่ง ‘ทหารทุกเหล่าทัพ’ ไปเข้าร่วมปฏิบัติการพร้อมกัน โดยกองกำลังเฉพาะกิจของอังกฤษนี้ มีทั้งเรือรบ เรือดำน้ำ และเรือสินค้าที่ถูกเกณฑ์มาจำนวน 127 ลำ สำหรับบรรทุกทหาร เครื่องบิน และยุทโธปกรณ์ เพื่อออกเดินทางไปยังมหาสมุทรแอตแลนติกใต้

ภาพเมื่อ 13 เมษายน 1982 ขณะทหารอาร์เจนตินาเดินทางเข้ายึดฐานทัพที่พอร์ตสแตนลีย์ (Photo by DANIEL GARCIA / AFP)
ความขัดแย้งครั้งนั้นกินเวลากว่า 74 วัน และสิ้นสุดลงด้วยการยอมจำนนของอาร์เจนตินาในวันที่ 14 มิถุนายน 1982 ทำให้หมู่เกาะกลับคืนสู่การควบคุมของอังกฤษ โดยทหารอาร์เจนตินามากกว่า 11,000 นายถูกปลดอาวุธและส่งตัวกลับประเทศ นอกจากนี้ อังกฤษยังกลับมาปกครองหมู่เกาะเซาท์แซนด์วิชที่อยู่ใกล้เคียง
มีรายงานผู้เสียชีวิตกว่า 907 คนระหว่างความขัดแย้งครั้งนี้ โดยแบ่งเป็น ชาวอาร์เจนตินา 649 คน ชาวอังกฤษ 255 คน และชาวเกาะฟอล์กแลนด์ 3 คน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญของมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ และสำหรับประธานาธิบดีเลโอโปลโด กัลติเอรี แห่งอาร์เจนตินา ซึ่งถูกรัฐบาลของตัวเองปลดออกจากตำแหน่งหลังความพ่ายแพ้
สถานการณ์หลังจากสงคราม
“นับตั้งแต่ปี 1982 ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไป เราพึ่งพาตนเองทางการเงินได้ และปกครองตนเองได้เกือบทั้งหมด เรากำหนดอนาคตและวิถีชีวิตของเราเอง ชุมชนของเราก่อตั้งขึ้นจากการอพยพและการตั้งถิ่นฐานโดยสมัครใจตลอดระยะเวลาเกือบ 200 ปี” ระบุบนเว็บไซต์ของหมู่เกาะฟอล์กแลนด์
ข้อความระบุต่อไปว่าตอนนี้ “มีผู้คนจากกว่า 60 ประเทศมาตั้งรกรากในหมู่เกาะนี้ หัวใจสำคัญของเราคือ ชาวเกาะฟอล์กแลนด์ผู้ซึ่งครอบครัวของพวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่เกาะนี้มาแล้วถึง 9 ชั่วอายุคน”

มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ขณะเยือนพอร์ตสแตนลีย์ หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 1983 (Photo by PA / AFP)
ปัจจุบัน หมู่เกาะเหล่านี้เป็นดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษ ภายใต้การคุ้มครองของกองกำลังอังกฤษประจำหมู่เกาะแอตแลนติกใต้ โดยในปี 2009 รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเกาะฟอล์กแลนด์ถูกประกาศใช้ โดยครอบคลุมประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น การปกครองตนเอง พร้อมกับรับรองสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง (Self-Determination)
นอกจากนี้ ในปี 2013 ยังมีการลงประชามติโดยมีผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศคอยดูแล ซึ่งผลออกมาว่า 99.8% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้คงสถานะเป็นดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษต่อไป ด้วยหลัก Self-Determination ของชาวเกาะ
ข้อถกเถียงที่ยังไม่หายไป
แม้ขณะนี้ หมู่เกาะฟอล์กแลนด์จะอยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักร แต่สถานะของหมู่เกาะแห่งนี้ยังคงเป็นข้อพิพาท โดยทั้งอังกฤษและอาร์เจนตินาต่างอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าว
อังกฤษอ้างว่า ตนประกาศอธิปไตยเหนือหมู่เกาะมาตั้งแต่ปี 1765 ขณะที่อาร์เจนตินาให้เหตุผลว่า หมู่เกาะมัลวินาสเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนที่สืบทอดมาจากจักรวรรดิสเปนหลังได้รับเอกราช และมองว่าการที่อังกฤษเข้าควบคุมหมู่เกาะในปี 1833 เป็นการยึดครองโดยมิชอบ จึงยังคงเรียกร้องอธิปไตยเหนือหมู่เกาะแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน
“หมู่เกาะมัลวินาสเคยเป็นของอาร์เจนตินา เป็นอยู่ และจะเป็นของอาร์เจนตินาตลอดไป” ประธานาธิบดีฆาบิเอร์ มิเลย์ (Javier Milei) แห่งอาร์เจนตินาระบุบนโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2026
ประโยคข้างต้นสะท้อนแนวคิดเรื่อง “การทวงคืน” อธิปไตยเหนือหมู่เกาะแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะสำหรับอาร์เจนตินาแล้ว ข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะแห่งนี้ยังคงเป็นประเด็นทางการที่เมืองสำคัญ ตามการวิเคราะห์ของแมทธิว เบนเวลล์ (Matthew Benwell) อาจารย์จากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล
ยกตัวอย่าง บทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของอาร์เจนตินาในปี 1994 ได้เรียกร้องให้รัฐบาลต่อๆ ไปของประเทศให้คำมั่นสัญญาที่จะ “ทวงคืน […] และใช้อธิปไตยอย่างเต็มที่” เหนือหมู่เกาะมัลวินาสและดินแดนอื่นๆ ในมหาสมุทรแอตแลนติกตะวันตกเฉียงใต้
ส่วนในปี 2014 คริสตินา เคิร์ชเนอร์ (Cristina Kirchner) ประธานาธิบดีอาร์เจนตินาในขณะนั้น ก็ได้จัดตั้งสำนักเลขาธิการมัลวินาส (Malvinas Secretariat) ขึ้น เพื่อสานต่อยุทธศาสตร์ของอาร์เจนตินาเกี่ยวกับข้อพิพาทอธิปไตยเหนือหมู่เกาะมัลวินาส

คริสตินา เคิร์ชเนอร์ อดีตประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ขณะกล่าวสุนทรพจน์หน้าภาพหมู่เกาะมัลวินาส เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2012 (Photo by Juan MABROMATA / AFP)
นอกจากนี้ หากเราเดินไปตามท้องถนนในอาร์เจนตินา เราอาจเห็นสโลแกน “Las Malvinas son Argentinas” (หมู่เกาะวินาสเป็นของอาร์เจนตินา) โดยเบนเวลล์ชี้ว่า หนึ่งในโครงการล่าสุดของรัฐบาลได้กำหนดให้ระบบขนส่งสาธารณะทุกรูปแบบ ต้องมีข้อความ “Las Malvinas son Argentinas” ปรากฏอยู่ด้วย
“ภาพหมู่เกาะแห่งนี้ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งในชีวิตประจำวันทั่วประเทศ รูปทรงของหมู่เกาะนี้ถูกนำไปใช้ซ้ำบนป้ายบอกทาง อนุสาวรีย์สงคราม โลโก้บริษัท และล่าสุดคือเครื่องแบบนักเรียนและบัตรเครดิต” เบนเวลล์ย้ำ
ทั้งนี้เขาวิเคราะห์ว่า “นักการเมืองในสหราชอาณาจักรและบนเกาะแห่งนี้เอง ต่างก็ชี้ให้เห็นอยู่เสมอว่า แคมเปญนี้เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ”

ชาวเมืองเดินผ่านป้ายที่มีข้อความว่า “หมู่เกาะมัลวินาสเป็นของอาร์เจนตินา” บริเวณใจกลางกรุงบัวโนสไอเรส เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2016 (Photo by EITAN ABRAMOVICH / AFP)
แม้สงครามจะยุติลงมากว่า 40 ปี แต่ข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ยังคงดำเนินต่อไป และทุกครั้งที่อังกฤษกับอาร์เจนตินาโคจรมาพบกันในสนามฟุตบอล ข้อถกเถียงกับสงครามครั้งนั้นก็มักถูกหยิบยกกลับมาพูดถึงเสมอ
เกมระหว่างทั้งสองชาติในค่ำคืนนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันกีฬา แต่อาจเป็นอีกครั้งที่ประวัติศาสตร์ ความทรงจำจากสงคราม และข้อพิพาทด้านอธิปไตยที่ยังไม่สิ้นสุด ถูกฉายกลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วโลก